“การเตรียมแผนเผชิญพิบัติภัยธรรมชาติ .. บนเกาะภูเก็ต”!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. สภาพอากาศกำลังเคลื่อนไหวส่งต่อไปตามฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ภายใต้อิทธิพลการเคลื่อนไหวของโลก ที่แสดงความเป็นจริงเชิงประจักษ์ว่า... โลกนี้ไม่นิ่ง.. มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปมา ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า กฎของธรรม.. หรือ ธรรมนิยาม

คำว่า “ธรรมนิยาม” เพียงคำเดียว สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน ว่า...

โลก.. ต้องเป็นเช่นนี้ เป็นธรรมดา

โลก.. ต้องเป็นอย่างนี้

โลก.. จะเปลี่ยนแปลงจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้

โดยเรียกความจริงดังกล่าวว่าเป็น หลักธรรมดา.. หรือตัวธรรมที่มีอยู่ในความเป็นธรรมชาติของโลก ว่า หลักอิทัปปัจจยตา...

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้นำส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทุกระดับ.. ภาคประชาชนทุกภาคส่วน ตลอดจนถึงองค์กรศาสนาทั้งพุทธ.. อิสลามในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ไปประชุมกันครั้งใหญ่ที่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต” โดยเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ตลอดจนครูบาอาจารย์จากสถานศึกษาในภูเก็ต เข้าร่วมเพื่อรับฟังการบรรยายให้ความรู้ในมุมมองต่าง ๆ ตามหัวข้อการประชุมที่ชื่อ...

 “โครงการถอดบทเรียนและแนวทางแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ อุทกภัย และดินสไลด์ แบบบูรณาการ”

ภายใต้แผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

โดยจัดให้มีการประชุมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ ๗-๙ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ ห้องประชุมขุนเลิศโภคารักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยมีพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ และให้โอวาท...

สำคัญยิ่งคือ การได้รับความร่วมมือจากอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมโยธาธิการผังเมือง และอธิบดีกรมชลประทาน นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติ อันเกิดจากภาวะโลกร้อน (Climate Change) และปัญหาอื่นๆ

สำคัญยิ่งคือ การเปิดให้มีเวทีของเด็กและเยาวชน ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาปัญหา อันเกิดจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน.. นอกเหนือจากการมีเวทีของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต ที่จะนำเสนอแนวทางการปฏิบัติ เพื่อการเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก Climate Change

การปลุกให้กระแสสังคมตื่นตัวอย่างมีความตระหนักรู้ แทนความตื่นตระหนกอย่างมึนงง.. ไม่เข้าใจในปัญหา.. นับเป็นวิถีธรรมในพระพุทธศาสนา ที่มีคำสั่งสอนให้มนุษยชาติมีสติ.. ประกอบความตระหนักรู้.. ด้วยการรู้ทั่วพร้อมอย่างบริบูรณ์ด้วยตนเองโดยประการต่างๆ .. เพื่อการชักนำไปสู่การปฏิบัติชอบ.. ความเพียรชอบ นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด.. ในการที่จะนำกระแสสังคม กระแสโลก.. ออกจากการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างขาดสติปัญญา..

การแปร วิกฤตการณ์ เป็น โอกาส .. ที่ชักนำไปสู่ประโยชน์และความสุขของมนุษยชาติ ด้วยการเรียนรู้.. การเข้าใจ ในทุกปมปัญหาของกระแสโลก เพื่อนำไปสู่การก้าวออกจากปัญหา.. ด้วยปัญญาที่สามารถจะพัฒนาให้ก้าวไปสู่ความสุขในสังคมมนุษยชาติได้นั้น เป็นหน้าที่ของทุกชีวิต.. ในสังคม...

การเข้าใจในธรรม.. อันเป็นความจริงในธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องการศึกษาเพื่อชีวิตที่แท้จริงของมนุษยชาติ ด้วยการยึดมั่นในหลักการที่ว่า.. ....ฐานะของมนุษย์นั้นประเสริฐยิ่ง.. ด้วยสามารถพัฒนาเสริมสร้างสติปัญญา.. เพื่อนำไปสู่การกระทำความเพียรชอบได้.. โดยการยึดหลักการ “พึ่งตน-พึ่งธรรม” ในพระพุทธศาสนา

การก้าวออกมาจากห้วงเวลาของความหวาดกลัว.. การก้าวไปให้พ้นเขตแดนความประมาท.. ที่วิถีจิตประยุกต์อยู่กับอำนาจกิเลส.. จึงเป็นธรรมปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่มีหลักธรรมคำสั่งสอนให้เข้าใจ.. ชีวิต.. ธรรม และธรรมชาติ ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน.. แม้แต่คำว่า โลก.. ก็คือ สภาวธรรมที่ปรากฏอยู่ภายใต้ความเป็นธรรมชาติ..

พุทธศาสนาจึงกล่าวถึง ชีวิต.. โลก.. ไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเป็นความเป็นจริงที่เป็นธรรมดา.. ในธรรมชาติ จึงเรียกว่า ..ธรรมชาติของชีวิต ..ธรรมชาติของโลก ที่แสดงความเป็นสามัญลักษณะอันเดียวกัน คือ อนิจจัง.. ทุกขัง.. อนัตตา...

ความเข้าใจปรมัตถธรรมของชีวิต.. หรือโลก ว่าต้องดำเนินไปภายใต้กฎธรรมชาติ ที่เรียกว่า อนิจจัง.. ทุกขัง.. อนัตตา... นับเป็นความเข้าใจที่เกิดจาการสั่งสมองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามธรรม ที่ก่อให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงที่เรียกว่า ปัญญา...

 “ปัญญา” .. ในพระพุทธศาสนา “ปัญญา” .. ในธรรม จึงแตกต่างไปจากปัญญาทางโลกนิยมอย่างสิ้นเชิง ด้วยปัญญาทางโลกียะนั้น.. คือการสรุปถึงการรู้เข้าใจในสภาวธรรมนั้นๆ ที่ปรากฏมีอยู่ในโลกนี้ โดยอาศัยการ จด จำ หมายรู้.. และนึกคิด.. ปรุงแต่ง.. มีความเห็นต่างๆ นานา.. ตามความรู้ความเข้าใจนั้นๆ...

การแสดงความคิดเห็นในทางโลก.. จึงมักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง.. แบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกัน เพราะมีมูลเหตุมาจาก ทิฏฐิที่ต่างกัน... ใครชอบใจทิฏฐิทางไหน จึงไปเป็นพรรคพวกทางนั้น.. และยากยิ่งที่จะทำให้คนในโลกนี้มีทิฏฐิเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะความที่โลกนี้มีธาตุหลากหลาย.. ต่างกัน

แต่ในความเป็น ปัญญา ทางธรรมนั้น.. จะมองทะลุผ่านสภาวธรรม.. ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันไป ทะลุสู่ความเป็นธรรมดา.. เป็นปกติ.. ว่า... แท้จริง สภาวธรรมทั้งหลาย ต้องมีความเป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา.. แต่ทั้งนั้น จะต้องไม่ยึดติดอยู่กับสภาวธรรม.. หรือผิวเปลือกโลก.. โดยต้องแทงให้ตลอด ทะลุโลก.. จนเห็นอีกด้านหนึ่งอย่างแจ่มแจ้ง.. หมดข้อสงสัย ที่เรียกว่า ปัญญารู้แจ้งโลก.. ซึ่งต้องอาศัยอำนาจสติปัญญาชั้นสูง.. จริงๆ อันเกิดจากจิตที่มีคุณภาพ จนสามารถนำไปสู่การพัฒนาได้.. ด้วยปัญญาในจิตทีมีคุณภาพนั้น...

ปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะมีสภาวธรรมเป็นลักษณะใด.. จึงไม่ใช่ปัญหาของมนุษยชาติ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่ต้องเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ ตราบใดที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้อำนาจของธรรมชาติ

เราจึงเห็นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นธรรมดา.. ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใด.. พื้นที่ใดในโลกนี้ และไม่ว่าดินฟ้าอากาศ พืชพรรณธัญญาหาร จะเป็นอย่างไร.. มนุษย์เราสามารถปรับตัวยอมรับด้วยความเข้าใจ.. เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไม่สูญเสียคุณค่าของความเป็นมนุษย์.. หากมนุษย์ไม่ละทิ้ง สติปัญญา ในการดำรงชีวิต...

จึงขอยืนยันว่า.. ธรรมชาติ .. ไม่เคยสร้างภัยพิบัติให้กับโลก.. เพราะธรรมชาติ.. โลก.. ชีวิต เป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้อำนาจของธรรม

เราจึงเห็นความเป็นปกติสุขของมนุษยชาติทุกมุมโลก.. ทุกกาลสมัย ที่ใช้ชีวิตอย่างไม่ขัดแย้งต่อธรรมชาติ.. ด้วยความเข้าใจธรรม...

ดังนั้น ปัญหาแท้จริง..ในธรรมชาติ.. คือ ภัยพิบัติจากน้ำมือของมนุษย์ ที่ขาดความเข้าใจในธรรม ขาดความเคารพธรรม.. ขาดการปฏิบัติธรรม.. อันนำไปสู่การสูญเสียการดำรงอยู่อย่างมีศีลธรรม.. จริยธรรม..

โจทย์ของปัญหาภัยพิบัติในวันนี้ จึงสรุปรวมลงที่... ความวิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากศีลธรรมของมนุษยชาติ.. ที่นับวันเข้าขั้นวิกฤตการณ์อย่างรุนแรง จนก่อเกิด พิบัติภัย ในธรรมชาติทั้งปวง.. ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ จิตวิญญาณของสัตว์มนุษย์ ภายใต้อำนาจ กฎแห่งกรรม จึงสำแดงผลความฉิบหาย โทษภัย คืนสู่ผู้กระทำ.. คือ มนุษยชาตินั่นเอง...

จึงอย่าได้กล่าวโทษว่า.. เป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ.. ที่เป็นกัลยาณมิตร.. เป็นพ่อแม่.. เป็นครูอาจารย์ ของมนุษยชาติมาโดยตลอด เพราะแท้จริงของพิบัติภัยจากวงจรธรรมชาตินั้น เกิดปรากฏมากขึ้น.. เพราะความเนรคุณของมนุษยชาตินั่นเอง.!!

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า.. การจัดประชุม.. สัมมนาของท่านทั้งหลาย ที่เกิดจากความตื่นตัว.. เล็งเห็นภัยพิบัติที่กำลังปรากฏมีมากขึ้นจากวงจรธรรมชาติ.. จะได้ศึกษาสรุปตรงจุดปัญหา.. ว่า... อะไรคือมูลเหตุของภัยพิบัติจากธรรมชาติแท้จริง.. เพื่อจะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง.. มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างไม่เข้าใจตัวปัญหาแท้จริงไปวันๆ... ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และยังเพิ่มโทษอีกมากมายกลับมา... เพราะการเพิ่มปัญหาในวิธีการปฏิบัติ.. เพื่อแก้ไขปัญหา!!.

 

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

...แนวคิดปัญหาพระทุศีล .. ในสังคมชาวพุทธ!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ข่าวสารแวดวงการเมืองในบ้านเรา กำลังเพิ่มอุณหภูมิขึ้นตามประสาวิถีโลก.. แม้ในแวดวงของศาสนาก็หนีไม่พ้นเรื่องราวข่าวฉาวโฉ่ ไม่น่ายินดีของพระทุศีล “ทุมมังกุ” บางรูป..

ทฤษฎีความไม่พร้อม ปูพรมให้ถนนสายทรมานวิถี

จดหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับด่วนที่สุด ที่ ตช 0011.24/64 ลงวันที่ 2 มค. 66 ลงชื่อ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ถึง รมว. ก. ยุติธรรม เรื่อง ปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566

...วิถีการเมือง สังคม .. ในกระแสกิเลส!!

เจริญพรศรัทธาสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในท่ามกลางกระแสกิเลสที่มีกำลังร้อนแรงของโลก.. ทุกชีวิตจึงดำเนินไปในกระแสความพลุ่งพล่านแห่งกิเลส.. ที่ยากต่อการควบคุมกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปในอำนาจของสติ...

จริยธรรมของการศึกษาในกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ก่อนอื่นในการอภิปรายเรื่องนี้ ขอออกตัวเลยว่าเห็นด้วยกับ สจ๊วต วอริส ที่อภิปรายถึงความท้าทายของโลกจากการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาว่า

ร่วมบูชาธรรม .. ๙๕ ปีชาตกาล หลวงปู่อิ่ม วัดโสมนัสฯ

เจริญพรศรัทธาสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ในโลกใบนี้ ที่วนเวียนไปตามกระแส.. สะท้อนความจริงของสัตว์โลกและทุกสรรพสิ่งที่ตั้งอยู่บนโลกใบนี้ ว่า.. ไหลวนไปตามกระแสโลกเช่นกัน โดยแปลงค่ากระแสโลกที่ไหลวนหมุนวน เป็นวนเวียนของสังสารวัฏ.. อันสัตว์โลกวนเวียนอยู่ในกระแสมาช้านาน เดินทางมายาวไกล ดุจไม่รู้จักจบสิ้นด้วย