เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา.. ย่างเข้าสู่วาระ ๑๔ ปี ของการเขียนคอลัมน์ “ปักธงธรรม” ใน นสพ.ไทยโพสต์ โดยเริ่มเขียนครั้งแรก เมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่สาระธรรมหลักคิดคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนทุกระดับ โดยมุ่งเน้นหลักธรรมที่ควรนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของกระแสสังคมปัจจุบันได้จริงๆ.. เพื่อสะท้อนให้เห็นความจริงอันเป็นประโยชน์ของ สัจธรรม ที่ไม่มีคำว่า เสื่อมสูญสลายตายจากไป... ไม่ว่ากาลใดสมัยใด ดังที่เรียกพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็น “อมตธรรม” อันประเสริฐยิ่ง ที่เรียกในพระพุทธศาสนาว่า... อริยสัจธรรม!..
เป็นเรื่องที่แปลกสำหรับตนเอง.. เมื่อจับปากกาจะเขียนต้นฉบับ “ปักธงธรรม” ในทุกครั้งที่คาดคิดว่า.. จะเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้.. เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสข่าวในสังคม.. แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่สามารถเขียนได้ดังใจนึก...
ปลายปากกาจะสนองตอบความรู้สึกให้เขียนไปตามกระแสธรรม.. ที่ควรบูชา คล้ายๆ กับเมื่อขึ้นธรรมาสน์ที่จะต้องตั้งนะโมฯ ๓ จบ และยกพระสัทธรรมขึ้นบูชา.. ก่อนขยายความไปตามธรรม และค่อยม้วนจบลงที่เรื่องราวในโลกบ้างเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็น ธรรมานุสติ!
แตกต่างจากที่เคยเขียนใน “กรุงเทพธุรกิจ” หรือที่ยาวนานใน “โพสต์ทูเดย์” คอลัมน์ “ธรรมส่องโลก” ที่ร่ายตัวหนังสือ แสดงธรรมตามภูมิมายาวนาน จนที่สุดได้ยุติการเขียนก่อนที่ “โพสต์ทูเดย์” จะปิดตัว อันเป็นไปตามกระแสโลก... ที่หนีไม่พ้นการเกิด-การดับ แม้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง ก็แปรปรวนวุ่นวายไปตามเสียงเพลงของโลกียะ...
แต่ไม่ว่าจะเขียนบทความลงไปด้วยจิตวิญญาณอันใด.. ก็ไม่เคยละทิ้งสาระธรรมในคอลัมน์นั้นๆ ... ด้วยความเป็นสมณสารูป ที่ต้องสำนึกอยู่เสมอ.. ว่า การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในศีลปาฏิโมกข์... นั่นคือข้อปฏิบัติของสมณศากยบุตรในพระพุทธองค์..
จึงมีคณะศรัทธาสาธุชนติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องในคอลัมน์ปักธงธรรม ที่เป็นประเภท แก่มาทางวัด .. มากกว่า หนุ่มสาวทางโลก โดยเหตุที่มุ่งเน้นหลักธรรมคำสั่งสอนที่หลายครั้งก็ลึกลงไปในวิถีธรรม.. เข้าขั้นสร้างภูมิรู้ปรมัตถธรรม เช่นว่าด้วยเรื่องของจิต.. วิถีจิต.. การพัฒนาจิต.. ในวิถีกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ...
ทำให้ได้รับเสียงสะท้อนออกมาจากบางบุคคล.. บางกลุ่มว่า.. “ลึกไป .. เข้าใจยาก” ... ขอให้ช่วยเขียนแบบคนทั่วไปอ่านบ้าง.. จะได้ติดตามไปด้วย...
ในปีนี้ (พ.ศ.๒๕๖๖) .. จึงเห็นควรว่าจะปรับแนวการเขียนเป็นหลักธรรมเพื่อชีวิตโดยทั่วไปที่ทุกคนควรรู้ ควรเข้าใจ.. เพื่อจะได้ถือปฏิบัติให้ถูกต้อง.. ก่อให้เกิดประโยชน์ในขั้นพื้นฐานต่อชีวิต.. ที่สามารถสร้างภูมิต้านทานกระแสสังคมในยุควัตถุนิยมร้อนแรงได้ไม่ยาก และคงจะปรับลดการเขียนให้น้อยลงไปจากเดิม.. เพื่อไม่ยาวเกินไป จนคนทั่วไปเห็นแล้วขี้เกียจจะอ่าน.. เพื่อความสบายใจทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน.. ที่ไม่ต้องเคร่งเครียดกันจนเกินไป...
แต่คงไม่ลดระดับความเข้มข้นของหลักธรรมที่แสดงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา อันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ที่ชาวเรามักจะแปลความดับทุกข์ออกไปเป็น “ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยากลำบาก ทำมาหากินได้ ถูกหวยรวยทรัพย์ ได้เลื่อนขั้นขึ้นยศตำแหน่งสูงขึ้น..”..ด้วยความเข้าใจผิดๆ ประหนึ่งว่า การทำบุญให้ทาน เป็นการลงทุนค้าขายเพื่อหวังผลกำไร
จึงไม่มีใครค่อยคิดกันว่า วัตถุสิ่งของที่นำไปทำบุญนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับหรือไม่... เมื่อเห็นใครทำอย่างไรก็ถือปฏิบัติตามกันไป จน “ถังกะทาน” ..เกลื่อนกราดวัดวาอารามทั้งหลาย.. อย่างไร้คุณประโยชน์ต่อการถือบริโภคของพระภิกษุทั้งหลาย.. ผิดความหมาย จุดประสงค์ของ “สังฆทาน” ในพุทธศาสนา
จริงๆ แล้ว การทำบุญนั้น จะมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนนั้น จะต้องคำนึงถึงความบริสุทธิ์ ๓ ประการ คือ วัตถุ เจตนา และบุคคล ที่จะต้องคำนึงถึง คำว่า.. “ความบริสุทธิ์” เพื่อให้ผลแห่งทานถึงความบริสุทธิ์โดยธรรม...
จึงต้องนำ วัตถุ เจตนา และบุคคล เข้าเครื่อง Sterile เพื่อกำจัดมลทินเชื้อโรคให้สิ้น จะได้เป็นทานบริสุทธิ์ อันเป็นทานสมบัติในพระพุทธศาสนา ที่อาศัยการกระทำมาขัดเกลาจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์
ยิ่งจิตใจของเรามีความบริสุทธิ์มาก ผลแห่งการทำทานยิ่งเป็นบุญมาก.. ซึ่งจะต้องตรวจตราให้ละเอียดใน วัตถุทาน นั้นๆ ว่า ได้มาโดยสุจริตธรรมหรือไม่.. ที่สำคัญ วัตถุทานนั้นจะต้องไม่น้อมนำไปสู่การเกิดอกุศล.. บาปกรรม.. จึงไม่ควรให้วัตถุกาม.. ที่จะนำไปสู่การทำลายศีลธรรมให้สิ้นไปจากวิถีชีวิต โดยเฉพาะการทำลาย สมณธรรม ของภิกษุ...
การคำนึงถึง “วัตถุบริสุทธิ์” จึงเป็นด่านแรกที่สำคัญยิ่งอันควรแก่การพิจารณา.. นอกจากนั้นยังต้องไม่หยาบ สกปรก.. ก่อเกิดโรคภัยที่แพร่ระบาด.. และสามารถใช้บริโภคได้ประโยชน์จริงๆ.. ต่อการดำเนินชีวิต.. จึงจะควรแก่การเป็นวัตถุทานที่มีคุณค่า ที่ควรเรียกว่า วัตถุบริสุทธิ์
จึงต้องคำนึงถึง “เจตนาบริสุทธิ์” เป็นสำคัญของผู้กระทำ.. ที่ต้องบริสุทธิ์ใจ.. มีความรู้ ความเข้าใจ มุ่งสู่ความดีงาม.. ความเจริญในสมณธรรมของผู้บริโภค ที่จะต้องอาศัยวัตถุในการดำรงชีวิต.. ที่ต้องการความสะดวกสบาย เกื้อกูล ต่อการเจริญคุณธรรมความดี
จะต้องไม่เป็นไป เพื่อการหวังผลในตนเอง จนลืมคำนึงถึงประโยชน์ของผู้รับ.. และไม่ควรกระทำเพื่ออวดฐานะ อวดรวย อวดดี หรือโอ้อวด.. ความเป็นตัวตน.. ด้วยภาวะความเห็นแก่ตัวของความเป็นปุถุชน ที่คำนึงถึงผลรับจากการกระทำ.. มากกว่า ผลแห่งการให้...
ภาวะเจตนาบริสุทธิ์ จะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้กระทำจึงต้องรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ครบ ๓ กาล.. อย่าได้กระฉอกหลุดหายไป ทั้ง ก่อนจะกระทำ.. (ปุพพเจตนา) .. ที่ต้องปลูกฝังความศรัทธาไว้ให้มั่นคง.. เพื่อจะได้ถวายวัตถุไทยทานอันควรนั้นต่อบุคคลผู้รับที่ควร.. เพื่อนำไปสู่เจตนาบริสุทธิ์ในขณะที่กระทำ ที่เรียกว่า มุญจนเจตนา โดยอบรมจิตศรัทธาให้มีปสาทะความเลื่อมใสในขณะที่กระทำอยู่ทุกขณะจิต.. อย่าได้ละวางไปเสพอารมณ์อื่นใด ให้หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญจิตเล่น.. จนละทิ้งเจตนาบริสุทธิ์ไป..
ผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในขณะกระทำ.. จะแสดงออกถึงอาการความนอบน้อม ประณีต เต็มอกเต็มใจ ในการถวายทาน.. สอดส่องการกระทำของตนในทุกขณะ เพื่อไม่ให้สูญเสียความเหมาะควรและประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำนั้น..
เมื่อกระทำเสร็จแล้ว จึงมีจิตยินดี แช่มชื่น เบิกบาน ครั้นใดระลึกถึงการให้ทาน ก็จะปลาบปลื้ม เบิกบานใจยิ่ง เสมือนเพิ่งกระทำไป.. ที่เรียกว่า อปราปรเจตนา คือ เจตนาหลังจากการให้ทาน ซึ่งจะยินดียิ่งว่า เราได้ทำมหาทานอันยิ่งใหญ่ ด้วยความเย็นใจ.. ไม่ร้อนใจ ไม่เสียดายในการทำทานนั้นๆ..
การรักษาเจตนาให้บริสุทธิ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อการทำทาน จะให้ผลมาก ผลน้อย จะให้ผลเร็วหรือช้า.. ก็ขึ้นอยู่กับ กำลังของเจตนาทั้ง ๓ กาลนี้เป็นสำคัญ... โดยเฉพาะ อปราปรเจตนา .. เจตนาหลังการให้ทานเสร็จแล้ว.. เพื่อการรักษาจิตให้เป็นมหากุศลจิต.. มหาวิบากกุศลจิตสืบตลอดไป...
ประการที่สามของความบริสุทธิ์ คือ.. บุคคลบริสุทธิ์ โดยบุคคลนั้นต้องคำนึงถึงทั้งสองฝ่าย คือ ผู้ให้และผู้รับ.. ว่า จักต้องบริสุทธิ์ด้วยกัน จึงจะควร...
โดยความบริสุทธิ์ของบุคคลนั้น.. จะต้องคำนึงถึงศีลธรรม.. จริยธรรม และคุณธรรม ในแต่ละฝ่าย
สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิภังคสูตรว่า..
“ผู้ใดมีศีล ได้วัตถุสิ่งของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง
ได้ให้ทานในบุคคลที่ มีศีล .. เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า.. มีผลไพบูลย์
ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว.. ได้วัตถุสิ่งของมา โดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง
ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นแล เลิศกว่า อามิสทานทั้งหลาย..”
จากสาระธรรมดังกล่าว.. แสดงผลสูงสุดของการทำทาน.. สมาทานศีล.. จะต้องเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์อย่างมีปัญญา.. ด้วยการเอาชนะกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด ด้วยอุบายกุศลวิธีในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะมุ่งเน้นการรู้จักพิจารณาโดยแยบคาย เพื่อการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องตรงธรรม
ดังที่ได้มีนายทหารเรือท่านหนึ่ง.. เขียนถามมาว่า.. การใส่ถุงข้าวลงไปในบาตร ที่ภิกษุบิณฑบาตผิดวินัย.. บาปหรือไม่.. หรือการใส่ถุงข้าว.. กับการใส่ข้าวโดยตรง มีผลต่างกันอย่างไร... ซึ่งได้ตอบไปสั้นๆ ว่า.. ไม่ได้ผิดในทั้งสองฝ่าย แต่อาจจะขาดความประณีต.. ขาดความเอื้อเฟื้อต่อฝ่ายผู้รับ ด้วยถ้าในบาตรมีข้าวที่ชาวบ้านใส่มาอยู่แล้ว.. หากเราใส่ถุงข้าวถุงแกงลงไป จะทำให้ข้าวสุกในบาตรแปดเปื้อนมลทินจากถุงพลาสติก ทำให้ข้าวในบาตรไม่สะอาด ไม่ควรฉัน.. ยิ่งในสมัยโรคไวรัสแพร่ระบาดมากมาย
หลายๆ วัด จึงต้องเพิ่มวิถีจัดการ ด้วยการนำข้าวในบาตรทั้งหมดไปอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เพื่อความปลอดจากเชื้อโรค...
จึงมีข้อแนะนำให้ญาติโยม.. นำถุงข้าวถุงแกงใส่ลงบนฝาบาตร เพื่อสะดวกต่อการหยิบไปใส่ย่ามของลูกศิษย์ที่ติดตาม... เรื่องดังกล่าวควรคำนึงเข้าข้อวัตถุอันบริสุทธิ์.. และเจตนาบริสุทธิ์.. ที่จะต้องประณีตด้วยจิตใจที่ศรัทธาอย่างมีสติปัญญา.. และจะเข้าใจถึงความเหมาะควรในประโยชน์นั้น.. ซึ่งหากเพียงคำนึงถึงประโยชน์ แต่ไม่ใส่ใจความเหมาะควร.. ย่อมทำให้เกิดปัญหาได้ถึงผลแห่งการกระทำนั้น.. ความเหมาะควรจึงเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญยิ่ง.. ต่อการใช้ประโยชน์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์.. เพื่อไม่คลาดไปจากธรรม..!!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้
พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...
“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

