การศึกษา : ความรู้คืออำนาจ-แต่อำนาจไม่ใช่ความรู้!!!

โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก! จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลากมิติที่เข้ามามีบทบาทกับเศรษฐกิจ สังคม การผลิต การบริการ จนถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในโลกใบนี้!       

เทคโนโลยีและการสื่อสารยุคใหม่เชื่อมโลกให้แคบลง-กลายเป็นโลกใบเล็กๆ ทำให้การศึกษาเป็นการศึกษาระบบเปิด! ที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่จำกัดเขตแดนและกาลเวลา การศึกษาการเรียนรู้ยุคใหม่จึงเป็นเรื่องของการสร้างสมรรถนะ-ทักษะ-ความรู้แบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิมเกือบจะสิ้นเชิง!

การศึกษาและความรู้วันนี้เป็นกลุ่มความรู้ทักษะใหม่-ที่ไม่ได้พึ่งพาแรงงานและความคิดของมนุษย์เป็นหลักอย่างโลกใบเก่าอีกต่อไป! คลื่นใหม่ของการศึกษามีเทคโนโลยี-นวัตกรรมเป็นแก่นแกนขับเคลื่อน มีการสั่งสมข้อมูล-บันทึกข้อมูล (BIG data) ที่ประมวลผลและนำใช้ด้วยอัลกอริทึ่มผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม (AI, IoT, Robot, Automation system) เชื่อมสู่ระบบงานการผลิตและบริการ ที่ส่งผลถึงการดำรงชีวิตของผู้คนในทุกมุมโลกอย่างมีนัยสำคัญ!

การศึกษา การสร้างความรู้ ทักษะยุคใหม่นั้น ต้องมีมิติการยกระดับสมรรถนะให้ผู้คน ซึ่งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์วันนี้ ต้องปรับออกจากวิธีการเก่าๆ ที่เคยชินอยู่ในวิธีคิดเดิมของโลกใบเก่า! การศึกษาที่สร้างความรู้-ทักษะในวันนี้ เป็นความรู้ที่ไร้ขอบเขต-ไร้พรมแดน! มีศักยภาพสูง-ลึกลงถึงระดับเซลล์ในร่างกายคน-กว้างไกลทะลุมิติความลี้ลับซับซ้อนในอวกาศ โลก และระบบจักรวาล! ฯลฯ

เทคโนโลยีและการสื่อสารยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลง-ขับเคลื่อนความก้าวหน้าอยู่ทุกวันในปัจจุบันนี้ ส่งผลให้การสร้างคน-พัฒนาคน-และระบบการศึกษาต้อง “ปรับตัว-เรียนรู้-และปรับตัว” เป็นวงจรเคลื่อนต่อเนื่องตลอดไปที่เรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต!”

การสร้างเศรษฐกิจ-การยกระดับประเทศนั้นเป็นเรื่องของการสร้างคน-สร้างทรัพยากรมนุษย์ในมิติใหม่-ในโลกใบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ-เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน!

โลกที่เคลื่อนไหวอยู่ในคลื่นเศรษฐกิจสังคมดิจิทัล ได้ปรับฐานการงานออกจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานและความสามารถคนเป็นหลัก-สู่การประสานเชื่อมโยงศักยภาพคนเข้ากับเทคโนโลยีในการสร้างผลผลิตและบริการ ซึ่งจำเป็นต้องจัดภูมิทัศน์การเรียนรู้ใหม่ ปรับฐานการเรียนรู้-ทักษะใหม่ป้อนสู่การผลิตและบริการใหม่ ประกอบสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันทั้งโลกในคลื่นการสื่อสารยุคใหม่!

กระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี้ต้องเร่งจัดปรับฐานความรู้ ทักษะ สมรรถนะ ในระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกใบใหม่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ความรู้และทักษะที่ก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความเปลี่ยนแปลงและพลังการผลิตในโลกใบใหม่

ที่สำคัญคือเทคโนโลยีคลื่นใหม่นี้ เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการบริโภค-การใช้ทรัพยากร และเสริมสร้างพลังการผลิตที่มากมหาศาล รวมถึงแม่นยำในการสื่อสาร และเปิดสู่การต่อยอดเพิ่มศักยภาพในกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างมหัศจรรย์!

หัวใจของการบริหารจัดการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงการศึกษาคือ “การสร้างความรู้” ซึ่งหมายถึงการสร้างความเข้าใจในการยกระดับทักษะที่ประมวลผลเป็นสมรรถนะที่สูงขึ้น-กว้างไกลขึ้น-มีพลังศักยภาพขึ้นกับผู้คนและสังคม! ตามคำที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” หมายถึงว่า ผู้บริหารที่มีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษานั้น ต้องเป็นคนที่เข้าใจหัวใจของการสร้างความรู้-รู้จักกลไกของความรู้! เพื่อที่จะขับเคลื่อนงานไปในทิศทางที่ทำให้ “การศึกษา” นำสู่ “ความรู้” ซึ่งเชื่อมไปสู่การพัฒนาทักษะสมรรถนะโดยรวมของผู้คน ด้วยเพราะว่า “ความรู้คืออำนาจ”

น่าเสียดายที่บ้านเมืองเรา มีผู้บริหาร-ผู้นำองค์กร-ผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษาไม่น้อย เข้าใจผิดว่าอำนาจเป็นความรู้! ซึ่งมันกลับหัว-กลับหางอย่างสิ้นเชิงกับความเป็นจริง! การทำงานจึงมักให้อำนาจเป็นกลไกนำ ที่คอยแต่จะใช้กดขี่-บีบคั้นในการทำงานและกับผู้ร่วมงานให้เป็นไปตามอำนาจ-อำเภอใจ และการชี้นิ้วสั่งการของตัวอย่างไร้สติปัญญา-ไร้ความเข้าใจความเป็นจริงของงานและผู้ทำงานที่อยู่หน้าสนามงานจริง!

องค์กรหรือสังคมที่มีผู้บริหารที่ไร้ความรู้-มากอำนาจ จะสร้างแต่องค์กรหรือสังคมแห่งการใช้อำนาจ-มุ่งสร้างผลงาน-หน้าตาให้ผู้มีอำนาจ-และส่งต่ออำนาจสืบทอดกัน โดยจะไม่มีผลลัพธ์เป็นความรู้ในการสร้างความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงได้เลย! จะได้แค่ความเลื่อนลอย-สูญเปล่า-ความขัดแย้งนานัปการ ซึ่งอันตรายยิ่งต่อหน่วยงานและสังคมโดยรวม!

 “ความรู้” จะไม่เกิดจากการใช้อำนาจ ใช้เงิน ใช้งบประมาณ ใช้การชี้นิ้วสั่งการเป็นกลไกกำกับ แต่ความรู้จะเกิดขึ้นจากความเข้าใจ แรงบันดาลใจ ความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และการมีเครือข่ายมีพันธมิตรร่วมกัน ฯลฯ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะสร้างพลังงาน-ความร่วมมือที่นำสู่การพัฒนาคน พัฒนาการศึกษา พัฒนาการเรียนรู้-ความเข้าใจ และเชื่อมประสานให้เกิด ecosystem ใหม่ของการทำงานและการจัดการศึกษาโดยรวม ที่นำสู่ผลลัพธ์สุดท้ายซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้คน-สังคม ซึ่งไม่ใช่ชื่อเสียงหรือผลงานของใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง!!!

นี่คือหัวใจสำคัญยิ่งของการสร้างการศึกษา การพัฒนาคน และพลังการขับเคลื่อนพัฒนาความก้าวหน้าที่จะยกระดับสังคมประเทศ ที่อาจมีผลส่งถึงการยอมรับไปทั่วโลก ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกใบใหม่ที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด!!!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

ภัยร้าย .. ต่อศาสนา ปัญหา .. เสพติดเทคโนโลยี!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงในความดำรงอยู่.. อันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกอย่างเป็น.. ธรรม ธรรม.. เป็นไปตามเหตุปัจจัย..

“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” ... กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ

'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"