มาตรการพักชำระหนี้สิน VS อนาคตเกษตรกรไทย

รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการพักชำระหนี้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี เมื่อ กันยายน 2566

เป้าหมายสำคัญน่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อยจำนวน 2690000 คน ภาระหนี้สินไม่เกิน 300000 บาทต่อคน มูลหนี้รวม 283328 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือจะต้องได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเช่นต้องมาลงทะเบียน ทบทวนประเมินผลสิ้นปี เพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มรายได้พร้อมเงินเพิ่มเติมรายละไม่เกิน 100000 บาท

วงเงินที่รัฐบาลสนับสนุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 4.5 ในวงเงิน 11000 ล้านบาทต่อปี วงเงินอบรมให้ความรู้ 1000 ล้านบาท  การพักชำระหนี้เกษตรกรในช่วงเวลา 9 ปี ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือพักหนี้ไปแล้ว 13 ครั้ง สังคมคงคาดหวังจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในครั้งนี้สูง

 ประเด็นวันนี้เป็นมุมมองเกษตรกร จากชุดข้อมูลต่าง ๆ และประสบการณ์ตรงที่มี เพื่อทราบมูลเหตุแห่งการเป็นหนี้ กลไกที่มีส่วนร่วมการแก้ไชหนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐ หลังการใช้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไชหนี้ครั้งนี้แล้ว อนาคตของเกษตรกรไทยควรเป็นอย่างไรจะอยู่เคียงคู่สังคมชนบทได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

เกษตรกรยืนเคียงข้างสังคมไทยตั้งแต่อดีต เป็นสังคมเรียบง่ายมีความสุข สามารถอาศัยพึงพากันและกัน มีพลังความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจในกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ ทั้งที่เป็นงานบุญตามวัดวาอารามและงานการเกษตรลงแขกเกี่ยวข้าว มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่สังคมเมืองโหยหา

ความท้าทายต่อเกษตรกรในสังคมชนบท เมื่อโลกเปลี่ยนไปจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบันกครอบครัวเกษตรกรได้รับแรงกระตุ้นทางการตลาดสร้างความต้องการในสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ รถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ เกษตรกรจำเป็นต้องสร้างรายได้เพื่อตอบสนอง

ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มียุทธศาสตร์เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร มุ่งทำให้ไทยเป็นครัวของโลก ภาคเอกชนหลายกิจการสามารถผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับคุณภาพ

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกรกับสังคมชนบท ฤาจะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังยังคงเป็นหนี้เรื้อรังไม่สามารถปิดจบได้

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง  โดยเฉพาะหน่วยงานจากราชการ องค์กรสถาบันการศึกษา  ข้อมูลมีกระจัดกระจายจำนวนมาก  และปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี  จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มการบูรณาการความร่วมมือกับ 14 หน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566

เราขอเล่าภาพที่ได้ประมวลข้อมูล จำนวนเกษตรกรไทยรวม 9.4 ล้านคนจาก 8.1 ล้านครัวเรือน ณ.เมษายน 2563 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พื้นที่ทำการเกษตรรวม 112.8 ล้านไร่ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด ร้อยละ 47 การถือครองที่ดินกว่าร้อยละ 74 เกษตรกรถือที่ดินระหว่าง 6-39 ไร่ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 1.3 ล้านครัวเรือนในช่วงเวลา 5 ปี ( 2557-2561 )

จากจำนวนเกษตรกร 9- 10 ล้านคน มีผู้เป็นหนี้ที่ต้องเข้ามาตรการแก้ไขหนี้ของรัฐรอบนี้ 2.69 ล้านคนซึ่งเป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ( ธกส. ) ในวงเงินไม่เกิน 300000 บาทต่อราย 

ข้อมูลรายได้ต้นทุนของเกษตรกรจึงมีความสำคัญ  เมื่อเดือน มิถุนายน 2565 โดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย  ชาวนาขายข้าวราคา 8500 บาท ต้นทุน 7144 บาทต่อตัน ผลผลิตข้าว 900 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาจะมีมีกำไร 1356 บาทต่อไร่ หากมีที่นา 30 ไร่และทำนาได้ 2 ครั้งในปี  รายได้จะเป็น 82136 บาทต่อปี ( ต้นทุนรวมค่าเช่านาปีละ 1000 บาทต่อไร่ ) การรับเงินจะได้เมื่อมีการขาวข้าวซึ่งปีหนึ่งจะรับเงิน 2 ครั้งไม่มีเงินได้เข้าทุกเดือน เงินที่ได้เพื่อใช้จ่ายยังชีพในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ ไม่ถึง 7000 บาทต่อเดือน

รายงานวิจัยองค์กรเกษตรบ้านคลองใหญ่ อ.หันคา จ.ชัยนาท  ชาวนามีรายได้รวมจากขายข้าว การรับจ้างค่าแรง เงินรับจากลูกหลาน รวมถึงเงินช่วยเหลือสงเคราะห์จากรัฐ รวม 210139 บาท  มีต้นทุนในการปลูก 110396 บาท ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 123309 บาท รวมค่าใช้จ่าย 233706 บาท ชาวนาจะมีเงินสดติดลบในแต่ละปี 23567 บาท

จากสองตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่ารายได้ของเกษตรกร 82000-210000บาทต่อปี หลังหักต้นทุนการปลูกครัวเรือนจะเหลือเงินเฉลี่ยเดือนละ7000-10000 บาทซึ่งเงินรับจะไม่ได้เข้ามาทุกเดือน เงินจะเข้ามาเป็นก้อนจากการขายข้าวปีหนึ่งประมาณ 1-3 ครั้ง ชาวนาจะไม่สามารถบริหารเงินสดได้เพียงพอต่อการยังชีพโดยเฉพาะเมื่อครอบครับมีลูกที่ต้องให้การศึกษา เลี้ยงดูให้เติบโตเป็นพลเมืองดีของประเทศ การเป็นอยู่น่าจะอึดอัดเลยทีเดียว

จึงเกิดมีคนกลางเข้ามาช่วยสภาพคล่องด้วยการขายเชื่อปัจจัยการผลิต เช่นปุ๋ยยาเมล็ดพันธ์ เงินสดเพื่อเตรียมดินบำรุงข้าวระหว่างการปลูกหลังเก็บเกี่ยวก็นำเงินมาคืน  ปีไหนข้าวราคาตกเงินไม่พอชาวนาก็เป็นหนี้คนกลาง นานเข้าก็ต้องเอาที่นาจำนองขายฝาก  จึงมีค่าเช่านา ค่าจ้างแรงงานเกิดตามมา เช่นเดียวกับเรื่องเช็คเกี้ยวอ้อย

จากโรงงานน้ำตาลให้ชาวไร่อ้อย ต่างที่ระบบทำงานผ่านกลธนาคารและโรงงานน้ำตาล

นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อหนี้ของเกษตรกร โดย ธกส. ก็จะเข้ามาทำให้หนี้เกษตรกรอยู่ในระบบสถาบันการเงิน  เกษตรกรจึงเริ่มเข้าสู่โหมดการเป็นหนี้

สินเชื่อเพื่อการเกษตร มีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ตัวอย่างเช่นสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำท่วม น้ำแล้งภัยธรรมชาติความเสี่ยงจากระดับราคาสินค้าการเกษตร ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดหนี้เสีย

ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญต่อเกษตรกร มีการใช้งบประมาณสนับสนุน ช่วยเหลือทุกปี ตัวอย่างการใช้เงินอุดหนุน การประกันราคา การจำนำ พืชผลทางการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

รัฐบาลชุดก่อนได้ใช้วงเงินประกันราคาในช่วง 3 ปีย้อนหลัง เฉลี่ยประมาณปีละ 150000 ล้านบาท หรือรัฐบาลก่อนหน้านั้นใช้โครงการจำนำข้าว  ทุกวันนี้เกษตรกรก็ยังคงเป็นหนี้ให้แก้ไข  ประหนึ่งดูเสมือนว่าการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรซึ่งทำเป็นการเฉพาะรายปี อาจทำให้เกษตรกรมีเม็ดเงินเพิ่ม แต่ก็ยังไม่ทำให้เกษตรกรปลดหนี้สินไปได้

การแก้ไขหนี้สินและฟื้นฟูเกษตรกรอย่างน้อย 3 องค์กรที่เป็นผู้ขับเคลื่อน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ( ธกส. ) เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในการเข้าสนับสนุนเกษตรกรโดยผ่านการอำนวยสินเชื่อ  และร่วมมือรัฐบาลในการเป็นกลไกในการดำเนินการตามนโยบายที่สนับสนุนการเกษตรเช่นโครงการประกันราคา โครงการอุดหนุนการเกษตร ต่าง ๆ

  ธกส. มีความแข็งแรงทางการเงินระดับดีมาก ผลประกอบการล่าสุดในปี2565 มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 68394 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 8232 ล้านบาท เนื่องจากเป็นเครื่องมือรัฐบาลในการขับเคลื่อนภาคเกษตร จึงมีรายการทางบัญชี ลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาลตามธุรกรรมนโยบายรัฐ  646895 ล้านบาท รัฐบาลตั้งงบทยอยชำระคืนเป็นรายปี ธกส.ได้รับการประเมินความน่าเชื่อถือระยะยาว AAA โดยบริษัทฟิทซ์เรทติ้งค์

ด้วยประสบการณ์ของทีมงานเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธกส. ได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกรทุกภูมิภาค การแนะนำเรื่องความรู้ในการบริหารเงินสดแก่เกษตรกรโดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรการใช้จ่ายเงินส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ตามโปรแกรมแก้หนี้ครั้งนี้ เป็นการให้เกษตรกรมีความรับชอบต่อหนี้  ( character หนึ่ง c สำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ )

 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ถูกจัดตั้งโดย พรบ. กองทุนฟื้นฟู พศ.2542  ภารกิจหลักเพื่อแก้ไชปัญหาหนี้สินเกษตรกรรวมถึงการสร้างรายได้เพิ่ม การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร

กองทุนสามารถเข้าแก้ไขหนี้เกษตรกร ได้กว่า 32646 ราย หนี้รวมกว่า 9157 ล้านบาท   เมื่อเกษตรกรกลับมามีกำลังชำระคืนเงินให้กองทุนจำนวน 2227 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีสินทรัพย์รวม 9025 ล้านบาท จากงบมีรายได้สูงกว่า ค่าจ่าย 5900 ล้านบาท

หนึ่งในแนวทางแก้ไขหนี้ให้เกษตรกร  เริ่มจากการตั้งพักเงินต้นดอกเบี้ยค้างชำระ  ให้เวลาในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้นเป็นเวลา 15 ปี  เมื่อชำระครบให้ยกเงินต้นและดอกเบี้ยที่ตั้งพักไว้  แผนงานแก้หนี้ต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล จึงเป็นที่น่าติดตามผลงานของกองทุนฟื้นฟูต่อไป

เราคำนึงถึงการใช้งบประมาณเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของเกษตรกรไทย หลังชำระเงินให้กองทุนแล้ว

จะไม่ก่อหนี้สินเรื้อรัง อีกในอนาคต

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากขอมูล บริษัทเครดิตบูโร มีการประเมินว่าสัดส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้ในระบบที่อายุเกิน 50 ปีมีอยู่ถึงร้อยละ 72  ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและคาดการณ์ต่อว่าการชำระหนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อเกษตรกรมีอายุเกิน 80 ปี จำนวนถึง ร้อยละ 56 ( เครดิตหนี้ข้ามรุ่น 10 พค. 2566 )  ช่วงเวลานี้น่าจะเหมาะสำหรับการเปลี่ยนผ่านอาชีพเกษตรกรสู่คนรุ่นใหม่ที่มีพลังในการขับเคลื่อน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแม่ทัพหลักของภาครัฐในการพัฒนาเกษตรกรไทยให้เข็มแข็งมีอนาคต

ปี 2567 ได้รับงบประมาณ  123000 ล้านบาท  

 ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำเกษตร การที่มีข่าวจะปรับเปลี่ยน สปก . เป็นโฉนดเพื่อเป็นของขวัญให้เกษตรกรในวาระปีใหม่  หากข้อมูลการถือครองที่ดินของเกษตรกรยังไม่ชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ แทนที่จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกลับจะนำสู่ประเด็นทางการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต

อนึ่งสองวันก่อนไทยได้ส่งดาวเทียมสำรวจ THEOS-2  ขึ้นไปโคจรในอวกาศเป็นที่เรียบร้อย 

เพื่อประโยชน์การดูแลทรัพยากรของประเทศ ใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะรอข้อมูลจากการสำรวจมาประกอบการใช้ช่วยเหลือเกษตรกร

การนำเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาการเกษตรไม่ว่าจะใช้โดรนเพื่อการเกษตร  การนำระบบสมาร์ทดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง การใช้ดาวเทียมสำรวจประมวลผล   จะเหมาะสมกับเกษตรกรรุ่นใหม่ สามารถเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี่มากกว่า 

มีตัวอย่างให้เห็นในการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน

เช่น กรณี นาง อารี ทองทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกข้าวสายพันธ์ ไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล                              การลดต้นทุนโดยการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก  สามารถผลิตข้าวปลอดสารเคมี มีการแปรรูปข้าวเปลือกผ่านโรงสีชุมชน และนำมาบรรจุขายถุงขนาดเล็กเพิ่มมูลค่าเป็น  33000 บาทต่อตัน  รายได้ปีละ 400000 บาท   ซึ่งจะสอดคล้องเรื่อง capacity  ( c ที่สองของการพิจารณาสินเชื่อ )ความสามารถในการหารายได้เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้

สรุปการช่วยเหลือเกษตรกรจากมาตรการพักชำระหนี้ครั้งนี้เป็นโอกาสดีหากมีการกำหนดทิศทางอนาคตเกษตรกรไทย การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบโจทย์อนาคตเกษตรกรไทย

ประการแรกต้องหลุดพ้นสถานะหนี้เรื้อรังปิดจบได้ในเกษตรกรรุ่นนี้ การเปลี่ยนผ่านรุ่นเกษตรกรซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เริ่มเช้าสู่วัยสูงอายุ ให้คนรุ่นใหม่พร้อมใช้เทคโนโลยี่ยุคดิจิทัลเข้ามารับไม้แทน รวมถึงการดูแลสังคมชนบทให้อยู่คู่กับเกษตรกรไทยซึ่งมีทั้งผู้อาวุโส  และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการเกษตรของไทยเพื่อครัวโลก

ท้ายที่สุดขอเป็นกำลังใจให้แรงงานไทย 7500 คนที่ไปทำการเกษตรประเทศอิสราเอลและกำลังเดินทางกลับสู่มาตุภูมิจากการหนีสภาวะสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสกับประเทศอิสราเอล  จะเข้ามาเป็นเกษตร new gen เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรของไทยต่อไป

วงศกร พิธุพันธ์

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

มาตรการพักชำระหนี้สิน VS อนาคตเกษตรกรไทย

รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการพักชำระหนี้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี เมื่อ กันยายน 2566

เป้าหมายสำคัญน่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อยจำนวน 2690000 คน ภาระหนี้สินไม่เกิน 300000 บาทต่อคน มูลหนี้รวม 283328 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือจะต้องได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเช่นต้องมาลงทะเบียน ทบทวนประเมินผลสิ้นปี เพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มรายได้พร้อมเงินเพิ่มเติมรายละไม่เกิน 100000 บาท

วงเงินที่รัฐบาลสนับสนุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 4.5 ในวงเงิน 11000 ล้านบาทต่อปี วงเงินอบรมให้ความรู้ 1000 ล้านบาท  การพักชำระหนี้เกษตรกรในช่วงเวลา 9 ปี ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือพักหนี้ไปแล้ว 13 ครั้ง สังคมคงคาดหวังจากการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในครั้งนี้สูง

 ประเด็นวันนี้เป็นมุมมองเกษตรกร จากชุดข้อมูลต่าง ๆ และประสบการณ์ตรงที่มี เพื่อทราบมูลเหตุแห่งการเป็นหนี้ กลไกที่มีส่วนร่วมการแก้ไชหนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐ หลังการใช้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไชหนี้ครั้งนี้แล้ว อนาคตของเกษตรกรไทยควรเป็นอย่างไรจะอยู่เคียงคู่สังคมชนบทได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

เกษตรกรยืนเคียงข้างสังคมไทยตั้งแต่อดีต เป็นสังคมเรียบง่ายมีความสุข สามารถอาศัยพึงพากันและกัน มีพลังความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจในกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ ทั้งที่เป็นงานบุญตามวัดวาอารามและงานการเกษตรลงแขกเกี่ยวข้าว มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่สังคมเมืองโหยหา

ความท้าทายต่อเกษตรกรในสังคมชนบท เมื่อโลกเปลี่ยนไปจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบันกครอบครัวเกษตรกรได้รับแรงกระตุ้นทางการตลาดสร้างความต้องการในสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ รถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ เกษตรกรจำเป็นต้องสร้างรายได้เพื่อตอบสนอง

ในขณะเดียวก้นประเทศไทยก็มียุทธศาสตร์เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร มุ่งทำให้ไทยเป็นครัวของโลก ภาคเอกชนหลายกิจการสามารถผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับคุณภาพ

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเกษตรกรกับสังคมชนบท ฤาจะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังยังคงเป็นหนี้เรื้อรังไม่สามารถปิดจบได้

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง  โดยเฉพาะหน่วยงานจากราชการ องค์กรสถาบันการศึกษา  ข้อมูลมีกระจัดกระจายจำนวนมาก  และปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี  จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มการบูรณาการความร่วมมือกับ 14 หน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566

เราขอเล่าภาพที่ได้ประมวลข้อมูล จำนวนเกษตรกรไทยรวม 9.4 ล้านคนจาก 8.1 ล้านครัวเรือน ณ.เมษายน 2563 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พื้นที่ทำการเกษตรรวม 112.8 ล้านไร่ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด ร้อยละ 47 การถือครองที่ดินกว่าร้อยละ 74 เกษตรกรถือที่ดินระหว่าง 6-39 ไร่ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 1.3 ล้านครัวเรือนในช่วงเวลา 5 ปี ( 2557-2561 )

จากจำนวนเกษตรกร 9- 10 ล้านคน มีผู้เป็นหนี้ที่ต้องเข้ามาตรการแก้ไขหนี้ของรัฐรอบนี้ 2.69 ล้านคน

ซึ่งเป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ( ธกส. ) ในวงเงินไม่เกิน 300000 บาทต่อราย 

ข้อมูลรายได้ต้นทุนของเกษตรกรจึงมีความสำคัญ  เมื่อเดือน มิถุนายน 2565 โดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย  ชาวนาขายข้าวราคา 8500 บาท ต้นทุน 7144 บาทต่อตัน ผลผลิตข้าว 900 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาจะมีมีกำไร 1356 บาทต่อไร่ หากมีที่นา 30 ไร่และทำนาได้ 2 ครั้งในปี  รายได้จะเป็น 82136 บาทต่อปี ( ต้นทุนรวมค่าเช่านาปีละ 1000 บาทต่อไร่ ) การรับเงินจะได้เมื่อมีการขาวข้าวซึ่งปีหนึ่งจะรับเงิน 2 ครั้งไม่มีเงินได้เข้าทุกเดือน เงินที่ได้เพื่อใช้จ่ายยังชีพในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ ไม่ถึง 7000 บาทต่อเดือน

รายงานวิจัยองค์กรเกษตรบ้านคลองใหญ่ อ.หันคา จ.ชัยนาท  ชาวนามีรายได้รวมจากขายข้าว การรับจ้างค่าแรง เงินรับจากลูกหลาน รวมถึงเงินช่วยเหลือสงเคราะห์จากรัฐ รวม 210139 บาท  มีต้นทุนในการปลูก 110396 บาท ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 123309 บาท รวมค่าใช้จ่าย 233706 บาท ชาวนาจะมีเงินสดติดลบในแต่ละปี 23567 บาท

จากสองตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่ารายได้ของเกษตรกร 82000-210000บาทต่อปี หลังหักต้นทุนการปลูกครัวเรือนจะเหลือเงินเฉลี่ยเดือนละ7000-10000 บาทซึ่งเงินรับจะไม่ได้เข้ามาทุกเดือน เงินจะเข้ามาเป็นก้อนจากการขายข้าวปีหนึ่งประมาณ 1-3 ครั้ง ชาวนาจะไม่สามารถบริหารเงินสดได้เพียงพอต่อการยังชีพโดยเฉพาะเมื่อครอบครับมีลูกที่ต้องให้การศึกษา เลี้ยงดูให้เติบโตเป็นพลเมืองดีของประเทศ การเป็นอยู่น่าจะอึดอัดเลยทีเดียว

จึงเกิดมีคนกลางเข้ามาช่วยสภาพคล่องด้วยการขายเชื่อปัจจัยการผลิต เช่นปุ๋ยยาเมล็ดพันธ์ เงินสดเพื่อเตรียมดินบำรุงข้าวระหว่างการปลูกหลังเก็บเกี่ยวก็นำเงินมาคืน  ปีไหนข้าวราคาตกเงินไม่พอชาวนาก็เป็นหนี้คนกลาง นานเข้าก็ต้องเอาที่นาจำนองขายฝาก  จึงมีค่าเช่านา ค่าจ้างแรงงานเกิดตามมา เช่นเดียวกับเรื่องเช็คเกี้ยวอ้อย

จากโรงงานน้ำตาลให้ชาวไร่อ้อย ต่างที่ระบบทำงานผ่านกลธนาคารและโรงงานน้ำตาล

นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อหนี้ของเกษตรกร โดย ธกส. ก็จะเข้ามาทำให้หนี้เกษตรกรอยู่ในระบบสถาบันการเงิน  เกษตรกรจึงเริ่มเข้าสู่โหมดการเป็นหนี้

สินเชื่อเพื่อการเกษตร มีความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ตัวอย่างเช่นสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำท่วม น้ำแล้งภัยธรรมชาติความเสี่ยงจากระดับราคาสินค้าการเกษตร ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดหนี้เสีย

ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญต่อเกษตรกร มีการใช้งบประมาณสนับสนุน ช่วยเหลือทุกปี ตัวอย่างการใช้เงินอุดหนุน การประกันราคา การจำนำ พืชผลทางการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

รัฐบาลชุดก่อนได้ใช้วงเงินประกันราคาในช่วง 3 ปีย้อนหลัง เฉลี่ยประมาณปีละ 150000 ล้านบาท หรือรัฐบาลก่อนหน้านั้นใช้โครงการจำนำข้าว  ทุกวันนี้เกษตรกรก็ยังคงเป็นหนี้ให้แก้ไข  ประหนึ่งดูเสมือนว่าการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรซึ่งทำเป็นการเฉพาะรายปี อาจทำให้เกษตรกรมีเม็ดเงินเพิ่ม แต่ก็ยังไม่ทำให้เกษตรกรปลดหนี้สินไปได้

การแก้ไขหนี้สินและฟื้นฟูเกษตรกรอย่างน้อย 3 องค์กรที่เป็นผู้ขับเคลื่อน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ( ธกส. ) เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในการเข้าสนับสนุนเกษตรกรโดยผ่านการอำนวยสินเชื่อ  และร่วมมือรัฐบาลในการเป็นกลไกในการดำเนินการตามนโยบายที่สนับสนุนการเกษตรเช่นโครงการประกันราคา โครงการอุดหนุนการเกษตร ต่าง ๆ

  ธกส. มีความแข็งแรงทางการเงินระดับดีมาก ผลประกอบการล่าสุดในปี2565 มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 68394 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 8232 ล้านบาท เนื่องจากเป็นเครื่องมือรัฐบาลในการขับเคลื่อนภาคเกษตร จึงมีรายการทางบัญชี ลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาลตามธุรกรรมนโยบายรัฐ  646895 ล้านบาท รัฐบาลตั้งงบทยอยชำระคืนเป็นรายปี ธกส.ได้รับการประเมินความน่าเชื่อถือระยะยาว AAA โดยบริษัทฟิทซ์เรทติ้งค์

ด้วยประสบการณ์ของทีมงานเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธกส. ได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกรทุกภูมิภาค การแนะนำเรื่องความรู้ในการบริหารเงินสดแก่เกษตรกรโดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรการใช้จ่ายเงินส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ตามโปรแกรมแก้หนี้ครั้งนี้ เป็นการให้เกษตรกรมีความรับชอบต่อหนี้  ( character หนึ่ง c สำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ )

 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ถูกจัดตั้งโดย พรบ. กองทุนฟื้นฟู พศ.2542  ภารกิจหลักเพื่อแก้ไชปัญหาหนี้สินเกษตรกรรวมถึงการสร้างรายได้เพิ่ม การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร

กองทุนสามารถเข้าแก้ไขหนี้เกษตรกร ได้กว่า 32646 ราย หนี้รวมกว่า 9157 ล้านบาท   เมื่อเกษตรกรกลับมามีกำลังชำระคืนเงินให้กองทุนจำนวน 2227 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีสินทรัพย์รวม 9025 ล้านบาท จากงบมีรายได้สูงกว่า ค่าจ่าย 5900 ล้านบาท

หนึ่งในแนวทางแก้ไขหนี้ให้เกษตรกร  เริ่มจากการตั้งพักเงินต้นดอกเบี้ยค้างชำระ  ให้เวลาในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้นเป็นเวลา 15 ปี  เมื่อชำระครบให้ยกเงินต้นและดอกเบี้ยที่ตั้งพักไว้  แผนงานแก้หนี้ต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล จึงเป็นที่น่าติดตามผลงานของกองทุนฟื้นฟูต่อไป

เราคำนึงถึงการใช้งบประมาณเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของเกษตรกรไทย หลังชำระเงินให้กองทุนแล้ว

จะไม่ก่อหนี้สินเรื้อรัง อีกในอนาคต

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากขอมูล บริษัทเครดิตบูโร มีการประเมินว่าสัดส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้ในระบบที่อายุเกิน 50 ปีมีอยู่ถึงร้อยละ 72  ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและคาดการณ์ต่อว่าการชำระหนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อเกษตรกรมีอายุเกิน 80 ปี จำนวนถึง ร้อยละ 56 ( เครดิตหนี้ข้ามรุ่น 10 พค. 2566 )  ช่วงเวลานี้น่าจะเหมาะสำหรับการเปลี่ยนผ่านอาชีพเกษตรกรสู่คนรุ่นใหม่ที่มีพลังในการขับเคลื่อน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแม่ทัพหลักของภาครัฐในการพัฒนาเกษตรกรไทยให้เข็มแข็งมีอนาคต

ปี 2567 ได้รับงบประมาณ  123000 ล้านบาท  

 ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำเกษตร การที่มีข่าวจะปรับเปลี่ยน สปก . เป็นโฉนดเพื่อเป็นของขวัญให้เกษตรกรในวาระปีใหม่  หากข้อมูลการถือครองที่ดินของเกษตรกรยังไม่ชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ แทนที่จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกลับจะนำสู่ประเด็นทางการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต

อนึ่งสองวันก่อนไทยได้ส่งดาวเทียมสำรวจ THEOS-2  ขึ้นไปโคจรในอวกาศเป็นที่เรียบร้อย 

เพื่อประโยชน์การดูแลทรัพยากรของประเทศ ใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะรอข้อมูลจากการสำรวจมาประกอบการใช้ช่วยเหลือเกษตรกร

การนำเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาการเกษตรไม่ว่าจะใช้โดรนเพื่อการเกษตร  การนำระบบสมาร์ทดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง การใช้ดาวเทียมสำรวจประมวลผล   จะเหมาะสมกับเกษตรกรรุ่นใหม่ สามารถเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี่มากกว่า 

มีตัวอย่างให้เห็นในการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน

เช่น กรณี นาง อารี ทองทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกข้าวสายพันธ์ ไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล                              การลดต้นทุนโดยการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก  สามารถผลิตข้าวปลอดสารเคมี มีการแปรรูปข้าวเปลือกผ่านโรงสีชุมชน และนำมาบรรจุขายถุงขนาดเล็กเพิ่มมูลค่าเป็น  33000 บาทต่อตัน  รายได้ปีละ 400000 บาท   ซึ่งจะสอดคล้องเรื่อง capacity  ( c ที่สองของการพิจารณาสินเชื่อ )ความสามารถในการหารายได้เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้

สรุปการช่วยเหลือเกษตรกรจากมาตรการพักชำระหนี้ครั้งนี้เป็นโอกาสดีหากมีการกำหนดทิศทางอนาคตเกษตรกรไทย การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบโจทย์อนาคตเกษตรกรไทย

ประการแรกต้องหลุดพ้นสถานะหนี้เรื้อรังปิดจบได้ในเกษตรกรรุ่นนี้ การเปลี่ยนผ่านรุ่นเกษตรกรซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เริ่มเช้าสู่วัยสูงอายุ ให้คนรุ่นใหม่พร้อมใช้เทคโนโลยี่ยุคดิจิทัลเข้ามารับไม้แทน รวมถึงการดูแลสังคมชนบทให้อยู่คู่กับเกษตรกรไทยซึ่งมีทั้งผู้อาวุโส  และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ขับเคลื่อนการเกษตรของไทยเพื่อครัวโลก

ท้ายที่สุดขอเป็นกำลังใจให้แรงงานไทย 7500 คนที่ไปทำการเกษตรประเทศอิสราเอลและกำลังเดินทางกลับสู่มาตุภูมิจากการหนีสภาวะสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสกับประเทศอิสราเอล  จะเข้ามาเป็นเกษตร new gen เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรของไทยต่อไป

ส่งบทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ

วงศกร พิธุพันธ์

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ คิกออฟ 'สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง' พร้อมโชว์ขับรถแทรกเตอร์

'นายกฯอนุทิน' เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดต้นทุนการผลิต วงเงินกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ย้ำรัฐมุ่งช่วยคนไทย ก่อนโชว์ขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า

บอร์ดธ.ก.ส.สั่งลุย‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ช่วยเกษตรกร

ข่าวดี! ‘บอร์ด ธ.ก.ส.’ สั่งลุย ‘โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เคาะปล่อยกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท หนุนลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

‘ธ.ก.ส.’เด้งรับมาตรการลดใช้พลังงาน ส่งมอบEV150คันใช้ปฏิบัติภารกิจทั่วประเทศ

‘ธ.ก.ส.’ ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า 150 คัน ใช้ปฏิบัติภารกิจทั่วประเทศ ดีเดย์ 2 เม.ย. 69 หนุนมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐ มุ่งสู่ Net Zero

บางจากฯ และออมสุขวิสาหกิจเพื่อสังคม ร่วมเสริมศักยภาพผู้นำ ธ.ก.ส. รับมือยุคโลกเปลี่ยน

โลกของภาคการเกษตรกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากแรงกดดันด้านภูมิอากาศ ความสำคัญของการใช้ข้อมูล บทบาทของเทคโนโลยี และมาตรฐานตลาดที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากฤดูกาลที่ผันผวน ภัยแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืช รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดมากขึ้น

ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณรับดอกเบี้ยสูงสุด 2.15%

ธ.ก.ส. เปิดตัว "เงินฝากทองนพคุณ” ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการร้อยละ 1.40 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2568