การบริหารราชการแผ่นดิน: ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ

ระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาฯ) และฝ่ายตุลาการ โดยมีระบบราชการเป็นกลไกสำคัญ รองรับการดำเนินการของอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย

ในส่วนของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของระบบราชการเป็นส่วนใหญ่  ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกา ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจและอิทธิพลทางการเมืองครอบงำการบริหารงานของระบบราชการค่อนข้างมาก มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าส่วนราชการทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล จนส่งผลทำให้ระบบราชการของสหรัฐอเมริกามีประสิทธิผล/ ประสิทธิภาพการดำเนินงานตกต่ำลงตามลำดับ 

วู็ดโร วิลสัน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็น บิดาของรัฐประศาสนศาสตร์อเมริกัน ได้เสนอหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ เพื่อจะแก้ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการในช่วงเวลานั้น โดยเสนอให้แยกฝ่ายการเมืองไม่ให้มีอิทธิพลครอบงำการดำเนินงานของระบบราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารงานบุคคลของระบบราชการ ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปการบริหารงานบุคคลภาครัฐให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม (merit principle) ซึ่งหนึ่งในหลักคุณธรรมที่มีทั้งหมด 4 ประการ กำหนดเป็นหลักการว่า ข้าราชการประจำมีความเป็นกลางทางการเมือง อยู่ในฐานะผู้ที่ต้องนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม

ในทางปฏิบัติ หลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้แยกฝ่ายการเมืองไม่ให้มีอิทธิพลครอบงำระบบราชการนั้น กำหนดบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายการเมืองให้เป็นผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ (public policy maker) และให้ระบบราชการมีบทบาทและหน้าที่ในการนำนโยบายสาธารณะไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ (public policy implementator) โดยมีจุดเชื่อมโยงที่การมอบอำนาจให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจและหน้าที่ในการสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงซึ่งได้แก่ ปลัดกระทรวงที่ฝ่ายการเมืองมีความเชื่อมั่นว่า จะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถนำนโยบายของฝ่ายการเมืองไปขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จได้ ฝ่ายการเมืองจึงไม่จำเป็นต้องลงไปล้วงลูก การสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งในระดับรองลงไป แต่ควรปล่อยให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของปลัดกระทรวง เป็นผู้พิจารณาสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งอธิบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกองเอง ทั้งนี้เพื่อให้ปลัดกระทรวงมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนการนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่ผลสำเร็จได้

ต่อมาในปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) พอล เอช แอพเพิลบี นักรัฐประศาสนศาสตร์อเมริกัน และต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดารัฐประศาสนศาสตร์แห่งอินเดีย ได้เป็นผู้ชี้ให้เห็นว่า การจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคมและเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนนั้น ฝ่ายการเมืองและระบบราชการจำเป็นต้องทำงานสอดประสานร่วมมือกัน ไม่สามารถแบ่งแยกการทำงานออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ตามแนวคิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมาในอดีต ในสหรัฐอเมริกาจึงมีการทบทวนระบบราชการทั้งระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ มีการสร้างระบบ Senior Executive Service: S.E.S. ซึ่งกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีไม่มีสถานะเป็นข้าราชการประจำ อาจสรรหาและคัดเลือกมาจากผู้ที่เคยเป็นข้าราชการประจำมาก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยฝ่ายการเมืองเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง และพ้นไปจากตำแหน่งพร้อมกับฝ่ายการเมือง ตำแหน่งอธิบดีตามระบบ S.E.S. จึงไม่ใช่ตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในระดับกรม อีกต่อไป

ประเทศไทยเริ่มรับแนวคิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้แบ่งแยกบทบาทฝ่ายการเมืองไม่ให้ฝ่ายการเมืองมีอิทธิพลครอบงำระบบราชการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ว่าในขณะนั้นประเทศไทยจะยังอยู่ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเรายังไม่มีฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเลยก็ตาม กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2471 มีการตราพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2471 นำระบบบริหารงานบุคคล ตามหลักคุณธรรมมาใช้ ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการมีความเป็นกลางทางการเมืองสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการนำนโยบายสาธารณะของรัฐบาลไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ซึ่งระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐตามหลักคุณธรรมก็ยังคงใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2551 ซึ่งมีการยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีการนำเสนอให้นำระบบ Senior Executive Service มาใช้ แต่เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีข้าราชการประจำระดับสูง ซึ่งมีโอกาสที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีได้ คัดค้านแนวคิดนี้ ดังนั้นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงไม่มีการบรรจุเรื่องนี้อยู่ในพระราชบัญญัติ

ในทัศนะของผู้เขียน ระบบราชการไทยทั้งส่วนราชการระดับกรมที่ต้องทำงานค่อนข้างใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง และที่ทำงานตามความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อดำเนินการตามพันธกิจของส่วนราชการในการดูแลตอบสนองความต้องการของประชาชน การกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องใช้ทั้ง 2 แนวคิด กล่าวคือ สำหรับส่วนราชการที่มีพันธกิจที่ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง เช่น สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องใช้แนวคิดที่ว่า ฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องทำงานสอดประสานร่วมกันกับฝ่ายข้าราชการประจำ

สำหรับแนวคิดการแยกฝ่ายการเมืองไม่ให้มีอิทธิพลครอบงำระบบราชการนั้น เหมาะสมที่จะใช้กับส่วนราชการ ที่มีพันธกิจในการตอบสนองความต้องการของประชาชนตามความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านของส่วนราชการนั้น ๆ  การสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งตำแหน่งระดับอธิบดีต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของการบริหารงานบุคคลภาครัฐซึ่งกำหนดให้ตำแหน่งอธิบดีเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในระดับกรม

ในทัศนะของผู้เขียน ระบบราชการไทยควรมีการทบทวนทั้งระบบว่า มีส่วนราชการใดบ้างที่ควรให้ อำนาจฝ่ายการเมืองเป็นผู้สรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งอธิบดีโดยอธิบดีไม่ต้องมีสถานะเป็นข้าราชการประจำ แต่อาจจะสรรหา/ คัดเลือก มาจากผู้ที่เคยเป็นหรือไม่เคยเป็นข้าราชการประจำมาก่อนก็ได้ และมีส่วนราชการใดบ้างที่ควรกำหนดให้การสรรหา/ คัดเลือก และแต่งตั้งอธิบดีตามกระบวนการบริหารงานบุคคลภาครัฐที่กฎหมายกำหนดไว้โดยที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดียังคงมีสถานะเป็นข้าราชการประจำอยู่ 

กรณีตัวอย่างที่ควรพิจารณาเช่น สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็น 2 ส่วนราชการที่ทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันทั้ง 2 หน่วยงาน แต่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งมาจากฝ่ายการเมืองและไม่มีสถานะเป็นข้าราชการประจำ  ในขณะที่ตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งข้าราชการประจำ การแต่งตั้งต้องดำเนินการตามกระบวนการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน 

การทบทวนระบบราชการทั้งระบบ เพื่อจัดระบบความสัมพันธ์ของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ ในส่วนราชการระดับกรม ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินร่วมกันได้อย่างเหมาะสม จะส่งผลทำให้การแก้ปัญหาสังคม และการดูแลให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
รองศาสตราจารย์ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ลั่นคดีฮั้วสว. ผลคดีอาจเปลี่ยนเกมอำนาจ แต่เกมอำนาจต้องไม่เป็นตัวตัดสินคดี

นักวิชาการชี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อใคร ประชาชนควรได้คำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่า เหตุใดบุคคลหนึ่งจึงต้องรับผิด และเหตุใดอีกบุคคลหนึ่งจึงไม่ต้องรับผิด

'รังสิมันต์' โอ่มีหลักฐานโกงสอบท้องถิ่นโยง 'การเมือง-บิ๊ก ขรก.' แต่ขออุบไว้เดี๋ยวตื่น!

'โรม' แฉซ้ำทุจริตสอบท้องถิ่น หลักฐานชัดโยงฝ่ายการเมือง–ขรก.ระดับสูง อุบบอกชื่อ หวั่นเดี๋ยวตื่นกันหมด ปูด คกก.ชุด 'ปกรณ์' ชี้มูล 'นฤชา' แล้ว นายกฯ ทำไมยังเฉย ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

'เอ็ดดี้' กระตุกอย่าให้ฝ่ายการเมืองต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึด 'ประชาธิปไตย' ไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่า และถูกตัดขาดจากพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน

สถ.ร่ายยาวยิบโต้ฝ่ายการเมืองจัดสรรงบกระจุกพื้นที่

สถ.ร่อนเอกสารแจงโต้ฝ่ายการเมือง ลั่นจัดสรรงบ อปท.เหมาะสมตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดแล้ว ปัดมี อบจ.-อบต. ใน จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ได้งบถึง 700 ล. แจงสำนักงบฯ ทำระบบใหม่ เวลาจำกัด

‘มิจฉาชีพ’ ใช้กลลวงตุ๋นเหยื่อปลอมเป็นตำรวจข่มขู่เหยื่อ อ้างขายบัญชีม้าสูญเงิน 20 ล้าน

AOC 1441 เตือนภัย “มิจฉาชีพ” ใช้กลลวงตุ๋นเหยื่อ หลอกลงทุน – ปลอมเป็นตำรวจ ข่มขู่เหยื่อ อ้างขายบัญชีม้า พบสูญเงินกว่า 20 ล้านบาท

'มท.หนู' ลั่นมหาดไทยยุคนี้ ไร้อำนาจเก่าไม่แตกแถว ผู้ว่าฯ ทำงานเกียร์ 10

'มท.หนู' ลั่นมหาดไทยยุคนี้ไม่แตกแถว ไร้ปัญหาฝ่ายการเมืองปะทะขรก.ประจำ ยันผู้ว่าฯ เข้าเกียร์ 10 ชี้ใครไม่สนองงานชาวบ้าน มีวิธีจัดการร้อยแปดพันเก้า