ก่อนจะมาเป็น “สมรสเท่าเทียม” ความก้าวหน้าของกฎหมายไทย

หลังเมื่อวันที่ 24 ก.ย.2567 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือ”กฎหมายสมรสเท่าเทียม”แต่ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วันแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ทำให้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.2568 เป็นต้นไป

โดยเนื้อหาของกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีหลักการสำคัญคือ รับรองการสมรสระหว่างบุคคล โดยไม่จำกัดเฉพาะชาย หญิง โดยให้บุคคลสองคนสามารถแต่งงานกันได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยแก้ไขคำว่า ชาย และ หญิง เป็น บุคคล และเรียกคู่สามี-ภรรยา เป็น คู่สมรส นอกจากนี้ปรับอายุขั้นต่ำ การหมั้น สมรส จาก 17 ปี เป็น 18 ปี  และคนไทยจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติโดยใช้กฎหมายไทยได้ รวมทั้งรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ เรียกค่าทดแทนและเหตุฟ้องหย่า

 “เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือ”กฎหมายสมรสเท่าเทียม สภาผู้แทนราษฎร”กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมาของตนเองและกรรมาธิการฯ จนสุดท้าย มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวและจะมีผลในทางปฏิบัติ 23 ม.ค.นี้ โดยบอกว่า ที่ผ่านมา มีการผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา -เศรษฐา ทวีสิน จนมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัต ที่สุดท้าย ก็มีการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ จนมีการประกาศใช้"พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2567" ที่เรียกกันว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่เปิดโอกาสให้การสมรสไม่จำกัดเฉพาะชายและหญิงอีกต่อไป แต่รองรับการสมรสระหว่างบุคคลทุกเพศ

..ความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เกิดจากที่สังคมโลกมีการเปิดกว้างมากขึ้น เริ่มมีการเปิดรับการที่คนซึ่งมีความหลากหลายทางเพศมีความรักต่อกัน ในรูปแบบของการที่อยู่ร่วมกัน เป็นคู่รักกันนอกเหนือจากผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้มาประมาณยี่สิบกว่าปี โดยเฉพาะภาคประชาชน เอ็นจีโอ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเขียนกฎหมายหรือรับรองเรื่องการสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งกว่าจะมาถึงการตอบรับจากภาครัฐ และเริ่มมีการเขียนกฎหมาย ก็ใช้เวลานานพอสมควร

 “รัดเกล้า-อดีตรองโฆษกรัฐบาลฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาร่างพรบ.สมรสเท่าเทียมฯ “ให้ข้อมูลว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศแรกในโลกที่มีการออกกฎหมายให้มีการสมรสเท่าเทียมกันก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ และเวลาผ่านมา 24 ปี ในปีนี้ 2568 ประเทศไทยเรา ก็ตามหลังประเทศแรกที่ออกกฎหมายลักษณะดังกล่าวออกมา จนตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าช้าเสียทีเดียว ต้องถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และเป็นประเทศที่สามในทวีปเอเซีย ต่อจากเนปาลและไต้หวัน ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามในเอเซียที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้ ก็ถือว่าประเทศไทยเรา มีความก้าวหน้า เพราะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมีความทันสมัยในมิติของกฎหมาย

"ประเทศไทย ตอนนี้ถือว่าเป็นประเทศในลำดับที่ 38 ของโลก ที่มีกฎหมายรับรองในเรื่องการแต่งงานกันระหว่างคนที่มีความหลากหลายทางเพศ"

 “รัดเกล้า”เล่าที่มาที่ไปและบรรยากาศการทำงานของกรรมาธิการฯในการพิจารณาร่างพรบ.สมรสเท่าเทียมฯ ว่า  ตอนที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวของสภาฯ ต้องบอกว่า ลักษณะการทำงานเป็นไปในลักษณะร่วมด้วยช่วยกันของภาคการเมือง -เอ็นจีโอ และหน่วยงานต่างๆ ที่มีร่วม 11 หน่วยงาน ก็ได้เข้ามาระดมสมองให้ความคิดเห็นกันในตอนพิจารณาร่างพรบ.ฯดังกล่าว

...โดยการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ มีการลงลึกในทุกรายละเอียด เพราะเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ เนื้อหาของร่างพรบ.ฯดังกล่าว กรรมาธิการมีการพิจารณาตีความในทุกตัวอักษร เพื่อเก็บตกทุกรายละเอียดของตัวร่างกฎหมายที่เขียนไว้ด้วยนัยยะเพศสภาพ คือ มองหญิงกับชาย ประเด็นใดก็ตามที่มีลักษณะดังกล่าว เราพิจารณาแบบลงรายละเอียดทั้งหมด เช่น การเอาคำว่า"ชู้สาว" ออกจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากสังเกตุในตัวกฎหมายจะใช้คำว่า"ชู้"อย่างเดียว ซึ่งก็มีการคุยกันว่าแต่ในพจนานุกรม แม้จะมีคำว่า"สาว"ที่ดูเป็นผู้หญิง เป็นเพศหญิง แต่คำว่า ชู้สาว จริงๆ ไม่ใช่เป็นคำที่เหยียดทางเพศ ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าวิวัฒนาการของภาษาไทย สมัยก่อนผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน แต่ผู้หญิงก็เหมือนกับ"วันทอง"คือมีมากกว่าหนึ่งคนไม่ได้เลย ซึ่งวิวัฒนาการของภาษา การมีคู่มากกว่าคู่ครอง จึงถูกเรียกว่าชู้สาว เป็นเรื่องวิวัฒนาการของภาษา

ตอนประชุมของกรรมาธิการฯ ก็มีการอภิปรายถกเถียงกัน เพราะใน Dictionary ไม่ได้เหยียดทางเพศ แต่เราก็คำนึงถึงว่ากฎหมายฉบับนี้ ต้องเป็นกฎหมายที่ไม่ใช่แค่ในพฤตินัยที่ให้ความเท่าเทียมกันกับทุกคนในทุกเพศแล้ว แต่ในความรู้สึกของใครก็ตามที่อ่านกฎหมายฉบับนี้ แม้ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายก็ตาม แต่อ่านแล้วต้องมีความรู้สึกว่า กฎหมายนี้มีความเป็นกลางทางเพศมากที่สุด กรรมาธิการพิจารณาลงรายละเอียดถึงขั้นนี้ จนทำให้มีการเสนอว่าคำว่า"ชู้สาว"ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้ตัดคำว่า"สาว"ออกไป หากเกิดกรณีที่มีการฟ้องหย่ากันในอนาคต ถ้าเป็นคู่"หญิงกับหญิง" หรือ"ชายกับชาย"ในการที่ศาลจะตีความเหตุของการหย่าร้างกัน ก็จะใช้คำว่า ชู้ ,เสมือนชู้ จะไม่มีการใช้คำว่า ชู้สาว ตามที่กฎหมายเดิมเคยใช้ อันนี้เป็นมิติเรื่องของสตรี มากกว่าเรื่องความหลากหลายทางเพศด้วยซ้ำ

..อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของ"อายุ"โดยก่อนหน้านี้ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คนที่จะหมั้นหมายกันได้ ต้องอายุ 17 ปีขึ้นไป ซึ่งหากเทียบเคียงเรื่องสิทธิเด็กตามมาตรฐานของสากล การที่จะตีความว่าเด็กก้าวข้ามผ่านความเป็นเด็กไปแล้ว เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่ตัดสินด้วยตัวเองได้ มีวุฒิภาวะ ก็คือ 18 ปี

โดยกฎหมายเดิม ระบุไว้ให้เป็นอายุ 17 ปี ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันเยอะ ก็คือ เรื่องการแต่งงานในวัยเยาว์ ที่ยังอาจมีความเชื่อทางศาสนาของบางศาสนาที่ส่งเสริมให้คนที่ยังอยู่ในวัยเยาว์เข้าสู่กระบวนการแต่งงาน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่เป็นเรื่องสิทธิเด็ก โดยสิ่งที่เราทำได้ก็คือ อย่างน้อยยกระดับของกฎหมายไทยให้เข้ากับมาตรฐานสากล การเปลี่ยนเกณฑ์อายุจาก 17 ปี มาเป็น 18 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ตัวกฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียมกันของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเดียว แต่จริงๆ เป็นการส่งสัญญาณออกไปให้เห็นว่า เรื่องความเท่าเทียมกัน การดูแลสิทธิของคนทุกเพศทุกวัย เป็นสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ

ประเด็นที่กล่าวข้างต้น ยังมีการพูดกันในสังคมน้อยมาก เห็นได้จากยังได้รับฟีดแบคมาเรื่อยๆเช่นในโซเชียลมีเดีย ที่มีการแสดงความเห็นว่า ทำไมเขาต้องมายินดีกับเรื่องเหล่านี้ (กฎหมายสมรสเท่าเทียมเตรียมประกาศใช้) เพราะมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ตัวเองเกี่ยวข้องด้วย หรือบางคนก็คิดว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เหมือนกับเอาสิทธิตัวเองมาเบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น คนที่เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ที่ยังคงได้ยินกระแสแบบนี้อยู่เรื่อยๆ

"ยืนยันว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ได้ลดทอนสิทธิ ของชายและหญิง และประชากรไทยที่เคยมีอยู่เดิม มันแค่เพิ่มเติมให้คนอื่นที่เป็นคนเพศเดียวกัน ที่เขารักกัน ได้มีสิทธิเท่าเทียมกับคนที่เป็นชาย กับหญิงเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นการลดทอนอะไร แต่เป็นการเพิ่มเติมขึ้นมา และเป็นประตูที่เปิดให้การแก้ไขกฎหมายหรือแก้ไขกฎเกณฑ์ในสังคมไทยที่ทำให้ความเท่าเทียมทางเพศ ให้เรื่องสิทธิสตรี และสิทธิเด็ก เข้ามาอยู่ในความสนใจ ได้รับการแก้ไขมากขึ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเป็น LGBT ทุกคนควรยินดีกับการแก้ไขกฎหมายจนมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..