เจริญพรศรัทธาสาธุชนผู้มีกำลังสติปัญญา .. รู้เท่าทันกระแสโลก ที่ไหลวนไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แสดงความเป็นจริงแท้ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน นอกจากสัจธรรม... การมีหลักธรรมนำชีวิต จึงประเสริฐสุด ไม่ว่ากาลใดสมัยใด.. เพราะจักเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ในท่ามกลางวิกฤตศรัทธา ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความศรัทธาเชื่อมั่นในสถาบันทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็น คณะสงฆ์.. วัดวาอาราม อันมีสาเหตุมาจากการประพฤตินอกรีตของพระภิกษุ การเสพสื่อโทรศัพท์มือถือ .. เทคโนโลยีไอทีในทางลบ.. นับเป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหาดังกล่าวที่แท้จริง
ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงธรรมเท่านั้น.. จึงจะนำไปสู่การสลายวิกฤตการณ์ในแวดวงศาสนาให้สิ้นไปได้ จึงควรพิจารณาโดยแยบคายว่า.. “สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร.. อะไรทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น..”
หากนำเอาสาเหตุของวิกฤตศรัทธามาจัดลำดับ ก็จะพบว่า ลำดับแรก ได้แก่ พฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ถือปฏิบัติหย่อนยาน จาบจ้วงล่วงเกินพระธรรมวินัย จนประพฤติเป็น อาจิณณกรรม ในอาบัตินั้นๆ เช่น การรับเงินทองสั่งสมของมีค่า.. การบริโภคดื่มกิน นุ่งห่ม ใช้สอยเสนาสนะ ที่ไม่เอื้อเฟื้อพระธรรมวินัย...
สาเหตุรองลงมา.. ได้แก่ การเสพติดเทคโนโลยีในหมู่พระสงฆ์ จนสูญเสียสมณสารูป.. ให้นำไปสู่การเสพคบกับโลกวัตถุนิยมไร้พรมแดน จนชักนำไปสู่การคบค้าสมาคมกับทางโลก ก่อพฤติกรรมทุศีลเกิดขึ้น จนยากที่จะปลงชำระอาบัติ ให้ขาดสิ้นด้วยเป็น “ครุกาบัติ”.. ปรากฏจากหลักฐานพระปาราชิก ที่มีการเสพคบโมบายอย่างไร้จิตสำนึกของความเป็นบรรพชิต ดังที่มีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับพระและวัดปรากฏทางสื่อออนไลน์แต่ละวัน.. จนกระทบต่อศรัทธาความเชื่อมั่น ปสาทะความเลื่อมใส ของประชาชน ที่เฝ้ามองดูหลวงน้า หลวงอา หลวงพี่ เณรน้อย ด้วยความห่วงใย
อีกประการหนึ่งของสาเหตุที่นำไปสู่ความเสื่อมในความเชื่อมั่นต่อสถาบันพระศาสนา ได้แก่ การใช้วัดวาอารามไปในเส้นทางนอกพระศาสนา มีการเปลี่ยนสภาพวัดอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ เพื่อความสงบ.. ไปสู่ พุทธพาณิชย์หลากหลายรูปแบบ.. วัดถูกจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบโลกนิยม ก่อเกิดพิธีกรรมเอาใจผู้คนขึ้น เพื่อหวังดึงคนเข้าวัด มีการเปิดขายวัตถุมงคล.. วัตถุนิยม ที่ออกนอกแนวศาสนา รวมถึงการจัดกิจกรรมที่ขาดความหมายทางธรรม.. ล้อเลียนทางโลก เพื่อความทันสมัย แบบชาวบ้านนิยม
ในขณะที่ วัดจำนวนไม่น้อย.. ที่ไม่สามารถปรับตัวไปทางชาวบ้านนิยม ได้ปล่อยปละละเลย ไร้การพัฒนาให้เหมาะควรกับสภาพสังคมยุคใหม่ ในความเป็น พุทธนิยม ที่เข้าได้กับทุกกาลสมัย เพื่อเป็นแหล่งเพิงพักพิงทางใจที่เหมาะแก่การเจริญ สติปัญญา เพื่อความรู้เท่ารู้ทันในโลกสมัยใหม่ ที่เคลื่อนไหวไปตามกระแสไอที มีผลทั้งบวกและลบต่อชาวโลกอย่างรุนแรง...
ด้วยสภาพการณ์ของคณะสงฆ์.. ที่ไม่มั่นคงในพระธรรมวินัย อันเกิดจากรากฐานที่ไม่แข็งแรงมาแต่เดิม จึงส่งผลวิกฤตการณ์ให้ปรากฏต่อสายตาสังคมที่ร่วมรับรู้อย่างรวดเร็วในทุกมิติ
ปรากฏการณ์ภาพลักษณ์เชิงลบ จึงแพร่กระจายกว้างขวางอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทบต่อจิตใจบุคคลในทุก Generation.. ซึ่งหากคณะสงฆ์ไม่พร้อมเพรียงกันในการร่วมกันแก้ไขปัญหา ปล่อยให้การปกครองดูแลองค์กรสงฆ์เป็นไปในอำนาจหน้าที่ โดยอาศัยวิธีการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ที่ยากจะก้าวทันกระแสโลก.. ที่สุด จึงจำใจต้องอาศัยบริการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาใช้กฎหมายปกป้องคุ้มครองดูแลองค์กรสงฆ์ แทน การปกครองของคณะสงฆ์ที่ใช้พระธรรมวินัย ซึ่งเป็นดุจธรรมนูญแม่บทในการปกครอง
จึงได้เห็นการบริหารปกครองคณะสงฆ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยอาศัยความถูกต้องทางกฎหมาย.. เป็นใหญ่กว่า ความถูกต้องของการปกครองด้วยพระธรรมวินัยมากขึ้น ดังปรากฏข่าวการจับกุม.. และจับสึกพระภิกษุที่มีกรณีกระทำความผิดเกิดขึ้น.. โดยไร้บทบาทจากองค์กรสงฆ์ตามที่ควรจะเป็น.. ซึ่งนับเป็นจุดอันตรายอย่างยิ่งต่อการสถาปนาความมั่นคงของคณะสงฆ์โดย พระธรรมวินัย...
เมื่อบวกกับการสร้างกระแสชี้นำทางโลกดิจิทัลจากหมู่ชนใน Gen ต่างๆ ที่มีศรัทธาอ่อนไหว บวกกับ อิทธิพลสื่อสารเทคโนโลยียุคไอที จึงทำให้เกิดการก้าวล่วงต่อพระธรรมวินัยกันมากขึ้น.. โดยมีกรณีพระภิกษุที่มีปัญหาเป็นต้นเหตุ.. ที่ชักนำไปสู่การทำลายสถาบันสงฆ์และวัดวาอาราม.. และสู่การทำลายพระพุทธศาสนาโดย “เกินเจตนาจะคาดการณ์”
จึงได้เห็นการกล่าวด่าว่า ใช้วาจาหยาบคาย วิพากษ์วิจารณ์พระภิกษุรูปนั้นๆ .. จนลามปามไปทั่วแวดวงสงฆ์ อย่างไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปกรรม.. ที่แสดงถึงการไร้ความเข้าใจในธรรมอย่างสิ้นความเป็น “พุทธศาสนิกชน”...
จะด้วยเพราะเกิดความล้มเหลวในศรัทธาความเชื่อมั่นที่มีต่อพระรูปนั้นๆ .. หรือเพราะมีอคติต่อหมู่พระที่มีแต่ข่าวไม่ดี หรือจะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม.. แต่ที่สุดของปลายทาง ย่อมรวมพลังการทำลายมุ่งไปสู่สถาบันพระศาสนา อันเป็นที่รักยิ่งของชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธาตั้งมั่นในคุณของพระรัตนตรัย อันแสดงถึงเจตนาที่ไร้ความเป็นธรรมที่มีต่อ พระพุทธศาสนา ซึ่งมิได้มีความผิดใดๆ เลย ไม่ว่าในฐานะตัวการหรือผู้สนับสนุน...
ดังนั้น ปัญหาในแวดวงพระสงฆ์..ดังกล่าว ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างชอบด้วยเหตุผล.. หรือไม่ชอบด้วยเหตุและผลก็ตาม.. แต่บัดนี้ ได้ยกฐานะปัญหาสู่วิกฤตการณ์ต่อความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนา ที่พุทธบริษัททุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะ พระสงฆ์ หรือภิกษุผู้แสดงตน.. ประกาศตนเป็นผู้สืบเจตนารมณ์สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ด้วยการสืบเนื่องพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าให้เป็นไปในโลกนี้ตราบนานเท่านาน
จึงควรอย่างยิ่งที่คณะสงฆ์ทั้งหมด จะได้พร้อมเพรียงกันจัดประชุมใหญ่ในห้วงวิกฤตการณ์ เพื่อมีส่วนร่วมกันในการพิจารณาหาหนทางแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว.. โดยไม่ควรปล่อยปละละเลยให้เป็นเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใด.. คณะหนึ่งคณะใด.. ภายใต้การปกครองด้วยพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ ควรอย่างยิ่งที่พระสงฆ์จะได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงบทบาทหน้าที่ ในฐานะพุทธบริษัทอันสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ เพื่อจะได้ร่วมกันชำระปัญหาอธิกรณ์ต่างๆ หากมี.. ให้สิ้นไป.. และเพื่อจะได้ร่วมกันแสดงความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตนอย่างซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยด้วยความพร้อมเพรียงกัน...
ดังนั้น.. ถึงเวลาแล้วหรือยัง.. ที่คณะสงฆ์ควรทบทวนกระบวนการปกครองของสงฆ์ ในเรื่องการแต่งตั้งพระภิกษุที่ขาดวุฒิภาวะ ไร้ความเป็นเถระขึ้นเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะปกครองทุกลำดับ.. จนถึงความเป็นพระอุปัชฌายาจารย์..
..ถึงเวลาแล้วหรือยัง.. ที่คณะสงฆ์ควรคืนกลับสู่การปกครองโดยพระธรรมวินัยแท้จริง.. ด้วยการมอบให้คณะสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ มีอำนาจในการเลือกสรรผู้ปกครองหมู่คณะ ชุมชนสงฆ์ของตนเอง อย่างเป็นธรรม.. ยอมรับกันได้โดยธรรม
..ถึงเวลาแล้วหรือยัง.. ที่จะคืนวัดสู่เจ้าของที่แท้จริง คือ ชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ.. ที่ไม่ใช่วัดของพระภิกษุ.. หรือเจ้าอาวาสรูปใดรูปหนึ่ง
..ถึงเวลาแล้วหรือยัง.. ที่จะพัฒนาวัดกลับคืนสู่ความเป็นชุมชนการศึกษาทางพระธรรมวินัย.. เป็นกัลยาณมิตรของชุมชน ช่วยส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาชีวิตที่ถูกต้องให้กับชุมชน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงตามหลักธรรม.. อันเป็นไปตามหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา ที่สามารถพัฒนาตนให้มีความก้าวหน้าดีงาม..
..ถึงเวลาแล้วหรือยัง.. ที่ควรจะลดความวุ่นวายพะรุงพะรังในการจัดการปกครองแบบทางโลกของคณะสงฆ์ ด้วยการคืนกลับสู่ธรรมชาติของวัด.. ที่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้พัฒนาจิตใจ.. มากกว่าการให้ความสำคัญในการปกครองมากเกินความเป็นศาสนจักร.. ที่เน้นการปกครองเป็นส่วนประกอบเล็กน้อย.. โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาตามพระธรรมวินัย.. เพื่อการควรอย่างยิ่งต่อการสร้างคนให้เป็นพระ.. และควรอย่างยิ่งต่อการทำวัดให้เป็นสถานที่เพื่อการพักพิง-พัฒนาจิตใจ ที่ควรเป็นทัศนียสถาน (สถานที่น่าชื่นชมยินดี), รมณียสถาน (สถานที่เบิกบานใจ สบายใจ), มโนภาวนียสถาน (บุคคลที่อยู่สถานที่ควรแก่การเคารพ), สัมโมทนียสถาน (ควรแก่การได้สนทนา เพื่อความรื่นเริงบันเทิงปัญญา) และเป็น สาราณียสถาน.. ที่ควรแก่การระลึกถึง.. เมื่อระลึกถึงแล้ว มีความอิ่มใจ สบายใจ.. รู้ถึงคุณค่าของสถานที่ดังกล่าวนั้น เป็นวัดวาอารามในพุทธศาสนา.. เพื่อการธำรงไว้ซึ่ง “พระธรรมวินัย” เหนืออื่นใดสืบตลอดไป!!.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
1 ปี ตึกสตง.ถล่ม สังคมยังโกรธ! ACT บี้รัฐบาลเปิดผลสอบ
ครบ 1 ปี 'ตึกสตง.ถล่ม' คนไทยยังโกรธจัด 'ACT' บี้รัฐบาลเปิดรายงานผลสอบ ชวนสังคมจับตา '3 กลุ่มคดี' นอมินี-ออกแบบคุมก่อสร้าง-ฮั้วประมูล
สิทธิของปชช.ในวิกฤตน้ำมันแพง กับอำนาจ 'รัฐบาลรักษาการ'
'ดร.นพดล' ออกบทความเรื่อง 'สิทธิของประชาชนในวิกฤตราคาน้ำมัน เมื่ออำนาจของรัฐบาลรักษาการถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จุดกระแสสังคมกำลังมองข้าม'
ปรัชญา “ป่ารักน้ำ”... สืบสานราชธรรม .. ที่สกลนคร!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. หากจะกล่าวว่า ชีวิต คือ การเดินทาง .. ก็คงได้รับคำตอบเชิงประจักษ์
เมื่อ‘ศึกตะวันออกกลาง’พ่นพิษ กองทุนน้ำมันฯปรับแผนรับมือก่อนพุ่งแตะ4.5หมื่นล้าน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและกองกำลังร่วมสหรัฐ-อิสราเอล กำลังกลายเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยรุนแรงยิ่งกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก จนภาครัฐต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อพยุงปากท้องประชาชน
“ทิฏฐิวัตถุนิยม” วิกฤตสังคมที่ยากเกินเยียวยา!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ในวิถีวงจรชีวิตของสัตว์โลกที่กำลังหมุนไปด้วย กำลัง (แรง) และความเร็ว
พิมไจ-ลักษณารีย์ แอ็กติวิสต์ เชื้อสายกบฏเงี้ยว สู่ สส.แพร่ พรรคประชาชน
สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังการเปิดประชุมสภานัดแรก 15 มี.ค. ส่วนที่ว่าสภาชุดนี้จะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน มีโอกาสครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

