
โรดแมปการเป็นรัฐบาล 4 เดือนสำหรับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย มองว่าไม่ได้ถือว่าสั้นเลย อาจจะยาวไปเล็กน้อยด้วยซ้ำ เพราะพอเราพูดว่า รัฐบาลมีแนวโน้มอยู่ระยะสั้น อยากเร่งทำงานสร้างความนิยม แล้วก็ไปเลือกตั้ง แปลว่าอยู่ไม่ครบ 4 เดือน ด้วยเหตุเชิงบวกข้างต้น คิดว่าดีสำหรับพรรครัฐบาล..พอรัฐบาลตัดสินใจอยู่แค่ 4 เดือน แล้วยิงนโยบายที่คนชอบไปสัก 2-3 เรื่องแล้วก็จบ ภาพจำมันก็เลยเป็นภาพบวก คนจะรู้สึกว่า ขนาดเป็นรัฐบาลแค่สั้นๆ แล้วทำอะไรได้ต่างๆ แบบนี้หากเลือกให้กลับมาเป็นรัฐบาลต่ออีก 4 ปี สงสัยจะทำงานได้อีกเยอะ อันนี้มันเข้าทาง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-อดีต ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งสอนฮุน เซน ด้วยการยุติความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับกัมพูชา รวมถึงยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพให้กัมพูชาเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีรัฐบาลที่พร้อมพลีชาติเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือกลุ่มทุนใดๆ อีกต่อไป
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเกิดขึ้นของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มีความพิเศษที่แตกต่างจากรัฐบาลอื่นๆ หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ ความชัดเจนในเรื่องอายุการทำงานของรัฐบาลที่จะอยู่ไม่เกิน 4 เดือน คือไม่เกิน 31 มกราคม 2569 ก็จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 อันเป็นสัญญาประชาคมทางการเมืองที่นายกฯ อนุทินยืนยันมาตลอดหลายครั้ง
เมื่อ แผนที่การเมืองไทยมีเข็มทิศการเมืองที่ชัดเจน เช่นนี้ การทำงานของรัฐบาลอนุทินในช่วง 4 เดือน ไม่นับรวมการเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงเลือกตั้งไปจนถึงหลังเลือกตั้ง จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จหลังเลือกตั้งปี 2569 จึงมีข้อคิดเห็น-ข้อเสนอแนะและการวิเคราะห์ ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีรายละเอียดดังนี้
เริ่มที่ความเห็นจากนักรัฐศาสตร์ เพื่อมาวิเคราะห์แผนที่การเมืองไทยยุครัฐบาลภูมิใจไทยต่อจากนี้ โดย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า-นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง ได้สะท้อนมุมมองของตัวเองไว้ว่า ภาพรวมรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในแง่นโยบาย เราคงไม่ได้เห็นอะไรมาก เพราะว่ามันชัดอยู่แล้วในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ก่อนเข้าบริหารประเทศ ที่จะพบว่ามีอยู่แค่ไม่กี่เรื่องที่ชัดเจน โดยรัฐบาลวางหมุดหมายไว้ว่าอยู่ทำงานแค่ 4 เดือนแล้วก็ยุบสภา ทำให้การขับเคลื่อนของรัฐบาลจะมีแต่เรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ควรทำตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่ได้ทำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะนั้น ตลอดจนเดินหน้าแก้ปัญหาที่คาราคาซัง ทั้งเรื่องต่างประเทศ ความมั่นคง เช่น กรณีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เมื่อเป็นแบบนี้ทำให้ในเชิงนโยบาย ประชาชนคงจะเห็นอะไรจากรัฐบาลอนุทินแค่ไม่กี่อย่าง
ส่วนทางการเมือง เมื่อมันชัดว่าอยู่ไม่เกิน 4 เดือน ในทางการเมือง ตัวรัฐบาลเองก็คือเป็นรัฐบาลที่ทำงานเพื่อเตรียมเลือกตั้ง คือทำงานแบบเน้นสร้างความนิยม ให้เห็นว่าการเป็นพรรครัฐบาล จะมีความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งจุดดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งตัวดึงดูดนอกเหนือจากในทางการเมืองโดยตรงที่จะทำให้มีกลุ่มทางการเมืองอื่นๆ อยากเข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น
..ต้องบอกว่าวิธีการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เฉพาะภูมิใจไทย แต่ก็ใช้กับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคขนาดรองลงมาจากภูมิใจไทย เช่น พรรคกล้าธรรม ก็ใช้เทคนิคหรือยุทธวิธีคล้ายๆ กัน คือเอาความเป็นพรรครัฐบาลที่มีคนของพรรคได้ดูแลกระทรวงต่างๆ ก็เอาตรงนี้ลงไปสร้างความนิยมกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมองว่าจะเป็นเป้าหมายที่จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง และเอาเป็นแรงดึงดูดให้นักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่นย้ายมาอยู่ด้วยกัน คือเป็นกลยุทธ์ในการขยายขนาดของพรรคตัวเอง
..โรดแมปการเป็นรัฐบาล 4 เดือนสำหรับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยมองว่า ไม่ได้ถือว่าสั้น ถือว่าอาจจะยาวไปเล็กน้อยด้วยซ้ำ เพราะพอเราพูดว่ารัฐบาลมีแนวโน้มว่าอยากอยู่ระยะสั้น อยากเร่งทำงานสร้างความนิยม แล้วก็ไปเลือกตั้ง แปลว่าอยู่ไม่ครบ 4 เดือน ด้วยเหตุเชิงบวกข้างต้น ผมคิดว่าดีสำหรับพรรครัฐบาล เช่น ทำภารกิจเสร็จหมดแล้วตามที่สัญญาไว้กับพรรคประชาชน เช่น มีการผลักดันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จนสำเร็จออกมาเป็นตุ๊กตาพร้อมสำหรับการเอาไปทำประชามติรัฐธรรมนูญในคำถามข้อที่ 2 ส่วนข้อที่ 1 ก็ไม่ได้มีอะไร เพราะรอแค่ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ ประกาศให้มีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา รัฐบาลก็หยิบขึ้นมาแล้วประกาศเลยว่าจะทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งหลังยุบสภาได้เลย
ส่วนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ทำแบบเฉพาะกิจเฉพาะหน้าทั้งหลายที่ประกาศไว้ตอนแถลงต่อรัฐสภาในช่วง 4 เดือน หากทำแล้วและเห็นผล ผมมองว่าหากรัฐบาลทำได้หมดในเวลา 4 เดือน นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะเลือกตั้ง อาจจะเร็วกว่า 4 เดือนด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าหากว่าถ้ามันจะมีอุบัติเหตุในทางการเมืองที่อาจจะทำให้เขารู้สึกว่า เช่น ถ้ารัฐบาลจะไปก่อนเวลาอันควร ก็มีเรื่องเดียวก็คือพรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วเกิดทั้งเพื่อไทยและพรรคประชาชนเห็นพ้องต้องกัน โหวตไม่เอารัฐบาลทั้งสองพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน สองพรรคนี้รวมกันเสียงมากกว่าฝ่ายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวมันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ คือประเด็นของเพื่อไทยก็คือจริงๆ เพื่อไทยก็อยากกลับมาเป็นรัฐบาล แต่ปัญหาคือเพื่อไทยอาจจะยังต้องตั้งหลักสักพักสำหรับเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นรอบการเลือกตั้งที่เพื่อไทยถือว่าเหนื่อยและหนักที่สุด ตั้งแต่เป็นพรรคการเมืองมา นับจากยุคไทยรักไทย เพราะวันนี้เราจะเห็นได้ว่าคนพูดถึงเพื่อไทยแต่ในมุมทำนองว่า เพื่อไทยจะเป็นพรรคต่ำกว่า 100 ที่นั่ง หรือจะเป็นพรรคการเมืองที่เลือดไหลออก คนในเพื่อไทยจะเหลืออยู่สักกี่คน แปลว่าแรงจูงใจที่เขาจะคว่ำรัฐบาลอนุทินเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล เช่น สมมุติว่าโหวตไม่ไว้วางใจ คือมันยังไม่ได้เลือกตั้ง แต่ต้องการจะให้เปลี่ยนรัฐบาล แต่หากดูเพื่อไทยเองก็ยังไม่มีความพร้อมที่จะชิงและดันตัวเองขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนพรรคภูมิใจไทย ในขณะเดียวกันการจะไปกดดันให้นายกฯ ยุบสภาก่อน 4 เดือน ผมว่าเพื่อไทยก็ไม่พร้อมเท่าใดนักในการที่จะเล่นเกมแบบนี้ อันนี้มุมเพื่อไทย
ส่วนมุมพรรคประชาชน ในเมื่อ สส.ของพรรคประชาชนโหวตคุณอนุทินมาเป็นนายกฯ สิ่งที่เขาจะ ใช้เพื่อล้มรัฐบาลอนุทินได้อย่างชอบธรรมก็ต่อเมื่อรัฐบาลอนุทินผิดคำสัญญา คือไม่ทำตามเอ็มโอเออย่างชัดแจ้ง ถ้าเกิดเหตุแบบนี้ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้เครื่องมือคือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล
...เพียงแต่ว่าเงื่อนไขของพรรคประชาชนดังกล่าว มันมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะเล่นเกมการเมืองกลับเพื่อตลบพรรคประชาชน คือคล้ายๆ กับว่าทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถไม่ไว้วางใจคุณอนุทินหรือพรรคภูมิใจไทยได้ ก็อาจจะโหวตสนับสนุนรัฐบาลก็ได้ หากเกิดว่าพรรคประชาชนเล่นเกมนี้ เพราะเพื่อไทยต้องการจะบอกกับคนทั่วไปว่าเห็นหรือไม่ พรรคประชาชนผิดตั้งแต่ต้นที่เลือกอนุทินมาเป็นนายกฯ แล้วสุดท้ายพรรคประชาชนก็คุมรัฐบาลไม่ได้ อะไรแบบนี้
...ซึ่งพอมองเป็นเกมการเมืองแบบนี้ โอกาสที่สองพรรค (เพื่อไทย-ประชาชน) จะเล่นเกมที่จะไปสร้างอุบัติเหตุให้กับพรรคภูมิใจไทยจนไม่สามารถอยู่ครบ 4 เดือนได้ มันเลยดูเหมือนว่าจะไม่น่าจะเกิดขึ้น
...และสภาปิดสมัยประชุมสิ้นเดือนตุลาคม กลับมาเปิดสภาอีกทีก็ 12 ธ.ค. ก็ค่อยมารอดูกัน แต่พอไปถึงกลางเดือน ธ.ค. ก็เหลืออีกแค่เดือนกว่าจะครบ 4 เดือน ก็จะยุบสภาอยู่แล้ว คำถามคือสองพรรคการเมืองที่มีแรงพอที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือเพื่อไทยกับพรรคประชาชน จะมีเหตุจูงใจอะไร
...สำหรับพรรคประชาชน แรงจูงใจก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว หากภูมิใจไทยมีแนวโน้มว่าจะบิดพลิ้ว ไม่เดินหน้าทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนอาจจะเอาเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจไปขู่ แต่ประเด็นคือถ้าเอาเรื่องรัฐธรรมนูญไปขู่เพื่อจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณอนุทินยุบสภาเองได้ก่อน ถ้าสมมุติเห็นสัญญาณว่ามาแน่ (ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ) ที่สำหรับภูมิใจไทย ผมว่าถึงเวลานั้นก็พร้อมแล้วที่จะยุบสภา หรือภูมิใจไทยหากคิดว่าอยากอยู่ต่ออีกสัก 1 เดือน เพราะรู้แล้วว่าหากพรรคประชาชนมามุกนี้ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไทยอาจจะตีตลบพรรคประชาชนโดยการอาจจะแค่งดออกเสียง ก็ทำให้มติไม่ไว้วางใจก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง อันนี้คือมันก็เป็นเกมที่เพื่อไทยอาจจะเล่นเพื่อตลบพรรคประชาชน เพราะเราก็เห็นท่าทีของเพื่อไทยดูเหมือนจะอยากจะโต้แย้งกับพรรคประชาชนมากกว่าที่อยากจะตีกับพรรคภูมิใจไทยเสียอีก มันก็เลยกลายเป็นเกมที่รู้สึกว่ามันเข้าทางภูมิใจไทย ที่เขาสามารถจะกำหนดได้ว่าจะอยู่ครบ 4 เดือนหรือจะไปก่อนอะไรแบบนี้
-ช่วงหลังผลสำรวจบางสำนัก เช่น นิด้าโพลหรืออีสานโพล การที่คะแนนนิยมนายกฯอนุทินสูงขึ้นในช่วงหลัง คิดว่าเกิดจากอะไร แล้วหากกระแสนายกฯ ดีขึ้นต่อเนื่อง ไปจนถึงช่วงเลือกตั้ง จะมีผลอย่างไร?
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าในสังคมเรามันมีเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ คือ คนคนหนึ่งจากคนที่เป็นนักการเมืองธรรมดา เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี พอวันหนึ่งพลิกบทบาทมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่พลิกแบบหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็น someone ที่เฉิดฉายมาก ด้วยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีเลยทำให้กลายเป็นจุดสนใจ-คนสนใจอยากเห็นอยากเจอ และเริ่มจดจำ มันก็ตามมา วันนี้ใครๆ ก็รู้จักนายกฯ อนุทิน ซึ่งลักษณะดังกล่าวแบบนี้มีมานานแล้ว
พอเป็นที่สนใจเวลาลงไปทำงานในเชิงมวลชน มีการสื่อสารทางอ้อมก็คือ สื่อมวลชนก็เสนอข่าวทุกวัน ในขณะที่ตัวเองก็มีทีมสื่อสารในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทในมุมต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย มันก็เลยกลายเป็นการยิ่งสร้างภาพจำให้มากขึ้น นอกจากที่คนรับรู้แล้ว ถ้ายังอยู่ในโมเมนตัมแบบเชิงบวกมันก็ยิ่งทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น และด้วยภาพลักษณ์ดังกล่าว ก็ยิ่งนำไปสู่การที่ตัวเขาและพรรคการเมืองที่เป็นหัวหน้าพรรค ก็เลยดูเหมือนว่ามีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งได้ ลักษณะดังกล่าวทำให้เวลาคนตอบโพลต่างๆ มันก็จะเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือเรื่องว่าคนรู้จัก และจดจำได้หรือไม่ เพราะหากเป็นใครก็ไม่รู้ คนตอบโพลก็คงนึกไม่ถึง ก็คงไม่ตอบว่าเขาอยากให้คนนี้เป็นนายกฯ รวมถึงการตอบโพล ก็เป็นเหมือนกับการทำนายผลว่าใครมีโอกาสเป็นนายกฯ มากกว่าที่จะเป็นความรู้สึกว่าจะเลือกใคร เพราะบางทีสำนักโพลไปถามว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ แต่คนที่เขาตอบเขาอาจจะตอบในลักษณะที่ว่าตอนนี้จะเลือกใครยังไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าคนนี้มีโอกาสเป็นนายกฯ มันอาจจะเป็นคำตอบแบบเชิงจิตวิทยาแบบนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นหลายครั้งว่าใครขึ้นมาเป็นนายกฯ เราก็พบว่าความนิยมเปรียบเทียบจากตอนช่วงไม่ได้เป็นนายกฯ เทียบกับตอนที่ไม่ได้เป็น มันก้าวกระโดดมาก หลายคนเป็นแบบนั้น เปรียบเทียบอย่างเช่น นายเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงเลือกตั้ง ไปถามโพล นายเศรษฐาอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นโพลคนก็จะตอบว่าเป็นแพทองธาร ชินวัตร แต่พอเศรษฐา ขึ้นมาเป็นนายกฯ นิด้าโพลไปทำสำรวจ คะแนนนิยมก็ขึ้นมาเป็น 10% เพราะคนรู้จักแล้วว่าเศรษฐาเป็นนายกฯ
อย่างกรณีนายกฯ อนุทิน พอไปบวกกับเรื่องว่าตอนนี้เป็นรัฐบาล แล้วมีข่าวออกมาว่าจะมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ จะย้ายไปอยู่กับเขา มันก็คือเพิ่มโอกาสว่าตอนเลือกตั้งจะได้ที่นั่ง สส.เยอะ เขาก็ต้องกลับมาเป็นนายกฯ ได้ ก็ทำให้เวลามีการสำรวจทำโพลคะแนนก็เลยขึ้น
เมื่อเรากล่าวเสริมว่า ผนวกกับรัฐบาลเองก็เร่งผลักดันโครงการที่ประชาชนต้องการอย่างคนละครึ่งพลัส ก็เลยยิ่งเพิ่มคะแนน ดร.สติธร กล่าวตอบรับว่า ใช่ครับ ทีนี้ที่เหลือก็ต้องไปเติม เพราะเมื่อคนเริ่มจับตามอง สิ่งที่เขาแสดงออกมาหลังจากที่คนเริ่มมาจับตามอง คนสนใจ มันกลายเป็นภาพลักษณ์ที่โดนใจได้ใจคน มันก็ช่วยเสริมความนิยม แล้วยิ่งพอมีเรื่องเกี่ยวกับผลงานหลังรัฐบาลบอกว่าจะทำนโยบายต่างๆแล้วก็ทำ หรือรัฐบาลเสนอนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วประชาชนบอกว่าใช่เลย อยากได้แบบนี้ คนที่ตอบโพลก็บอกว่า น่าสนใจ น่าเลือก
สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีปัญหากันอยู่จะมีผลต่อคะแนนนิยมในตัวรัฐบาลและนายกฯ มองว่า วันนี้เรื่องไทย-กัมพูชา ปัญหาหลักมันนิ่งแล้ว เพราะจุดที่ว่าเป็นความขัดแย้งรุนแรงสุด มันลดลง ตอนนี้เป็นเรื่องของปัญหาที่คาราคาซังมานาน ซึ่งสภาพแบบนี้ ยิ่งเป็นรัฐบาลแบบรัฐบาลอนุทิน เขาน่าจะเอาอยู่ เพราะเขาก็ยกบทบาทว่า หากเป็นเรื่องความมั่นคง การสู้รบก็ให้กองทัพนำไป แล้วรัฐบาลก็แสดงท่าทีว่า หากกองทัพอยากได้หรืออยากเสนออะไร ก็พร้อมทำตาม ไม่ก้าวก่าย แล้วนายกฯ ก็ทำหน้าที่ต่างๆ เช่น ดูแลประชาชน ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไปตามบทบาทหน้าที่ แล้วก็แสดงออกด้วยท่าทีแบบแข็งกว้าว แต่ว่าเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับกองทัพ คือถ้ากองทัพมีอารมณ์กับกัมพูชาแบบไหน ตัวคุณอนุทินเวลาให้สัมภาษณ์ ท่าทีก็จะไปโทนเดียวกับกองทัพ ทำให้เลยไม่มีโอกาสที่คนจะรู้สึกว่าไม่โอเคกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องกัมพูชา แม้ว่ามันจะแก้ไม่เสร็จ แต่คนจะเริ่มเข้าใจและบอกว่าโอเค เพราะว่าท่าทีมันได้ ไม่ขัดใจ
"ส่วนโอกาสกลับมาเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งของนายอนุทิน ผมคิดว่าปัจจัยมันเข้าทางนายอนุทิน ตรงนี้ ตอนนี้เขาเป็นนายกฯ และการเป็นนายกฯ ช่วงสั้นๆ ผมว่าแผลไม่น่าจะเยอะ เพราะจุดหนึ่งของคนที่เป็นรัฐบาลอยู่แล้วไปเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แล้วอาจจะมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ก็คือ ส่วนใหญ่พอเป็นรัฐบาลสักพัก คนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายหรือรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลแล้วไม่เห็นได้เรื่องเลย คือตอนแรกคนอาจรู้สึกตื่นเต้น แต่พอเป็นรัฐบาลสักพัก คนจะเริ่มคิดว่า ไม่เห็นได้เรื่อง ไม่เห็นได้อย่างที่หวัง ทำให้ตอนเลือกตั้ง โอกาสที่คนจะโหวตเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลมันก็มีสูง แต่พอรัฐบาลตัดสินใจอยู่สั้น 4 เดือน แล้วยิงนโยบายที่คนชอบไปสัก 2-3 เรื่องแล้วก็จบ ภาพจำมันก็เลยเป็นภาพบวก คนจะรู้สึกว่า ขนาดเป็นรัฐบาลแค่สั้นๆ แล้วทำอะไรต่างๆ แบบนี้หากเลือกให้กลับมาเป็นรัฐบาลต่ออีก 4 ปี สงสัยจะทำงานได้อีกเยอะ อันนี้มันเข้าทาง คือแผลยังไม่เปิด และทำให้คนยังรู้สึกมีความหวังที่จะเลือกให้เข้าไปเป็นรัฐบาลต่อได้"
...ผนวกกับปัจจัยทางการเลือกตั้ง ก็เป็นที่รู้กันดีว่า อำนาจรัฐ อำนาจทุนมันก็สำคัญ การที่เป็นรัฐบาลแปลว่าอำนาจรัฐอยู่ในมือ ส่วนอำนาจทุน เราไม่นับเรื่องเอาเงินส่วนตัวไปไล่แจกคนซื้อเสียง อำนาจทุนประเภททุนทางการเมือง พวกงบประมาณโครงการนโยบายอะไรต่างๆ มันก็อยู่ในมือ ก็สามารถเอาไปใช้ ทำงานตามปกติในหน้าที่ น้ำท่วมก็ลงพื้นที่ ชายแดนมีปัญหา ก็ไปให้กำลังใจทหาร คือเอานโยบายเอางบประมาณที่มีการอนุมัติอยู่แล้ว บอกว่ารัฐบาลให้มา หรือฝากไปกับ สส. หรือว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคตอนลงไปยังพื้นที่ต่างๆ แบบนี้ก็ได้เปรียบหมด ก็ทำให้เขามีโอกาส เหมือนกับมีอาวุธเต็มไม้เต็มมือ ใครๆก็อยากมาร่วมงานด้วย ก็ทำให้มีคนไหลเข้าไปกันมาก (พรรคภูมิใจไทย) เพราะคู่แข่งหากแข่งกับพรรคที่มีทั้งอำนาจรัฐ และอำนาจทุนอยู่ในมือ มันก็เหนื่อย อย่างหากเป็นผู้สมัคร สส.ที่ไม่ได้มีกระแสพรรคแรงๆ แบบพรรคประชาชน เขาก็ต้องวิ่งเข้าหาพรรคการเมืองแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้พรรคเขามีโอกาส
คำว่าโอกาสคือ เขาต้องเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่พอ แน่นอนว่า เงื่อนไขอันหนึ่งที่อาจจะทำให้เขา (ภูมิใจไทย) รู้สึกกังวลใจก็คือ การไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ซึ่งหากไม่ได้เป็นพรรคที่มีเสียงหลังเลือกตั้งมาอันดับหนึ่ง ก็จะเหนื่อยตอนตั้งรัฐบาลเพราะว่ามันจะมีปัญหาความชอบธรรม ก็ต้องให้สิทธิ์พรรคที่มี สส.มาอันดับหนึ่ง ในการตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากพรรคอันดับหนึ่งก่อน แต่หากพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ค่อยมาเปลี่ยนมือ แต่ก็มีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว ตอนหลังเลือกตั้ง ที่เพื่อไทยมาเปลี่ยนมือพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาล ซึ่งฝ่ายที่เข้ามาเปลี่ยนมือก็ไม่ได้ราบรื่น จะโดนข้อวิจารณ์โดนข้อตำหนิ
ผมคิดว่าวันนี้ภูมิใจไทยจากที่เดิมคิดว่าขอเป็นพรรคอันดับหนึ่งในฝั่งตรงข้ามกับพรรคประชาชนก็พอ คือเป็นพรรคอันดับสองก็ได้ แต่สามารถรวมเสียงสส.พรรคอื่นๆ ได้มากกว่า เพราะดูแนวโน้มแล้วพรรคอื่นๆ คงไม่อยากไปร่วมกับพรรคประชาชน แต่พรรคประชาชนก็คืออาจจะไม่ได้ที่นั่งหลังเลือกตั้งชนิดสูงทะลุแบบได้มา 200 กว่าเสียง จนพรรคอื่นๆ รู้สึกว่าไม่กล้าปฏิเสธ ที่แปลว่าภูมิใจไทยวันนี้ก็ต้องคิดถึงการเป็นพรรคที่มีเสียงเป็นอันดับหนึ่งหลังเลือกตั้งมากกว่าเดิม ผมคิดว่าเขาต้องทำตัวเป็นพรรคอันดับหนึ่งให้ได้ แต่คงไม่ถึงกับขนาดดูดมาหมด เพราะมันก็หนักเกินไป คือ ภูมิใจไทยคงประเมินว่าพรรคประชาชนจะได้ประมาณเท่าใด แล้วเขาก็ต้องทำให้เสียง สส.ของพรรคที่จะได้หลังเลือกตั้งมันใกล้เคียง เปลี่ยนแปลงให้ได้
..ผมเชื่อว่าเรื่องการดูด สส.เขต เขาทำอยู่แล้ว และหลายคนก็อยากวิ่งเข้าหา แต่อีกอันหนึ่งที่เขาอาจจะต้องทำคู่กันมากขึ้นก็คือว่า เอาโอกาสในการเป็นรัฐบาล เอาโอกาสที่คนสนใจตัวคุณอนุทินมากขึ้น มาเป็นแรงดึงดูดให้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งแต่เดิมคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ในฝั่งที่ไม่ได้เลือกเพื่อไทยและไม่ได้เลือกพรรคประชาชนก็มีเยอะอยู่พอสมควร หากเขาสามารถทำตัวให้เป็นตัวแทนของกลุ่มพวกนี้ได้ เขาก็มีโอกาส ที่ไม่ต้องเอาเยอะ เพราะของเดิม ตอนเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3 คน หากทำให้คะแนนของพรรคขยับขึ้นจนได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์สัก 12-15 คน มันก็ช่วยให้ตัวเลข สส.ของพรรคใกล้เคียงความหวังขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เช่น หากได้ สส.เขตสัก 120 คน บวกกับบัญชีรายชื่อสัก 15 คน มันก็ 135 เสียงแล้ว ซึ่งหากได้ สส.ตามตัวเลขดังกล่าว แล้วหากไปถึงตอนเลือกตั้ง พรรคประชาชนกระแสไม่ได้แรงมาก มันก็อาจจะกลายเป็นว่า 135 เสียงของภูมิใจไทย กับพรรคประชาชน ที่จะได้ สส.หลังเลือกตั้ง ถึงตอนนั้น จำนวน สส.ที่สองพรรคจะได้เข้ามาอาจจะพอๆ กันก็ได้
...คืออย่าไปคิดว่าตัวเลขพรรคประชาชนอาจจะทะลุ 160 เสียง อะไรไป เพราะเดิมตอนเลือกตั้งปี 2566 สมัยพรรคก้าวไกลก็ได้ สส.รวมหมด 151 เสียง โดยหากเลือกตั้งที่จะมีขึ้น หากพรรคประชาชนเสียงหย่อนลงไป เช่นเสียไปสัก 10 เปอร์เซ็นต์เทียบกับของเดิม ก็หมายถึงพรรคประชาชนเสียงก็หายไปแล้ว 15 ที่นั่ง ก็เหลือประมาณ 135-136 ที่นั่ง ที่แปลว่าทั้งภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีโอกาสเท่าๆ กัน ก็ทำให้ตอนชิงตั้งรัฐบาลมันก็มีความชอบธรรมมากขึ้น แต่ถ้าเกิดพรรคประชาชนได้มา 180 เสียง แล้วภูมิใจไทยได้แค่ 110 เสียง โอ้โห จะไปเปิดตัวรัฐบาลตั้งรัฐบาล ตั้งแต่ต้นมันก็ลำบาก
ดร.สติธร-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเชิงวิเคราะห์ถึงทิศทางการเมืองไทยโดยโฟกัสที่ "พรรคการเมืองกับการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง" ที่จะมีขึ้น หลังพูดถึงพรรคภูมิใจไทยไปแล้วข้างต้น ซึ่งในส่วนของ พรรคประชาชน มองว่ากระแสพรรคหรือฐานเสียงของพรรคประชาชนน่าจะเท่าเดิม โดยคิดบนฐานคะแนนแบบแบ่งเขตก่อนก็ได้ว่าคะแนนทั้งประเทศ ประมาณ 9-10 ล้าน น่าจะยังอยู่กับพรรคประชาชนในทั้งบัตรเลือกตั้ง โดยยังไม่เอาว่าครั้งที่แล้วเขาได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 14 ล้านเสียง ผมว่าอาจจะเหนื่อยหน่อยที่จะทำให้ได้คะแนนเท่าเดิม แต่ถ้าเอาคะแนนฐานเขตเป็นหลักประมาณ 10 ล้าน ผมว่าสองบัตรเลือกตั้งยังพอได้ เพียงแต่ว่า 2 บัตรแล้วก็ได้ฐานประมาณ 10 ล้าน หากจะแปลงเป็นที่นั่ง ผมว่ารอบนี้แปลงแล้วจะได้ที่นั่งน้อยกว่าเดิม
... เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว สมัยเป็นพรรคก้าวไกล ได้ สส.เขต 112 คน หลายเขตเลือกตั้งตัวแปร-ตัวตัดมันเยอะ แม้กระทั่งตัวตัดแดงกับน้ำเงินตัดกัน แล้วเขาแซงขึ้นมา ก็มีหลายพื้นที่ แต่วันนี้พอมีปัจจัยเรื่องแดงอ่อนแรง แล้วน้ำเงินแข็ง จากเดิมแดงตัดกับน้ำเงิน ก็จะกลายเป็นว่าน้ำเงินมันจะโดด จนคะแนนที่พรรคประชาชนจะแทรกขึ้นมาเป็นตาอยู่ ดูแล้วหลายที่มันจะน้อยลง ทำให้ผมคิดว่าสำหรับพรรคประชาชน คะแนนอาจจะเท่าเดิม แต่ว่าพอแปลงมาเป็นที่นั่ง สส.จะทำให้ได้ที่นั่ง สส.ลดลง
ขณะที่คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนก็มีโอกาสที่จะไม่ได้คะแนนเท่าเดิม อันนี้จะเชื่อมโยงกับการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อพูดถึงประชาธิปัตย์แล้วก็พูดต่อเลยคือ การที่ประชาธิปัตย์กลับมา ผมรู้สึกว่าคือกลับมาแบบขอมีความหวังในคะแนนบัญชีรายชื่อ แยกเป็นส่วนหนึ่งก็คือคะแนนเดิมสายอนุรักษนิยมที่เคยโหวตให้พลเอกประยุทธ์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ) แต่อีกส่วนหนึ่งผมเชื่อว่า โอกาสที่จะไปดึงคะแนนดั้งเดิมที่เขาเคยโหวตให้ประชาธิปัตย์ แต่ว่าครั้งที่แล้วเขาหันไปโหวตพรรคก้าวไกล ตรงคะแนนก้อนนี้คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์หวังได้ โดยพรรคการเมืองอื่นหวังยากในกลุ่มเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยก็หวังยากกับคะแนนก้อนดังกล่าว พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่น่าจะทำได้ มีแต่ตัวประชาธิปัตย์ที่จะมาเอาคะแนนก้อนนี้ไปจากพรรคประชาชนได้ ตรงนี้คือโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ อืม เพราะว่าเราพบว่าในฐานเสียงหลายแห่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่พบในหลายจังหวัดที่ฐานเสียงเคยเป็นสีฟ้า มันเทิร์นส้ม แปลว่าคะแนนพวกนี้คือคะแนนที่พรรคประชาธิปัตย์ถ้ากลับมาดีๆ คนที่ผิดหวังกับพรรคประชาชนอาจจะกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ อันนี้คือโอกาสของประชาธิปัตย์
ส่วน พรรคเพื่อไทย หลายคนก็เห็นสภาพ เลือดมันไหลออกเยอะ และวันนี้ก็เหลือพื้นที่จำกัด เฉพาะที่มันแดงแท้ๆ รักกันจริงจัง มากันแต่ดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ที่วันนี้ต้องพึ่งพากลุ่มสามมิตร(สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) โดยโจทย์ของเพื่อไทยคือต้องหาแคนดิเดตนายกฯ ถ้าเพื่อไทยมั่นใจ ว่าจะกลับมาเป็นพรรคเกิน 100 ที่นั่ง ผมเชื่อว่าแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคต้องเป็นคนตระกูลชินวัตรเท่านั้น แต่ถ้าเกิดประนีประนอมไปเอาคนข้างนอกหรือคนกลาง เช่น คุณวราวุธ ศิลปอาชา มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แปลว่าอันนี้คือทำใจเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะว่าคุณวราวุธ หมายถึงว่าคือเหมือนเป็นสะพานเชื่อมจะไปจับมือกับภูมิใจไทยหลังเลือกตั้ง คือคิดแบบนี้ มันสะท้อนชัดว่าทอดสะพานไปหา จะประนีประนอม
เพราะถ้าเป็นคนตระกูลชินวัตร การจะไปขอประนีประนอมกับภูมิใจไทยมันจะหาคำตอบคำอธิบายยาก แต่พอเป็นวราวุธ ซึ่งสองพรรคนี้ (ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย) ก็มีคนที่เติบโตมาจากพรรคชาติไทยด้วยกัน แต่วันนี้แยกกันอยู่ มีทั้งแดง-น้ำเงิน ก็ทำให้พอดันขึ้นมา ก็เหมือนเป็นคนกลางที่จะไปเชื่อมประสานให้ไปไปร่วมรัฐบาลกันได้ แปลว่ายุทธศาสตร์ของเพื่อไทยวันนี้ มีแนวโน้มว่าทำใจแล้วว่าอาจจะเป็นพรรคต่ำกว่าหนึ่งร้อยเสียงหลังเลือกตั้ง แต่ว่ายังอยากเป็นพรรคตัวแปร อยากร่วมรัฐบาล คือเป็นพรรคที่เมื่อนำ สส.ของเพื่อไทยไปอยู่ด้วย ข้างนั้นก็ได้เป็นรัฐบาล เพื่อไทยน่าจะไปอยู่ในสถานะพรรคการเมืองแบบนี้
ส่วน พรรคกล้าธรรม ก็คล้ายกัน คือเขาจะทำตัวแบบเพื่อไทยเพียงแต่ว่าวิธีการทำของเขาก็อาจจะมี แต่พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่อาจจะมียุทธศาสตร์สองขา หมายถึงว่าบางพื้นที่อาจจะวางยุทธศาสตร์คล้าย ๆ กับกึ่งๆ จะร่วมกับเพื่อไทยคือ ไม่สู้กันในบางพื้นที่บางจังหวัด แบ่งเขตกันได้ก็แบ่ง และบางพื้นที่ก็จะไปมีการวางยุทธศาสตร์กับภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน คือเป็นพรรคที่เน้น สส.เขตแบบภูมิใจไทย แล้วก็เน้นวางยุทธศาสตร์ว่าจะไม่ตีกัน ไม่ตีกันจนตาอยู่คาบไปกิน ยกเว้นที่มันไม่ไหวจริงๆ คือ มันเป็นฐานการเมืองในพื้นที่ซึ่งทะเลาะกันมาดั้งเดิมก็ต้องยอมให้ตัดกัน แต่ถ้าเลี่ยงได้เขาก็เลี่ยง
ดร.สติธร ยังมองอนาคตการเมืองของ พรรคเครือข่าย 3 ป. ทั้งพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ที่เคยชูพลเอกประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ว่า คิดว่าคงไปต่อลำบาก อย่างพลังประชารัฐ พรรคก็ยังคงอยู่ในการเลือกตั้งแต่ว่าไม่น่าจะได้เสียงเยอะ เพราะจะไหลออกจากพรรคไปเกือบหมด ตอนนี้ กลุ่มแข็งๆ ก็ออกไปเกือบหมด ทำให้ในการเลือกตั้งอาจจะได้ สส.ระดับตัวเลขตัวเดียว ส่วนรวมไทยสร้างชาติ มองว่าความเป็นพรรคสัญลักษณ์พรรคลุงตู่ จากนี้ก็คงหมดไป เพียงแต่ว่าวันนี้ต้องยอมรับเหมือนกันว่าการที่เป็นพรรคที่มีความเป็นพรรคลุงตู่มันก็เหมือนกับสลายตัว แล้วก็เข้าไปผนวกรวมกับภูมิใจไทย มันก็ชัดเจนว่าวันนี้ จะมีการเปลี่ยน มีการรีแบรนด์ภูมิใจไทยให้เป็นพรรคที่มีส่วนผสมของความเป็นพรรคลุงเข้าไปด้วย
นักเศรษฐศาสตร์การเมือง
มอง 4 เดือนรัฐบาลอนุทิน
กับข้อเสนอจบปัญหาไทย-กัมพูชา
ด้านความเห็นจากนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง "รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" ให้ความเห็นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทินที่มีเวลาการทำงานไม่เกิน 4 เดือน และจะมีการยุบสภาฯในปีหน้า 2569 ว่า แม้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจมีข้อดีในแง่มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ซ้ำเติมปัญหาทางการคลังของประเทศ เนื่องจากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีการใช้งบประมาณเกินตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การใช้เงินนอกงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐตลอดมา ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 65% ของ GDP
"ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาในการบริหารประเทศ สิ่งที่รัฐบาลสมควรทำเพื่อบรรเทาการขาดดุลงบประมาณมีดังนี้ ประการแรกควรยกเลิกมาตรการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งได้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าไวน์จากเดิมอยู่ที่ 54-60% มาเป็น 0% นับแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2567เพราะมาตรการนี้นอกจากจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ยังเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าไวน์นอก รวมถึงผู้ดื่มไวน์ระดับไฮเอนด์ อีกทั้งก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น"
...ประการต่อมา รัฐต้องลดการใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดภาระการคลัง ซึ่งส่วนที่สามารถดำเนินการแก้กฎหมายได้เลย ไม่ต้องเกรงว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ คือการลดเงินเดือนคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ลดเบี้ยประชุมกรรมาธิการและคณะกรรมการอื่นๆ ที่ปัจจุบันได้รับเงินหลายทางในระดับที่สูง รวมถึงเร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหลเข้ากระเป๋านักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ
..ประการสำคัญที่สุด รัฐบาลสมควรยกเลิก 7 โครงการความช่วยเหลือกัมพูชาที่นางสาวแพทองธารชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยตกลงกับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย เพื่อให้ประเทศกัมพูชาได้ตระหนักว่า การโจมตีโรงพยาบาล สถานประกอบการ และบ้านเรือนประชาชนจนทำให้เด็กนักเรียนไทย คนไทย และทหารไทย ต้องบาดเจ็บ พิการ ล้มตาย เมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 มีราคาที่ต้องจ่าย"
ถามถึงว่าการที่รัฐบาลมีเวลาทำงานน้อย แล้วอาจมีการออกนโยบายแบบประชานิยมออกมา "รศ.ดร.ชิดตะวัน" ให้ความเห็นว่า จากรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10ตุลาคม 68 พบว่า นโยบาย “ซื้อหนี้” ซึ่งมองผิวเผินอาจเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ความจริงแล้วก่อให้เกิดผลเสียอย่างมาก
ประการแรก โครงการนี้ประมาณ 60% เป็นการช่วยลดหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเอกชนเพื่อให้มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ผู้บริหารประเทศต้องตระหนักว่าการกู้เป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ให้สินเชื่อโดยหวังกำไรจากดอกเบี้ยก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าแทรกแซงด้วยการนำเงินที่ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่นำส่ง FIDF ไปถลุง
ประการที่สอง การรับซื้อหนี้ของประชาชนโดยธนาคารออมสินจากสถาบันการเงินของรัฐ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของธนาคารออมสิน ซึ่งมีสถานะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ ทำให้ประชาชนทุกคนทั้งที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการต้องร่วมกันรับผิดชอบผ่านการจ่ายภาษี นอกจากนี้ยังส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นด้วย ประการต่อมา ประชาชนคาดหมายว่า พรรคการเมืองจะชูนโยบายซื้อหนี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ส่งผลให้คนที่มิได้เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ในจำนวนที่ไม่มากอาจหันมาก่อหนี้เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์จากความช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐเต็มจำนวน ในขณะที่สถาบันการเงินก็จะยิ่งปล่อยให้ลูกค้ารายใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้จะซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน ตลอดจนปัญหาทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีคุณภาพและไร้ความรับผิดชอบของประเทศให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจจบลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง การล้มลงของสถาบันการเงินจำนวนมากดังเช่นเหตุการณ์ The Great Depression ในสหรัฐ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากการปล่อยกู้อย่างหละหลวมของสถาบันการเงิน
"ดังนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะสั้นควรจำกัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อย พร้อมการให้องค์ความรู้และเครื่องมือเพื่อสร้างรายได้ สำหรับในระยะยาว รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้ทรัพยากรมนุษย์มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดีมีความสามารถ ขยันอดออม มีวินัยทางการเงิน
ขณะเดียวกัน รัฐต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ขจัดระบบเส้นสายเพื่อให้คนไทยมีกำลังใจที่จะพัฒนาศักยภาพ สร้างความเจริญให้ทั้งตนเองและประเทศชาติต่อไป"
"รศ.ดร.ชิดตะวัน-นักวิชาด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" ยังกล่าวถึงเรื่องของการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาที่ยังคงเป็นมีปัญหากันอยู่ว่า กัมพูชามีพลเมืองเพียง 17 ล้านคน ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน นอกจากนี้กัมพูชามีแสนยานุภาพทางการทหารด้อยกว่าประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยปี 2568 ไทยจัดสรรงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงกว่ากัมพูชาเกือบ 8 เท่า แต่ฮุน เซน เหิมเกริมกล้าทำสงครามกับประเทศไทย อีกทั้งยังท้าทายว่าให้ไทยปิดด่าน 100 ปี ก็เพราะฮุน เซน เล็งเห็นจุดอ่อนของประเทศไทยว่า มีนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่หิวเงิน จนละเลยศักดิ์ศรี เกียรติภูมิและความมั่นคงของชาติ เมื่อพิจารณาประเทศอื่นๆ พบว่า ต่างมีมาตรการที่แข็งกร้าวต่อประเทศที่คุกคามเอกราชและเป็นภัยต่อความมั่นคง อาทิ ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการยุติการค้าทั้งหมดกับเกาหลีเหนือนับแต่ปี 2552 และห้ามชาวเกาหลีเหนือเข้าประเทศตั้งแต่ปี 2559 นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังจำกัดการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ เพื่อป้องกันการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ในปี 2562 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตอบโต้พฤติกรรมของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่หมิ่นเกียรติภูมิประเทศ โดยการงดส่งออกสินค้าที่เกาหลีใต้ต้องการเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี
จะเห็นได้ว่าการลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นกับประเทศเหล่านี้อย่างจริงจังและแข็งกร้าว เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงและเกียรติภูมิของประเทศ แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านยังมิได้มีการโจมตีญี่ปุ่นแต่อย่างใด หากประเทศไทยไม่แสดงความเด็ดขาดทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจให้เป็นที่ประจักษ์ ฮุน เซน ก็จะฮึกเหิมกระทำการต่อประเทศไทยหนักและรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และการโจมตีประเทศไทยในอนาคตอาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะเขตชายแดน เพราะกัมพูชามีประสบการณ์แล้วว่าการยิงระเบิดใส่โรงพยาบาล สถานประกอบการ บ้านเรือนประชาชน จนเด็กนักเรียนไทย คนไทย ทหารไทยบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกัมพูชา
"ดังนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงต้องสั่งสอนนายฮุน เซน ด้วยการยุติความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับกัมพูชา รวมถึงยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพให้กัมพูชาเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีรัฐบาลที่พร้อมพลีชาติเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือกลุ่มทุนใดๆ อีกต่อไป"
ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบจัดการ
ด้าน "รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา-อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-อดีตนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานระดับเบอร์ต้นๆ ของประเทศไทย" ให้ความเห็นต่อแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน ที่มีเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาฯ ปลายเดือน ม.ค.2569 ว่า 4 เดือนของรัฐบาลอนุทิน คงทำอะไรระยะยาวไม่ได้ ก็คงจะต้องไปแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) มันยุติลงได้โดยเร็ว เพราะว่าสถานการณ์แบบนี้มันซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ก็ลำบากอยู่แล้วให้มันหนักหนามากขึ้น เพราะว่าปกติแล้วการค้าขายกับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา ประเทศไทยเราได้เปรียบดุลการค้าค่อนข้างมาก แต่พอมีการปิดด่านก็ทำให้เราขาดรายได้ตรงนี้ไปเยอะ
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่จำเป็นก็คือต้องคุยกันให้รู้เรื่อง โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่รู้สึกเสียเปรียบอะไร โดยให้มันมีหลักมีเกณฑ์ที่จะพูดคุยกันต่อไประยะยาว ถ้าหากว่าระยะสั้นทำให้มันเสร็จลงไม่ได้ เพราะว่าถึงยังไงเราก็ต้องอยู่กันต่อไปเป็นอีกหลายร้อยหลายพันปี เพราะฉะนั้น การค้าชายแดนเป็นรายได้สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ทำอย่างไรให้มีการฟื้นฟูได้โดยเร็ว เพราะหากแก้ปัญหาได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจเราดีขึ้น โดยเฉพาะจะทำให้การส่งออกสินค้าของเราดีขึ้น รวมถึงก็จะได้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะเริ่มจะเห็นแล้วถึงการเก็บผลิตผลทางด้านการเกษตร เราเองก็เสียหายเป็นหลายพันล้าน
ขณะเดียวกัน มันก็น่ากลัวว่าระยะยาวในเรื่องการทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ต้องใช้แรงงานต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานกัมพูชา มันจะต้องล่าช้าออกไป ผมว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจไทยแทนที่จะได้ฟื้นตัวเร็ว อย่างที่เราคาดหวังมันก็จะต้องยืดระยะเวลาออกไป ซึ่งมันก็ลำบาก จึงต้องพยายามทำเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุด เพราะเป็นปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็เรื่องอื่นๆ ผมว่าก็คงต้องรีบทำเหมือนกัน แต่ว่าเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องสังคมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่การที่รัฐบาลจะอยู่แค่ 4 เดือน ผมว่าเอาเรื่องนี้ให้จบก่อนน่าจะดี เพราะมันมีผลทางเศรษฐกิจและการเมือง
"รศ.แล-สว.และอดีตนักเศรษฐศาสตร์" ยังให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลแบบคลิกวินของรัฐบาลด้วยว่า เรื่องนโยบายแบบควิกวิน ผมคิดว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สุดท้ายควิกวินจะได้ผลหรือไม่ ต้องกลับไปดูที่หนี้ครัวเรือน เพราะว่าถ้าหนี้ครัวเรือนมันเต็มแม็ก สมมุติว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการให้เงินไป 100 บาท แต่พอหนี้ครัวเรือนสูง เวลานำเงินไปใช้จ่ายกันจริงๆ ก็จะอยู่ที่ 10-20 บาท ซึ่งตรงนี้แรงกระตุ้นมันคงน้อย แต่ว่ายังไงก็แล้วแต่ มันก็ดีกว่าไม่ทำ แต่ว่ารัฐบาลก็คงพยายามทำยังไงที่จะควบคุมให้เงิน 100 บาทที่จ่ายลงไป มันหมุนเวียนได้มากที่สุด ทำยังไงไม่ให้เงินพวกนี้กลายเป็นเงินที่ต้องไปใช้หนี้ เพราะถ้านำเงินไปใช้หนี้ ก็จะไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบ เพราะเงินส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่เจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้เป็นคนมีเงินอยู่แล้ว พอเงินไปถึงมือเจ้าหนี้ เขาก็นำเงินไปเก็บ เพราะเขารวยอยู่แล้ว เขาไม่เอาไปจับจ่ายใช้สอยอะไร เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรที่จะต้องมีมาตรการเสริมที่สร้างหลักประกันว่าเงิน 100 บาทที่ให้ไป มันก็ต้องไปเข้าสู่วงจรของการจับจ่ายใช้สอยให้ได้มากที่สุด จุดนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อถามถึงว่า รัฐบาลอาจจะมีการออกนโยบายเชิงประชานิยม เพื่อหวังผลไปถึงการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปีหน้า อาจมีการนำงบกลางของงบประมาณรายจ่ายปี 2569 มาใช้ คิดว่าตรงนี้น่าเป็นห่วงหรือไม่ มีอะไรที่จะทักท้วงไว้ก่อนหรือไม่ "รศ.แล" ให้ความเห็นว่า เรื่องของประชานิยม มันไม่ได้เสียหาย แต่มันเกิดผลที่ยั่งยืน เพียงแต่ว่าแทบทุกการจับจ่ายใช้สอยทุกอย่างมีต้นทุน ฉะนั้นถ้ามีการไปควักเอาเงินที่ควรจะทำประโยชน์ได้มากไปใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์น้อยหรือเกิดประโยชน์ระยะสั้น อันนี้มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เสียหาย จึงต้องพยายามดูว่าหากจะไปควักงบกลางมา ซึ่งถ้าไม่มีเรื่องฉุกเฉินอะไรมันก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าเกิดเอาออกมาใช้มากๆ เวลามันเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา จะต้องทำยังไง อันนี้ก็ต้องคิดให้หนักว่าดึงออกมาใช้ ผลที่ได้จากการใช้กับการเสียประโยชน์จากการที่เงินเหล่านี้ถูกเอามาใช้ก่อนความจำเป็น มันคุ้มกันหรือไม่ คิดว่าต้องคำนวณดูให้ดี เพราะว่างบกลาง-งบฉุกเฉิน เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าอย่างพายุบัวลอย ถ้าเราดูประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามก็สาหัสมาก ซึ่งหากของเราโชคดีไม่เกิดอะไรขึ้นก็แล้วไป แต่ว่าหากนำไปใช้มากๆ แล้วเกิดเหตุอะไรแบบนี้ขึ้นมา จะทำยังไงก็คงต้องคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดให้เยอะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความฉ้อฉลทางจิตวิญญาณ .. ภัยร้ายของมนุษยชาติ!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ผลพวงจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สะท้อนเหตุปัจจัยภาคสังคมหลายประการ ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาพิจารณาเพื่อความเข้าใจในสภาพธรรมทางสังคม ที่สะท้อนภาวะผลกรรมในองค์รวมของ กระแสจิตวิญญาณมหาชน..
บทสะท้อน... กระแสจิตหมู่... ภาคสังคม .. สู่การเลือกตั้ง!! .. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ..
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. กำลังจะเข้าสู่ วันแห่งสันติภาพ.. ที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงเสียงประชาชนเป็นใหญ่ หมายถึง อำนาจในการปกครองที่มาจากปวงชน.. อันเป็นที่มาของคำถามว่า อะไรคืออำนาจ, อะไรคือหน้าที่.. และ หน้าที่กับอำนาจ จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นไปเพื่อ สันติภาพของมนุษยชาติแท้จริง... ดังที่จะได้มีการใช้อำนาจ (อธิปไตย) ผ่านหน้าที่ตามสิทธิในการเลือกตั้งตามระบอบ ให้อำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนใช้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ในประเทศของเรา..
ธรรมชาติโดยธรรม ของผู้นำ ผู้แทน ผู้ปกครอง!
เจริญพร สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องการเลือกผู้นำตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศในโลกตะวันตกพากันเห่อ.. คลั่งไคล้.. จนแพร่ระบาดมาสู่เอเชีย แผ่ไปทั่วบ้านเล็กเมืองน้อย ที่อนุวัตไปตามกระแส โลกาธิปไตย จริงๆ แล้ว มิใช่เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่เกิดการอุบัติขึ้นของสังคมมนุษยชาติ
เสียงสะท้อน-ข้อเสนอนโยบาย จากภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..
เจาะสนามเลือกตั้งขอนแก่น กระแส-กระสุนวัดกันเดือด!
กลายเป็นอีกสนามเลือกตั้งที่คอการเมืองต่างเฝ้าจับตามองและหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าเก้าอี้สำคัญของ จ.ขอนแก่น มาให้ได้ ดูได้จากการโหมโรงหรือการลงพื้นที่หาเสียงจากทุกพรรคการเมืองที่ล้วนต่างขนขุนพลชั้นนำระดับประเทศมาพบปะ มาปราศรัย มาลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.เขตของตนเอง แม้กระทั่งบางพรรคจะไม่มีตัวผู้สมัครเขต แต่ก็มาขอคะแนนเสียงเพื่อลงคะแนนให้กับ สส.บัญชีรายชื่อกันแทบทุกวันกันเลยทีเดียว

