เกร็ดเรื่องราว จาก.. จาริกปฏิบัติธรรม .. พุทธภูมิ อินเดีย (๒)

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. บนเส้นทาง จาริกแสวงบุญ-ปฏิบัติธรรม ด้วยการประกอบศาสนกิจอันถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัย.. นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของความเป็นพุทธบริษัทใน พระพุทธศาสนา ด้วยการรู้จัก ฐานะ-บทบาท-หน้าที่ ของตนในขณะนั้นๆ.. เพื่อจะได้นำไปสู่แนวทาง-หลักการในการปฏิบัติว่า สิ่งใดควรทำ.. สิ่งใดไม่ควรทำ.. โดยคำนึงถึง ประโยชน์และความเหมาะควร เป็นจุดมุ่งหมาย

การคำนึงถึง ประโยชน์-ความเหมาะควร ทำให้เราต้องคำนึงถึง วิธีการปฏิบัติ-ผลแห่งการปฏิบัติ จึงจะครบองค์ความรู้ชัดหรือความรู้ที่ถึงอย่างบริบูรณ์ด้วยตนเองโดยประการต่างๆ.. ที่พุทธศาสนาเรียกว่า สัมปชัญญะ ที่จำแนกเป็น ๔ ส่วนตามที่กล่าวมาว่า...

..พึงตระหนักรู้ชัดว่า.. สิ่งที่กระทำนั้นมีประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายที่เป็นธรรม ตรงธรรม.. เพื่อสร้างธรรม หรือไม่..

..พึงตระหนักรู้ชัดว่า.. สิ่งนั้นๆ ที่เป็นประโยชน์ มีความเหมาะควรโดยธรรม หรือไม่ ที่เป็นไปเพื่อความเป็นกุศลธรรมส่วนเดียว

..พึงตระหนักรู้ชัดอยู่ตลอดเวลา.. ถึงหน้าที่การทำงานที่กำลังกระทำอยู่.. มีปัญญารู้อารมณ์ (เรื่องราว) ที่ควรเทียวไป (พิจารณา-นึกคิด) ว่าเป็นประโยชน์ เหมาะควรที่จะพิจารณา เพื่อให้เกิดการรู้ตามความเป็นจริง หรือไม่.. ในข้อนี้ หากจะสรุป คือ ต้องมีสติกำหนดรู้ เพื่อประกอบความเพียรชอบในทุกภาวะอารมณ์ (เรื่องราว) นั้นๆ.. เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง

..พึงตระหนักรู้ชัดอยู่ตลอดเวลา.. จนเห็นตามความเป็นจริง ถูกต้อง ตรงธรรม.. ไม่วิปลาสคลาดเคลื่อนไปตามความรู้สึก.. ความหมายรู้และความปรุงแต่งไปในโลกแห่งความคิดตามวิสัยปุถุชน.. จนสามารถแยกแยะแจกแจงให้เห็นความเป็นธรรมดาที่เป็นปรมัตถธรรมของสิ่งนั้นๆ ได้ว่า.. แท้จริงเป็นอย่างไร

ดังการเดินทางไปประพฤติปฏิบัติธรรม-ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันมาฆบูชาโลกที่ เวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ/อินเดีย ระหว่าง ๑-๙ มีนาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ที่อุตสาหะประกอบความเพียรอันยิ่ง.. ด้วยการเสียสละในทุกด้าน ทั้งกำลังกาย-กำลังทรัพย์ เพื่อความสำเร็จประโยชน์ที่ควรในเขตบุญพระพุทธศาสนา.. ที่จักสำเร็จได้ด้วยความตระหนักรู้ชัดในการกระทำของตนเองว่า.. ทำเพื่ออะไร.. เหมาะควรหรือไม่.. ทำอย่างไร และจะให้ผลเป็นอย่างไรจากการกระทำนั้น...

จาก ๔ ประการดังกล่าว ที่ต้องรู้จักตั้งคำถามใจตนเอง.. เพื่อการ ปลุกเสกจิตใจ ให้ตื่นรู้ขึ้นมา ด้วยการมี สติ+มนสิการ ที่จะก่อให้เกิดการรู้จักพิจารณาโดยแยบคาย เพื่อการเกิดปัญญา.. เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นบริษัทในพระพุทธศาสนา ที่มีความศรัทธาปสาทะใน พระสัมมาสัมพุทโธ ในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือกล่าวโดยย่อว่า.. พระพุทธเจ้า

คำว่า.. สัมมาสัมพุทโธ จึงเป็นองค์คุณของพระพุทธศาสนาที่เป็น อสาธารณะ คือ ไม่เป็นไปในบุคคลอื่น แม้พระสาวก.. ด้วยเป็นปัญญาตรัสรู้ชอบใน อริยสัจ ๔ โดยพระองค์โดยชอบ .. ซึ่งหมายความว่า ในพระสงฆ์สาวกจะตรัสรู้ได้นั้น ต้องฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น.. ไม่ว่าในช่องทางใดจึงจะตรัสรู้ได้ แม้ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถหยั่งรู้ธรรมได้บริบูรณ์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า จึงไม่อาจแสดงธรรมให้ผู้อื่นรู้ตามได้ จึงไม่เรียกว่า สัมพุทโธ หรือ สัมมาสัมพุทธะ

การเดินทางไปประพฤติปฏิบัติกิจในฐานะชาวพุทธในพุทธภูมิ ตามสังเวชนียสถานต่างๆ ที่ปรากฏตั้งอยู่ในอินเดีย-เนปาล จึงควรรู้ คุณค่าหรือเกียรติคุณ ของพระผู้มีพระภาคผู้เป็น พระสัมมาสัมพุทโธ เพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามแบบแผนของพระพุทธศาสนา ในฐานะของพระภิกษุ-สามเณร หรืออุบาสก-อุบาสิกา.. ที่ปัจจุบันออกจะสับสนฟั่นเฟือนในฐานะ หน้าที่ บทบาท.. จึงได้เห็นการปฏิบัติที่มุ่งเข้าสู่ กระแสความทุกข์ กันเป็นส่วนใหญ่.. อย่างไม่แตกต่างจากพวกนอกศาสนา และบางพวก บางกลุ่ม บางคณะ ออกอาการหนักกว่าพวกนอกศาสนา.. จนถูกดูถูกว่า นี่หรือคือชาวพุทธ โดยเฉพาะพวกที่โกนหัว ห่มเหลือง แต่กลับปฏิบัติตนยิ่งกว่า คนเสพกาม.. ด้วยการนำผ้าเหลืองมาห่มหลอกลวง ด้วยการประพฤติตนแสวงหาในวัตถุกาม จนทำให้เกิด พุทธพาณิชย์ แพร่ไปทั่วในเขตพุทธภูมิ ดังปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ ที่รัฐบาลอินเดียได้สั่งการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่ปรากฏเป็นคดีความ ตัดสินในหลายแห่งและกำลังถูกตรวจสอบอยู่จำนวนมาก.. ดังมีการจับกุมพระบางรูปที่เป็นเจ้าอาวาสวัดในเขตแดนพุทธภูมิ และได้ส่งตัวกลับประเทศด้วยพฤติกรรมเลวๆ ที่แม้ทางอินเดียยังรับไม่ได้

จริงๆ แล้ว เรื่องพฤติกรรมพระเลวๆ ที่แพร่ไปทั่ว ไม่ใช่เรื่องปกปิดใดๆ เพราะมีเป็นข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์อินเดียบ่อยครั้ง อย่างในอดีตที่เคยเห็น ได้แก่ ข่าวพระภิกษุมีพรรษาอายุ เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยบางแห่ง กระทำการล่วงเกินทางเพศต่อผู้ชายด้วยกันที่เป็นชาวอินเดีย จนนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี หรือพระบางรูปที่พยายามทำตนเป็นมาเฟีย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกรณีคนอินเดียที่ใกล้ชิดถูกฆาตกรรม จนเป็นที่เพ่งเล็งในทางการสอบสวน...

ข่าวเหล่านี้ ล้วนแล้วถูกเผยแพร่บนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือเล่าขานกันไปทั่วใน หมู่ชาวพุทธนานาชาติในอินเดีย โดยเฉพาะแถวพุทธคยา.. ซึ่งแม้แต่ความเป็น พระแต๋ว เณรตุ๊ด.. แม่ชีพาณิชย์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ปกปิด แค่เพียงเดินไปถามแขกขายโรตีแถวพุทธคยาก็ย่อมทราบดี โดยเฉพาะการทำมาค้าขาย.. การประกอบธุรกิจของพระ.. วัดวาอารามที่เกี่ยวข้อง ที่หน่วยงานรับผิดชอบของ รัฐบาลอินเดียเรียกขานว่า พุทธพาณิชย์ที่มีมากในพระนานาชาติตามวัดวาอารามต่างๆ โดยเฉพาะการก่อสร้างอย่างผิดกฎหมายบ้าง ถูกกฎหมายบ้าง.. ที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในบ้านเมืองของอินเดียในเวลานี้..

..ด้วยเม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลไปในกระแสศรัทธา จึง ก่อเกิดวัดมากถึง.. ๑๕๐ แห่ง จากการสำรวจถึงปี ๒๐๒๖ (พ.ศ.๒๕๖๙) โดยมีเพียง ๕๕ แห่ง ที่จดทะเบียนถูกต้องกับทางอินเดีย (เทศบาลพุทธคยา) จึงมีการสั่งระงับการก่อสร้าง.. การตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง.. จำนวนห้องพักในแต่ละวัด.. การจัดการและการใช้พื้นที่.. การใช้วัดเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ.. การใช้พื้นที่วัดไปในเชิงพาณิชย์.. การถือปฏิบัติตามกฎหมายของเทศบาลพุทธคยา.. การลงทะเบียนข้อมูลการเข้าพักของชาวต่างชาติในแต่ละวัดและ ตรวจสอบการแปรวัดไปเป็นเชิงพาณิชย์ ที่กำลังลือลั่นไปข่าวสะท้านเมือง.. กระทบกระเทือนถึงจิตใจของอาบังทั้งหลายที่ทำมาหากินในท้องถิ่น..โดยสุจริต..

สิ่งสำคัญที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ซึ่ง รัฐบาลไทยควรตรวจสอบเพื่อคิดหามาตรการป้องกัน ได้แก่ การเรี่ยไรมหาชนในทำนองการบอกบุญ ด้วยการคิดอ่านทำ โครงการ (Project) บุญต่างๆ .. เพื่อนำมาเป็นสารตั้งต้นในการชักจูงให้ประชาชนหลงเชื่อบริจาคไปตามการเรี่ยไรนั้น... โดยมีสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวดึงใจให้เกิด ความพึงใจ (ฉันทะ) ที่อยากจะทำบุญ เพื่อให้ได้มหาบุญตามแรงโฆษณา โดยไม่มีการตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย ว่าได้รับและใช้จ่ายเป็นจริงอย่างไร เท่าไร.. หักแล้วคงเหลือจ่ายเท่าไรอย่างไร.. ใคร/องค์กรใดเป็นผู้รับรองความน่าเชื่อถือในบัญชีรายรับ-รายจ่ายนั้น.. และการบอกบุญเรี่ยไรนั้น แม้ในต่างแดน ว่า.. ได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไร (บอกบุญ) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่.. โดยหน่วยงานใดของรัฐบาลไทยเป็นผู้อนุญาต... ฯลฯ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาโดยย่อ.. เป็นเรื่องที่ควรได้รับความใส่ใจจากทุกฝ่าย ทั้งจากองค์กรบ้านเมืองและองค์กรฝ่ายศาสนา เพื่อช่วยกันกำกับดูแลในส่วนเกี่ยวข้อง.. มิควรปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรม.. หรือหลงเชื่อเจ้ากูบางรูป.. จนที่สุดยากจะแก้ไข...

จริงๆ แล้ว ทุกปัญหาควรได้รับการแก้ไขกันมานานแล้ว เพราะมิใช่ไม่รู้เรื่องกัน.. แต่เพราะไม่มีใครใส่ใจหยิบยกเอาเรื่องมาพิจารณา เพื่อการหามาตรการแก้ไขป้องกันอย่างจริงใจ.. ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามข่าวสารในเรื่องดังกล่าวกันต่อไป.. เพื่อช่วยกันดูแล ปกป้อง พระพุทธศาสนา จากมารทั้งปวง!!.

 

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้

พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...

“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง