“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

การสืบสานงานบุญประเพณีสงกรานต์ด้วยสัญลักษณ์ของความกตัญญู.. ความรักสามัคคี ที่เชื่อมโยงกับครอบครัว สู่ชุมชน ประเทศชาติ ในวันเถลิงศก ที่นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยแท้จริง จึงนับเป็นเอกลักษณ์ไทยที่สำคัญยิ่ง ที่ได้รับการยอมรับกันมายาวนาน จนเป็น Spiritual DNA ของชาวไทยแท้จริง.. สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก

ความเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ของ “สงกรานต์” (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year festival) เพื่อสะท้อนให้เห็นจริงของความเข้มแข็งในบทบาทอันแข็งขันของชุมชนท้องถิ่นไทย ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าถึง พัฒนา และสงวนรักษาประเพณีดังกล่าวไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง อีกทั้งยังแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ ของไทยด้วย

จึงเป็นหน้าที่ของชาวไทย.. ที่ควรแสดงความภาคภูมิใจด้วย การตระหนักรู้.. อย่างมีสติปัญญา เพื่อเข้าใจ.. เข้าถึง คุณค่าของ “สงกรานต์” ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและประเพณี ในความเป็นวิถีพุทธ

การแสดงออกใดๆ .. เนื่องใน เทศกาลสงกรานต์วันปีใหม่ไทย จึงต้องคำนึงถึง วัฒนธรรมและประเพณี .. ที่มีธรรมเป็นแก่นสาร ไม่ว่า จะคิด, พูด หรือทำ.. ที่ควรจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน สังคม ยิ่งในฐานะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง..

...คงไม่เหมาะสมเลย.. หากปรากฏผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น ที่เป็นผู้แทนของประชาชน ไปแสดงออกอย่างไร้วัฒนธรรมบนเวทีประเพณีไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์.. ซึ่งแม้ว่าจะอ้างว่าเป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน หากเข้าใจความหมายของคำว่า วัฒนธรรม.. ในวิถีพุทธ เนื่องในความเป็น มรดกทางวัฒนธรรมของ “สงกรานต์”

...คงไม่เหมาะอย่างยิ่ง.. หากเทศกาลงานบุญสงกรานต์ จะกลายเป็นงานทะเลาะวิวาท.. กินเหล้าเมายา.. กระทำอนาจาร จนสูญเสียสภาพวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม.. ที่ควรแก่การภาคภูมิใจของอนุชนผู้มีสติปัญญา

...คงไม่เหมาะควร.. หากเห็นภาพ ภิกษุ-สามเณร บางกลุ่ม..บางพวก ออกมารื่นเริงเล่นสงกรานต์กับชาวบ้านดุจคนครองเรือน.. ดังที่มีภาพเผยแพร่ออกไปในทุกปี จนนำไปสู่ความเป็นลบต่อภาพลักษณ์ของ องค์กรพระสงฆ์ โดยรวม.. และ ลุกลามต่อการหมิ่นเหม่พระพุทธศาสนาของผู้ที่ยังไม่ศรัทธา.. หรือพวกที่ศรัทธาแต่ยังไม่มั่นคง

...และ คงไม่น่ายินดีเลย.. หากปล่อยให้ภาพสวยงามที่ปรากฏในยามเช้าของวันสงกรานต์ จากการตักบาตร รับศีล ฟังธรรม.. ก่อเจดีย์ทรายถวายวัด ของชาวไทยผู้เป็น พุทธศาสนิกชน ที่ต่างพากันจูงลูกหลานเข้าวัด เพื่อเริ่มต้นชีวิตในวันปีใหม่ไทย ด้วยการสร้างเหตุแห่งความเจริญตามหลักมงคลธรรมในพระพุทธศาสนา.. เปลี่ยนแปลงไปในภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกันสุดขั้ว

จึงควรอย่างยิ่งที่ชาวไทยจะได้ช่วยกันเผยแพร่ ภาพลักษณ์ อันเป็น เอกลักษณ์ ของความเป็น วัฒนธรรมไทย อันควรส่งสืบต่อไปสู่อนุชนรุ่นต่อๆ ไปอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการพูดจาไพเราะ ใช้ภาษาอันเหมาะควร.. ที่เรียกว่า ปิยวาจา เพื่อผู้ฟังจะได้ชุ่มชื่นใจ ก่อเกิดความพึงใจในการน้อมรับ เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์

ต้องยอมรับว่า.. การให้ (ทาน) และการพูดจาดี มีประโยชน์เหมาะควร (ปิยวาจา) เป็นกุญแจสำคัญยิ่งต่อการนำไปสู่การบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อโน้มนำไปสู่ ความรัก-สามัคคี ที่จะได้ทำงานช่วยเหลือกันและกัน (อัตถจริยา) ด้วยการรู้จักการวางตนสม่ำเสมอและจริงใจ ที่เรียกว่า มีความเสมอต้นเสมอปลาย (สมานัตตา)

ทั้ง ๔ ประการดังกล่าว เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์กัน (สังคหวัตถุธรรม) ซึ่งพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ดังที่ได้ตรัสว่า.. “..ภิกษุทั้งหลาย ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ (ทาน, ปิยวาจา, อัตถจริยา และสมานัตตา)

เพราะตถาคตได้นำ สั่งสม พอกพูนกรรมนั้น ทำกรรมนั้นให้ไพบูลย์แล้ว หลังจากตายแล้ว ตถาคตจึงไปเกิดสุคติโลกสวรรค์.. จุติจากเทวโลกแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ จึงได้ ลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการ ได้แก่ มีพระบาทและพระหัตถ์ อ่อนนุ่ม และมีฝ่าพระบาทและฝ่าพระหัตถ์ มีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย

“วันสงกรานต์” จึงมิใช่เป็นเพียงการละเล่นสรงน้ำกันและกันด้วยความสนุกสนาน แต่เป็นวันที่แสดงวัฒนธรรมไทยในการส่งสื่อความหมาย จริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา ที่ทรงคุณค่ายิ่งต่อการสถาปนาความเข้มแข็งมั่นคงของ สังคมสันติภาพ .. ที่ชาวโลกเรียกหากันมากในปัจจุบัน.. อันปรากฏมีอยู่ในสังคมไทย ที่เป็นจุดเด่นชัดเจนในลักษณะความรักใคร่ผูกพัน ในครอบครัว.. ชุมชน.. สังคม แบบวิถีพุทธ ที่สืบเนื่องอารยธรรมสวยงามมายาวนาน

จึงได้เห็นปรากฏการณ์ ภาพลักษณ์ การแสดงออกเชิงพหุวัฒนธรรม.. ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย.. ญาติมิตร.. ผู้นำชุมชน.. ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง.. ตลอดจนผู้บริหาร-ข้าราชการในบ้านเมือง ที่ต้องดำรงตนอย่างมี จริยธรรม .. หมายถึง การดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ดังตัวอย่าง.. สังคมครอบครัววิถีพุทธ .. ที่มีการปลูกถ่ายพันธุกรรมวัฒนธรรมอันดีงาม ส่งสืบต่อมาจนถึงลูกหลานเหลนโหลน.. ด้วยการ ไม่ขากถุย ในที่สาธารณะ.. ไม่สบถสาบานอย่างหยาบคาย ไม่ว่าจะอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์.. ระบายความโกรธแค้นหรือแม้แต่พูดเล่นๆ.. ดังเช่น ถุย.. ไอ้ห่า.. ไอ้ฉิบหาย.. แม่ง.. ซึ่งจัดอยู่ใน คำสบถหยาบคาย ที่ไม่ควร เพราะในทางภาษาศาสตร์และบริบทสังคมไทย คำสบถ ประเภทนี้ถือเป็น คำหยาบ (Swear words) ที่ไม่ควรใช้ในสถานการณ์ทั่วไปหรือต่อหน้าผู้อื่น ยิ่งต่อสาธารณชนที่มีการบันทึกแพร่ภาพไปทั่ว.. ด้วยจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด.. และความสำคัญผิด โดยเฉพาะหากเป็นบุคคลที่มีฐานะบทบาทในการเป็นผู้นำ.. ผู้ปกครอง ในสังคมประเทศชาติ

จริงๆ แล้ว เรื่องการพลั้งปากกล่าวคำสบถหยาบคายออกไป ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา.. เชื่อได้ว่า ผู้กระทำย่อมรู้สึกไม่ดีอยู่ในใจของตนเอง ที่ได้กระทำพลั้งพลาดไปแล้ว.. เพื่อการไม่กระทำผิดพลาดอีกต่อไป.. ควรจดจำว่า.. “พูดผิด ชีวิตเปลี่ยน” ทันที!!

จึงควรระวังอย่างยิ่งต่อการพูดจาหรือกระทำการใดๆ ที่แสดงถึงความบกพร่องทาง จริยธรรม ที่หมายถึง ความชำรุดทางจิตวิญญาณของความเป็นผู้ควรมีวุฒิภาวะ.. ทั้งนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของความเป็นสังคมอารยธรรม.. ที่เราทั้งหลายภาคภูมิใจ ด้วยการร่วมกันคำนึงถึงการพูดจา ที่จะต้องเป็น คำจริง คำแท้ มีประโยชน์ และอ่อนหวานสมานมิตร.. จึงไม่ควรอย่างยิ่งต่อการพูดคำหยาบใดๆ.. แม้จะกล่าวอ้างว่าพูดเล่น เพราะจะเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อสังคม!!.

 

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

มายาจิตสังคม...ยุคดิจิทัล!! “ความไม่วางใจ-ไม่เชื่อถือ .. สู่วิกฤตศรัทธา..”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา คำว่า.. “ศรัทธา” มีคุณค่ายิ่งต่อการหลอมรวมจิตใจให้เชื่อมั่นในความถูกต้องที่ปรากฏมีอยู่จริงใน

สิทธิของปชช.ในวิกฤตน้ำมันแพง กับอำนาจ 'รัฐบาลรักษาการ'

'ดร.นพดล' ออกบทความเรื่อง 'สิทธิของประชาชนในวิกฤตราคาน้ำมัน เมื่ออำนาจของรัฐบาลรักษาการถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จุดกระแสสังคมกำลังมองข้าม'