ไทยในสายตาต่างชาติ: สมัยรัชกาลที่เจ็ด (ตอนที่ 5: การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในสายตาผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศส)

 

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475  พันโท อองรี รูซ์ ผู้ช่วยทูตทหารบกและทหารเรือประจำสยาม ได้มีรายงานไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กองทัพบกและกองทัพเรือ) (กองบัญชาการกองทัพบกแผนกที่ 2 หน่วยข่าวกรอง)  ดังนี้           

“สืบเนื่องจากโทรเลขฉบับที่ 1 ของหน่วยข่างกรองวันนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งที่จะเรียนให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์สำคัญยิ่งยวดซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นที่บางกอกในวันเดียวกันนี้

เช้าวันนี้ เวลา 8.45 นาฬิกา ขณะที่ข้าพเจ้ามาถึงสำนักงานในสถานอัครราชทูตฝรั่งเศส        ข้าพเจ้าก็ได้รับแจ้งจากผู้ให้ข้อมูลว่าเกิดการปฏิวัติเมื่อเวลาประมาณตี 4 โดยมีกองทัพบกและกองทัพเรือเป็นผู้นำการปฏิวัติ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ถูกจับกุม และกองทัพเข้าควบคุมพระราชวังดุสิต (พระราชวังใหม่)

ข้าพเจ้าเพิ่งเดินทางผ่านตัวเมืองมา (ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังดุสิตนัก) ทุกอย่างอยู่ในความสงบ

หลังจากเข้าพบอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม ซึ่งเพิ่งทราบข่าวเช่นกัน ข้าพเจ้าก็กลับไปยังพระราชวังดุสิตทันที แม้แต่รอบๆเขตพระราชฐาน ทุกอย่างก็อยู่ในความสงบ ขณะนั้น รถเสีย เมื่อข้าพเจ้ามองไปทางลานพระราชวัง จึงสังเกตเห็นผ้าใบรถบรรทุกที่จอดเรียงรายกันอยู่ในลาน ขณะเดียวกันนั้น รถหุ้มเกราะติดปืนกลคันหนึ่ง (กองทัพสยามมีอยู่ 10 คัน) ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าข้าพเจ้า ตามด้วยรถบรรทุกที่ขนทหารเรือและทหารบกอาวุธครบครันมาเต็มคันรถ  ดูเหมือนจะมุ่งตรงไปยังพระบรมมหาราชวัง ในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่บริเวณนั้น ทหารเรือนายหนึ่งประกาศคำแถลงการณ์ก่อตั้ง ‘คณะราษฎร’ ซึ่งตัดสินใจจะสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือระบอบสาธารณรัฐโดยจะยกเลิกสิทธิต่างๆ และริบทรัพย์สินบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนนำความเจริญและความผาสุกมาสู่ปวงชน

สรุปแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นรถบรรทุกผ่านไปราว 20 คัน

เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจว่า เหตุการณ์สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น จึงจับรถแท็กซี่กลับไปรายงานต่อท่านอัครราชทูตฝรั่งเศส จากนั้น เดินทางไปที่วังของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารในกองทัพสยาม ท่านพำนักอยู่ที่วังโดยไม่ทราบข่าวคราวใดๆเลย และรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านอยู่กับนายทหารระดับสูงหลายนาย รวมทั้งหม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล เจ้ากรมตำรวจภูบาล จนกระทั่งตี 2   จากนั้นข้าพเจ้ากลับไปยังพระราชวังดุสิต ซึ่งทหารควบคุมสถานการณ์อยู่ และไม่อนุญาตให้เข้าไปข้างใน ถนนแต่ละสายถูกกั้นโดยกำลังตำรวจ-ทหาร (ตำรวจอยู่ใต้อาณัติทหาร) ไม่ติดอาวุธเพียง 1 นาย กับทหารเรือพร้อมดาบปลายปืน ทหารเรือนายหนึ่งยืนยันเรื่องการปฏิวัติกับข้าพเจ้า โดยเฉพาะเรื่องการจับกุมบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์  ในจำนวนนี้มีสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระบรมเชษฐาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สืบราชสันตติวงศ์ลำดับต่อมา และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกสภาหอพระสมุดและราชบัณฑิตยสภา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม  พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฏ กรมหมือนอดิศรอุดมศักดิ์  รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และนายพันเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระสหายร่วมรุ่นกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่โรงเรียนเสนธิการทหารบกฝรั่งเศส)                         

ข้าพเจ้ากลับไปที่สถานอัครราชทูตอีกครั้งและหารือกับท่านอัครราชทูต เมื่อเราร่างข้อความโทรเลขถึงกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสเสร็จ จึงได้ทราบว่าโทรเลขโดนตัด (เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะโทรเลขกลับมาใช้งานได้อีกครั้งช่วง 16 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าส่งโทรเลขฉบับที่ 1 ของหน่วยข่างกรองถึงท่าน)

พอตกบ่าย ข้าพเจ้ากลับมาที่พระราชวังดุสิตอีกครั้ง พระราชวังยังถูกทหารควบคุม โดยแยกเป็นกลุ่มๆ จำนวนไม่มากนัก (ราว 100 นาย) ทหารพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเร่มาตั้งแผงขายของ ผู้คนต่างยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับมาร่วมงานรื่นเริงทั่วไป กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเข้าไปภายในพระราชวังได้ โดยแต่ละคนมีทหารเรือติดอาวุธ 2 นายตามประกบ เพื่อเข้าฟังคำประกาศของคณะราษฎร (แนบฉบับแปลมาด้วย)

จากนั้น ข้าพเจ้าเดินทางต่อไปยังกองบัญชาการ ประตูหลักถูกปิด แต่ทหารจำข้าพเจ้าได้ จึงได้เข้าไป และได้รับการต้อนรับจากพันเอก พระศิลปะศาสตราคม แผนกที่ 2 ผู้ดูจะเป็นหัวหน้าเวร เขาบอกข้าพเจ้าว่าไม่รู้เรื่องราวใดๆเลย และไม่ได้รับข่าวใดๆเป็นการส่วนตัวด้วยเช่นกัน แต่ร้อยเอกนายหนึ่ง ซึ่งเขาแนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักในฐานะผู้ช่วยของเขา เดินเข้ามาและส่งสายตาเชิงไถ่ถาม พันเอกกระซิบตอบเพียงว่า ‘จับได้แล้ว’ จึงเชื่อได้ว่าที่จริงแล้ว เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้น                   

พันเอก พระศิลปะศาสตราคม กล่าวกับข้าพเจ้าว่า เขาเชื่อว่านายทหารชั้นสูงเป็นผู้นำการปฏิวัติ

จนถึงบัดนี้ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี น่าจะมีเพียงพลตรี พระยาสุรเสนา และพลเอก พระยาสีหราชเดโช เสนาธิการทหารบก ‘ซึ่งขัดขืน’ ที่ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์นี้ ถึงแม้หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ (ฉบับสยาม) จะลงข่าว แต่พันเอก พระศิลปะศาสตราคม ก็ยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้กับข้าพเจ้า   

ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหิน สถานตากอากาศชายทะเล บนเส้นทางรถไฟบางกอก-สิงคโปร์ อยู่ห่างจากบางกอกลงไปทางใต้ราว 200 กิโลเมตร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ตามไปสมทบเมื่อ 2 วันก่อน เพื่อร่วมชมการใช้ปืนกลวิกเคอร์ส (Vickers) ที่ประเทศอังกฤษนำมาแสดงให้กองทัพสยามชม บ่ายวันนี้ จะมีเรือรบลำหนึ่งนำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระองค์ทรงยอมรับการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใน 1 ชั่วโมง และทูลเชิญเสด็จฯกลับพระนคร

ไม่มีการต่อต้านหรือคัดค้านใดๆทั้งสิ้น เป็นไปได้ที่จะเชื่อคำยืนยันที่ข้าพเจ้าได้รับมาว่า ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือน่าจะเป็นผู้นำก่อการปฏิวัติครั้งนี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ทหารเรือและทหารม้าพบเห็นได้อยุ่ทั่วไปในแนวหน้า หัวหน้าผู้ก่อการน่าจะเป็นพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา รองจเรทหารบก ผู้ช่วยของหม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล คณะปฏิวัติมีคำสั่งไปถึงที่ประชุมของตำรวจนครบาลว่า มีการแต่งตั้งพันตำรวจเอก พระยาบุเรศร์ผดุงกิจ มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แทนพลตำรวจเอก พระยาอธิกรณ์ประกาศที่ถูกจับกุมตัว และมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

ในเวลานี้ เมืองสงบเงียบ

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการปฏิวัติครั้งนี้เตรียมการไว้อย่างยอดเยี่ยมและจัดระเบียบอย่างดี จึงอดประหลาดใจไม่ได้ว่า การรวมตัวดังกล่าว อันประกอบด้วยทหารบกและทหารเรือเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด สามารถกระทำการโดยที่ความลับไม่รั่วไหลแต่อย่างใด  ระหว่างที่จัดพิมพ์คำประกาศหลายพันแผ่นและใช้รถตระเวนแจกจ่ายตามถนนหนทางต่างๆ ช่วงบ่ายวันนี้ ตามแต่ละสี่แยก ล้วนมีทหารหรือพลเรือนอ่านคำประกาศให้ชาวบ้านฟัง

ชีวิตดำเนินไปตามปกติ ระบบโทรศัพท์ไม่ถูกตัดเลยแม้แต่นาทีเดียว การสัญจรไม่ว่าทางเรือ รถไฟ และรถรางก็แล่นตามปกติ ตามกระทรวงต่างๆ เจ้าหน้าที่ระดับล่างก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ สรุปแล้ว ดูเหมือนว่า ทั้งประชาชนและทหารคิดเห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์

อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ ข้าพเจ้าทำรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ส่งถึงท่านเป็นประจำ  รายงานว่า ด้วยข่าวลือที่ล้วนแต่พ้องกับเหตุการณ์ในขณะนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่อาจหลงหูหลงตาผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งที่คุ้นเคยกับการใช้ภาษาที่รัดกุมตามธรรมเนียมในตะวันออกไกลมาเป็นเวลานาน [1]

ข้าพเจ้าและท่านอัครราชทูตเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานเหตุการณ์ให้ท่านทราบอยู่เสมอ เท่าที่การสี่อสารทางไปรษณีย์จะเอื้ออำนวย

พร้อมกับรายงานฉบับนี้ ข้าพเจ้าแนบบทความสำคัญของหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ ที่ข้าพเจ้าไม่มีเวลามากพอที่จะแปลให้ท่าน โดยฝากไปกับนักบินของสายการบินแอร์-ออริยองต์ (Air-Orient) ซึ่งจะบินมาบางกอกในวันนี้

อองรี รูซ์”

----------------

ข้อความทั้งหมดข้างต้น มาจาก การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ในทัศนะของพันโท อองรี รูซ์, Henri Roux เขียน พิมพ์พลอย ปากเพรียว แปล, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: 2564) หน้า 3-5, 10-11, 13, 5.              

[1] พันโท อองรี รูซ์มีความสามารถทางด้านภาษา สามารถพูดได้หลายภาษา ได้แก่ เยอรมัน สเปน ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”