เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข พาทัวร์งานหินถมทะเลแหลมฉบังเฟส3

 

คงต้องบอกว่า “โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3” เป็นโครงการที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศไทย ในการรองรับการขนส่งการค้าทางทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไทย เพื่อให้ภาคโลจิสติกส์สามารถบริหารจัดการขนส่งได้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและเชื่อมโยงกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศใน CLMV ผลักดันศักยภาพไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคของอินโดจีน และพร้อมต่อการก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับโลก

อาทิตย์เอกเขนก จะพาไปอัปเดตความคืบหน้าท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 โดยมี “เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข” ผู้อำนวยการ กทท. นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ สำหรับแหลมฉบัง เฟส 3 เป็นหนึ่งในโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญตามแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าโครงการรวมประมาณ 114,000 ล้านบาท แบ่งเป็น กทท. 47% และเอกชน 53% โดยเป็นการพัฒนาและดำเนินการในส่วนของท่าเทียบเรือ F เป็นลำดับแรก ระยะเวลาสัมปทาน 5 ปี เมื่อพัฒนาโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้านทีอียูต่อปี เป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี เพิ่มสัดส่วนสินค้าผ่านท่าทางรถไฟของท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) จาก 7% เป็น 30%

ผอ.การท่าเรือฯ ระบุว่า การขุดลอกและถมทะเลท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มีความท้าทาย และยากที่สุด เมื่อเทียบกับเฟส 1 และ 2 เนื่องจากขุดลอกลึกกว่า ขนาดใหญ่และกว้างกว่ามาก ปริมาณดินขุดลอกก็มากกว่ามาก ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ขณะเดียวกันพื้นที่ก่อสร้างเฟส 3 ยังอยู่ใกล้แหล่งชุมชน จึงต้องระมัดระวังผลกระทบด้านตะกอนแขวนลอยกับชุมชนใกล้เคียง ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ด้วย

เพื่อเป็นการเร่งรัดให้งานเสร็จตามแผน ปัจจุบันผู้รับจ้างนำบุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานเพิ่มจากเดิม 120 คน เป็น 400 คน รวม 520 คน และนำเครื่องจักรทางน้ำ (เรือขุด) เข้ามาปฏิบัติงานเพิ่ม 30 ลำ จากเดิม 37 ลำ รวม 67 ลำ เมื่อมีความพร้อมมากขึ้นการท่าเรือฯ ได้เร่งผลักดันให้งานเดินหน้าเร็วกว่าแผน 3% ต่อเดือน เพื่อส่งมอบงานให้การท่าเรือฯ ได้ในเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งได้มีการเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

ผอ.การท่าเรือฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กทท.ตั้งเป้าจะส่งมอบพื้นที่ F1 ให้บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) เอกชนคู่สัญญาภายในเดือน พฤศจิกายน 2568 เพื่อบริหารโครงการ คาดว่าจะเปิดบริการท่าเทียบเรือ F1 ในปี 2570 รองรับความจุตู้สินค้าเพิ่มจากปัจจุบันได้อีก 2 ล้านทีอียู รวมเป็น 13 ล้านทีอียู

แน่นอนว่าเมื่อพัฒนาท่าเทียบเรือ F1 แล้วเสร็จเพื่อเปิดบริการปี 2570 จะเป็นท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ ลึก 18.5 เมตร มีความยาวหน้าท่า 2 กิโลเมตร รองรับเรือที่มีขนาดบรรทุกสินค้าใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่าเรือแม่ได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นประตูสู่การค้าการลงทุน และเสริมยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางน้ำของภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ

เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจ อีกทั้งรัฐบาลได้เร่งรัดการก่อสร้างโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ลงตรวจงานที่ จ.ชลบุรี และได้มีข้อสั่งการให้เร่งรัดงานที่มีความล่าช้า จึงทำให้คณะทำงานได้มีการเร่งรัดติดตามการทำงานเป็นรายวัน และรายสัปดาห์ ทำให้การก่อสร้างมีความคืบหน้าเร็วขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงการกำกับดูแลในทุกภาคส่วน จนทำให้งานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทำได้เร็วขึ้นมาก ส่วนสาเหตุที่ก่อนหน้านี้งานล่าช้าเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานและนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามาได้

ผอ.การท่าเรือฯ กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายน 2567 งานที่ล่าช้าจะกลับมาเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงการท่าเรือฯ ยังคงเน้นย้ำกำชับติดตามให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ และผู้ควบคุมงานให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความสอดคล้องต่อเนื่อง ให้สามารถส่งมอบงานตามแผนที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่อไป

ผอ.การท่าเรือฯ กล่าวปิดท้ายว่า ได้เน้นย้ำผู้รับจ้างว่าแม้จะต้องเร่งรัดงาน แต่งานต้องมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วย โดยเอกชนยังยืนยันในคุณภาพและให้ความมั่นใจว่าจะแล้วเสร็จตามแผน เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอุปสรรคใดแล้ว และหากมีอุปสรรคก็คงเกิดขึ้นเล็กน้อย และสามารถเร่งแก้ไขให้งานแล้วเสร็จตามแผนได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ทายาทรุ่นที่ 3 CIVIL สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย แรงขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตเติบยั่งยืน

ในโลกธุรกิจ ไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้น องค์กรที่อยู่รอดมักเป็นองค์กรที่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

‘กสิณพจน์ รอดโค’เล่าที่มาจากกัปตันการบินไทยเจอวิกฤตโควิด-19 ผันตัวเองตั้งบริษัทต่อยอดงานที่รักปลุกกระแส‘ซีเพลน’ให้บริการนักท่องเที่ยว

ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง "ซีเพลน" หรือเครื่องบินน้ำ กำลังก้าวขึ้นเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่น่าจับตาของประเทศไทย หลังรัฐบาลผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่และเปิดทางให้เกิดการให้บริการเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

‘เอมโอชา’ปลุกเสน่ห์อาหารไทยด้วยไอเดียใหม่ ชูนวัตกรรมน้ำพริกไทยสยายปีกสู่ตลาดโลก

“เรานำเสนออาหารไทยในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และผู้บริโภคทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยที่เราไม่เคยลดทอนความเป็นไทย แต่เราเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงความเป็นไทยแทน

ไทยบนเทวีประชุม IMF-World Bank 2026 ‘โอลิมปิกการเงิน’กับโอกาส-ความคาดหวังและโจทย์ใหม่ของศก.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรที่กำลังพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศ การ

Café Amazon Experience Flagship Store Ari พิกัดใหม่ใจกลางอารีย์ผสานทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว

หากเราคุ้นเคยกับภาพจำของคาเฟ่ อเมซอน ในฐานะ “ร้านกาแฟระหว่างทาง” ยามเดินทาง แต่ถึงเวลาแล้วที่จะได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะวันนี้แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยได้ยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งใหม่” (Destination) ใจกลางเมือง ด้วยการเปิดตัว

SDT Compositesปลุกอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ เมื่อกัญชงและคาร์บอนไฟเบอร์กลายเป็น‘โดรนทหาร’ฝีมือไทย

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องมีการปรับตัว เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานของไทย กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการแข่งขันระดับโลก