
สุดสัปดาห์นี้ขอพาบินลัดฟ้าไปเที่ยวชมความงามของดินแดนสองทวีปในตะวันออกกลาง อย่าง “สาธารณรัฐตุรกี” หรือชื่อใหม่ “สาธารณรัฐทูร์เคีย” ประเทศที่มีถึงสองทวีป ผสานความลงตัวระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชียมากกว่า
สำหรับเมืองน่าเที่ยวของตุรกีที่นิยม มี 3 เมืองหลักที่นักท่องเที่ยวต้องไปเช็กอิน ได้แก่ กรุงอิสตันบูล เมืองอัลทาเลีย และเมืองคัปปาโดเกีย 3 เมืองในฝันของนักเดินทาง
เริ่มที่ “เมืองอิสตันบูล” มหานครของสองทวีป เป็นเมืองเดียวของตุรกีที่มีพื้นที่อยู่ใน 2 ทวีปคือทวีปเอเชียและยุโรป โดยทั้งสองทวีปถูกแบ่งออกจากกันโดยช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ส่วนในยุโรปแบ่งออกเป็นอิสตันบูลเก่าและอิสตันบูลใหม่ อิสตันบูลเป็นเมืองที่มีความงดงามในประวัติศาสตร์และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1985 เป็นเมืองที่มีความสำคัญ มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในตุรกี มีอายุกว่า 2,600 ปี เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และมีการเปลี่ยนชื่อเมืองมาแล้วถึง 5 ครั้ง

เมื่อถึงเมืองอิสตันบูลต้องไม่พลาดเข้าชม “พระราชวังโดลมาบาห์เช” พระราชวังที่สะท้อนถึงความเจริญสูงสุดทางวัฒนธรรมและทางวัตถุของจักรวรรดิออตโตมาน พระราชวังแห่งนี้ผสมผสานศิลปะระหว่างยุโรปและตะวันออกกลาง ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย โคมไฟระย้าขนาดใหญ่หนักถึง 4 ตัน และนาฬิกาทุกเรือนของที่นี่จะชี้บอกเวลา 09.05 น. เป็นนิรันดร์ เพื่อระลึกถึงการจากไปของท่านคามาล อตาเติร์ก วีรบุรุษของชาติที่บดขยี้กองทัพอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
หลังชมความงามของพระราชวังแล้ว ต้องไม่พลาดไปช็อปปิ้งของฝากต่างๆ ที่ตลาดอียิปต์ หรือ “สไปซ์มาร์เก็ต” ตลาดที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งทอดยาวไปตามสุเหร่าเยนี สามารถซื้อของฝากในราคาย่อมเยา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชา กาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันเลื่องชื่อของตุรกีอย่างแอปริคอต และถั่วพิทาชิโอ พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศเมืองอิสตันบูลรูปแบบสไตล์เมืองเก่าในย่าน FENER & BALAT ชุมชนชาวยิวเก่าแก่กว่า 100 ปีที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าของอิสตันบูล โดยอาศัยอยู่ฝั่งเขตยุโรป เมื่อไปถึงจะได้สัมผัสความคลาสสิกของตึกเก่าที่ปลูกสร้างตามแนวสันเขาเล่นระดับแบบมีเอกลักษณ์ มีสีสันสดใสสวยงาม จนเป็นมุมถ่ายรูปชิกๆ ของเหล่านักท่องเที่ยว

เมื่อช็อปปิ้งแล้วเดินทางต่อมานั่งพักชิลๆ ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส ที่เป็นช่องแคบเชื่อมระหว่างทะเลดำและทะเลมาร์มารา ความยาวประมาณ 32 กิโลเมตร ถือว่าสุดของทวีปยุโรปและสุดของของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ อีกทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการป้องกันประเทศตุรกีด้วย ขณะล่องเรือจะได้ชมความงามของพระราชวังโดลมาบาห์เช และบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐีที่สวยงามตระการตามาก
นอกจากนี้ มาเมืองอิสตันบูลอย่าลืมแวะชมสุเหร่าเซนต์โซเฟีย หรือชื่อปัจจุบัน “พิพิธภัณฑ์ฮาเยียโซเฟีย” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ซึ่งเป็นโบสถ์คาทอลิก มีหลังคาเป็นยอดกลม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี มีกำแพงปูนโมเสกเป็นรูปพระเยซูคริสต์และสาวก และยังมีโดมใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก
จากนั้นไปเที่ยวต่อที่ “อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน” ซากโบราณพระราชวังใต้ดินอันน่าทึ่ง ซึ่งอดีตเป็นอุโมงค์เก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอิสตันบูล สามารถเก็บน้ำได้ถึง 88,000 ลูกบาศก์เมตร ภายในอุโมงค์มีเสากรีกต้นสูงใหญ่ค้ำเรียงรายเป็นแถวถึง 336 ต้น และมีเสาที่เด่นมากคือ “เสาเมดูซา”

ส่วนเรื่องอาหารการกินถ้าใครหาร้านอร่อยชื่อดังต้องไม่พลาดภัตตาคารอาหารพื้นเมือง NUSR-ET RESTAURANT ร้านของเชฟ Nusret Gokce หรือ SALTBAE ที่มีท่าโรยเกลือเป็นท่าเอกลักษณ์ที่รู้จัก และหลังจากอิ่มท้องแล้วอย่าลืมแวะเดินย่อยในย่านทักซิม สแควร์ เป็นย่านที่คึกคักที่สุดในมหานครอิสตันบูล และเป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีไฮไลต์รถรางสีแดงให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพด้วย
ออกจากเมืองอิสตันบูล บินไปต่อกันที่เมืองอันทาเลีย เมืองที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขาตอรัสและชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อมาถึงต้องล่องเรือชมความงดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชมน้ำตกดูเดน น้ำตกที่ไหลลงสู่ทะเล และนักท่องเที่ยวยังสามารถลงเล่นน้ำสัมผัสความเย็นสดชื่นสักครั้งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้อีกด้วย
ก่อนไปต่อกันที่ ASPENDOS THEATRE ได้ชื่อว่าเป็นเธียเตอร์ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง จุผู้ชมได้ถึง 7,000 คน สร้างโดยชาวโรมัน จุดเด่นเป็นโรงละครกลางแจ้งได้รับการอนุรักษ์อย่างดีที่สุด เก่าแก่และมั่นคงที่สุด และปัจจุบันยังถูกใช้สำหรับคอนเสิร์ตต่างๆ จากนั้นอย่าลืมแวะชม “ประตูเฮเดรียน” ประตูชัยที่สร้างขึ้นตามชื่อของจักรพรรดิโรมันเฮเดรียน ประตูมี 3 ซุ้มโค้งที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด นักท่องเที่ยวมักไปบันทึกภาพ

ก่อนปิดท้ายเมืองอันทาเลียด้วยการเดินเล่นย่านเมืองเก่า KALEICI OLD TOWN ที่มีจัตุรัสใจกลางเมืองตั้งเด่นเป็นสง่า มีป้อมปราการเก่าแก่และหอนาฬิกาที่โดดเด่นสวยงาม พร้อมมีมัสยิดที่มีความเก่าแก่และหอสังเกตการณ์
และเมืองที่ 3 เมืองสุดท้ายของทริปนี้ “คัปปาโดเกีย” เมื่อมาถึงต้องชม “หุบเขาพาซาแบค” ที่เป็นกลุ่มภูเขาหินแปลกตารูปกรวยคล้ายมีหมวกวางอยู่บนสุด อดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักของบาทหลวงไซมอนที่เดินทางมาเพื่อปลีกวิเวก ปฏิบัติธรรม จากนั้นเดินทางกันต่อสู่ “นครใต้ดินไคมัคลึ” เป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ สร้างมากว่า 5,000 ปี เกิดจากการขุดเจาะใต้ดินลงไปกว่า 10 ชั้น เพื่อใช้หลบภัยจากข้าศึกในยามสงคราม
เมืองใต้ดินแห่งนี้มีครบทุกอย่าง ทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องถนอมอาหาร ห้องครัว ห้องอาหาร โบสถ์ ทางหนีฉุกเฉิน เป็นต้น สามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน และมีก้อนหินรูปกลมหนักถึง 300 กิโลกรัม ไว้สำหรับปิดอุโมงค์ทางเดินเพื่อป้องกันข้าศึก ภายในอากาศถ่ายเทเย็นสบาย หน้าหนาวอากาศอบอุ่น

ต่อด้วยไฮไลต์สำคัญของทริปนี้ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันเมื่อมาถึงตุรกี คือการขึ้น “บอลลูน” ชมความงามของเมืองเก่าคัปปาโดเกีย ที่จะได้ใช้เวลาดื่มด่ำความงดงามของเมืองจากบนบอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อมองจากด้านบนลงมาจะเห็นภูมิประเทศที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออกมาปกคลุมแล้วทับถมเป็นเวลาหลายล้านปี เกิดการกัดเซาะแปรสภาพเป็นหุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวยหิน และเสารูปทรงต่างๆ กลายเป็นภูมิประเทศที่งดงามแปลกตา
ซึ่งการขึ้นบอลลูนต้องมาขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนท้องฟ้า และบอลลูนจะขึ้นแค่ในช่วงเช้ารอบเดียวเท่านั้น โดยจะดูสภาพอากาศของวันนั้นๆ ด้วย ขอบอกว่าวิวจากด้านบนมองลงมาสวยมาก ทำให้ดินแดนแห่งนี้ได้รับขนานนามด้วยว่า “ดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า” และได้รับแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี
เมื่อลงจากบอลลูนแล้วก็อย่าลืมแวะชม “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม” ศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ.9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแผ่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์และยังป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าลัทธิอื่น ซึ่งในพิพิธภัณฑ์มีทั้งโบสถ์เซนต์บาร์บารา โบสถ์มังกร และโบสถ์แอปเปิล

จากนั้นเดินเที่ยวใน “หมู่บ้านโบราณอุซิซาร์” เมืองเล็กๆ แต่มีภูเขาหินขนาดมหึมาอยู่บนเขากลางเมือง ถูกขุดสกัดเป็นปราสาทขนาดใหญ่ มีช่องหน้าต่างมากมายจนคล้ายรวงผึ้ง วิวจากด้านบนสามารถมองลงไปเห็นหุบเขาด้านล่างได้รอบทิศ สามารถสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนจริงที่อยู่อาศัยในบ้านที่ขุดเข้าไปในภูเขาที่ดูเหมือนจอมปลวก
ปิดท้ายทริปตุรกียามค่ำคืนอย่าลืมแวะชม “ระบำหน้าท้อง” หรือ BELLY DANCE พร้อมเครื่องดื่มท้องถิ่นแบบไม่อั้น ระบำหน้าท้อง เป็นโชว์เต้นรำที่เก่าแก่ของชาวตุรกี มีมาประมาณ 6,000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์และเมดิเตอร์เรเนียน เชื่อกันว่าชนเผ่ายิปซีเร่ร่อนคือกลุ่มคนสำคัญที่อนุรักษ์ระบำหน้าท้องนี้ไว้จนมาถึงปัจจุบัน
นับว่าเป็นอีกทริปที่นักเดินทางไม่ควรพลาด ได้พักกายพักใจ ได้รับความสนุก และยังได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ แถมมาประเทศเดียวแต่ได้เหยียบถึง 2 ทวีป ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและต้องประทับใจไม่รู้ลืม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
40 ปี Five Star เปิดเกมใหม่ ยกระดับแฟรนไชส์ รับลูกค้าทุกช่วงวัย-สยายปีกตลาดต่างประเทศ
หากพูดถึงธุรกิจอาหารที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 40 ปี Five Star คือหนึ่งในชื่อที่หลายคนคุ้นเคยกับเมนูในความทรงจำอย่าง “ไก่ย่างห้าดาว” ที่มักจะมาพร้อมภาพจำเดิมอย่างซุ้มไก่ย่างหน้าปากซอยหรือ
ญี่ปุ่น 2 โลก : OvertourismVSเมืองร้าง วิกฤตสองด้านของญี่ปุ่นยุคใหม่ในวันที่ความนิยม(กำลัง)สร้างปัญหา!?!?
ญี่ปุ่น ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละเมืองอย่างไม่ขาดสาย
เช็กอิน 4 พิกัดฮอกไกโด เที่ยวครบสูตรจากความสงบ สู่สถาปัตยกรรมสุดอาร์ตและวิวพันล้าน
ถ้าพูดถึง ฮอกไกโด (Hokkaido) หลายคนอาจจะนึกถึงภาพหิมะปุยๆ หรือทุ่งลาเวนเดอร์กว้างไกลสุดตาใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้ว เกาะทางเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ยังมี “หมุดหมาย” อีกหลายจุดที่ผสมผสานทั้งสายมู สายอาร์ต และสายชมวิวเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
40ปีEMSส่งด่วนออริจินัล จากยุคจดหมายสู่เศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซ
บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (Domestic Express Mail Service) หรือที่เรียกกันติดปากว่า EMS เปิดให้บริการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2529
พลังงานสะอาดฝ่าวิกฤตราคาน้ำมัน ‘โซลาร์สูบน้ำ’ปลดล็อกเกษตรกรพึ่งตนเองแบบยั่งยืน
เขตการปกครองของเทศบาลตำบลท่าช้างมีจำนวนทั้งสิ้น 9 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย ตำบลท่าช้างจำนวน 6 หมู่บ้าน และตำบลสี่ร้อยจำนวน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 7
‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ดันไทยสู่ Film Hub โลก ปักหมุดโชว์พลังซอฟต์พาวเวอร์กลางคานส์ 2026
บรรยากาศริมชายหาดเมืองคานส์ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ ประเทศไทย ยังคงปักหมุดยืนเด่นบนเวทีภาพยนตร์โลกอีกครั้ง ผ่านคูหา “Thailand Pavilion” ภายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ หมู่บ้านนานาชาติ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่า

