
ความเชื่อ ศรัทธา อนุรักษ์ สามเสาหลักในการปกป้องจารีต วัฒนธรรม ของชนชาติ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องยากที่จะรักษารากเหง้าเอาไว้ได้
วานนี้ (๒๖ พฤษภาคม) มี ๒ โพสต์ในโซเชียลที่ได้รับความสนใจ เพราะอธิบายเรื่องราวที่คล้ายกัน คือความเชื่อ ความศรัทธา แต่เหตุผลต่างกันสุดขั้ว
โพสต์แรกเป็นโพสต์ของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล
-------------------------------------
[บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์]
เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk
ที่ Thessaloniki ประเทศกรีซ
ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürk ผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี แล้วไฉนกลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ
Mustafa Kemal Atatürk เกิดที่ Thessaloniki ในสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้นเรียกชื่อว่า Salonika จนกระทั่งถึงสงครามบอลข่านในปี ๑๙๑๒ เมืองนี้ตกมาเป็นของกรีซ และเรียกชื่อว่า Thessaloniki ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเป็นดินแดนของกรีซแล้ว ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์รำลึกถึง “บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี” ได้?
ตามประวัติของบ้านหลังนี้ ที่ปรากฏในแผ่นป้ายอธิบายในพิพิธภัณฑ์ บรรยายไว้ว่า บ้านหลังนี้เปลี่ยนเจ้าของไปมา จนมาถึงพ่อของ Atatürk
Atatürk เกิดที่นี่ในปี ๑๘๘๑ ต่อมาพ่อของเขาตาย ในปี ๑๘๘๖ แม่ของเขาได้ปล่อยบ้านหลังนี้ให้คนเช่า และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย และย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง
Atatürk ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เรียนหนังสือโรงเรียนสามัญ และโรงเรียนเตรียมทหารที่นี่ จนกระทั่งปี ๑๙๑๒ เมืองนี้ตกเป็นของกรีซ ครอบครัวของเขาจึงย้ายไปอยู่ที่อิสตันบูล
บ้านหลังนี้ตกไปอยู่กับคนกรีซ จนกระทั่งครบรอบ ๑๐ ปีสาธารณรัฐตุรกี เมืองเทซซาโลนิกี ได้ติดตั้งป้ายหินอ่อน เขียนข้อความในภาษากรีก เติร์ก และฝรั่งเศสว่า “อตาเติร์กเกิดที่บ้านหลังนี้“
ในปี ๑๙๓๗ เทศบาลเมืองเทซซาโลนิกี ได้ซื้อบ้านหลังนี้และยกให้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน รัฐบาลตุรกี ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานกงสุลตุรกีประจำเมืองเทซซาโลนิกี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม การสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สะดุดหยุดลงไปหลายช่วง ด้วยเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ และความขัดแย้งกันของสองประเทศ
พิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมได้ในปี ๑๙๕๓ ครบรอบ ๑๕ ปีการจากไปของอตาเติร์ก
มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้งในปี ๑๙๖๖ ๑๙๘๕ ๑๙๙๐ ๑๙๙๙ ๒๐๑๒ และล่าสุด ๒๐๒๔/๒๐๒๕
ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวตุรกีที่มาเยือนกรีซหรือเทซซาโลนิกี ต่างก็มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ่ายรูป รำลึกถึง
เมื่อสักครู่ที่ผมเข้าเยี่ยมชม ก็มีแต่คนตุรกีเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมา
เมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศส ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิต
บทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกัน
เป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติ
แต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง สส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทย ผลักดันให้มีการซื้อคืนเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antony เพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่
ไม่มีเลย
อย่าว่าแต่ไม่มีเลย
คน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ (ผมทราบเรื่องนี้ เพราะเมื่อคราวธนาธรมาทำนิติกรรมซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง)
ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกัน แต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้
เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว ๑.๖ ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้ และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์)
หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไป
น้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย
แต่เกิดขึ้นได้ เพราะเจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
อีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทยที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับ
บ้านเลขที่ ๒๗ Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้านเลขที่ ๑๗ ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki.
---------------------------
โพสต์ถัดมาคือโพสต์ของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
---------------------------
จากคำสัมภาษณ์ที่เกลื่อนไปด้วยคำว่า “ยึดโยงประชาชน”
คำก็ประชาชน สองคำก็อ้างประชาชน
ราวกับการปกครองที่นำพาประเทศรุ่งเรืองมาถึงจุดนี้
ไม่มีใครเห็นหัวประชาชน
นี่คือการบิดเบือนเพื่อยกตนว่ามีแต่พวกตนเท่านั้นที่ทำเพื่อประชาชน
คนไทยต้องตระหนักว่าพรรคที่อ้างว่ายึดโยงประชาชน เป็นพรรคที่เห็นอธิปไตยเป็นแค่เส้นในกระดาษ เป็นพรรคที่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เป็นพรรคที่ไม่เอาชาติ ไม่เอาศาสนา เป็นพรรคที่หันหลังให้วัฒนธรรม เป็นพรรคที่เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าว ได้มาใช้สิทธิ์และภาษีของคนไทย
เป็นพรรคที่ไม่ต้องการให้มีทหาร เป็นพรรคที่ถูกชี้ชัดว่าเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นพรรคที่กีดกัน ขัดขวางการทำงานของคณะองคมนตรีที่ห่วงใยดูแลทุกข์สุขของราษฎร
นี่หรือคือการทำ “เพื่อประชาชน”
ลักษณะอุดมการณ์เป็นการพาชาติ เดินไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ชนิด ซ้ายสุดโต่ง ที่แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม ยังมองเห็นว่าคือความผิดพลาด หันมาแก้ไขโดยส่งเสริมความรักชาติ และเชิดชูวัฒนธรรม
ตอน ปธน.สี จิ้นผิง ต้อนรับ ปธน.สหรัฐและ World CEO ยังพาชมโบราณสถานและวัฒนธรรมจีน เพราะตระหนักว่า การทิ้งรากเหง้าคือความพลาด
แต่พวกส้มที่พยายามขายความใหม่ กลับเหยียบย่ำเสาหลักและรากของชาติตัวเอง ถึงเวลาที่จะต้องดึงประชาชน ที่ถูกหลอมให้ชังชาติอันจะกลายเป็นการทำลายอนาคตของตัวเองให้ตระหนักถึงคุณค่าของประเทศและมองเห็นภัยของระบอบส้มที่ตนสิงอยู่
และถึงเวลาที่ฝ่ายตุลาการ ต้องเลิกเกรงใจความชั่ว แล้วใช้ความเด็ดขาดผดุงความชอบธรรม แทนการเลี้ยงหนามไว้ตำแผ่นดิน.
-----------------------
ทั้ง ๒ โพสต์ต่างก็มีความเชื่อและศรัทธา แต่ต่างกันที่เป้าหมาย
ฝั่งหนึ่งยังค้างคาใจ พยายามย้อนกลับไปปี ๒๔๗๕ เพื่อจัดการกับรูปแบบการปกครองเสียใหม่
อีกฝั่งต้องการรักษาระบอบที่เป็นอยู่เพราะนั่นคือรากเหง้าของชาติ
ครับ...ศึกนี้ยังไม่จบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คำสารภาพจาก 'เท้ง'
ครับ... ไม่ต้องไปตีความอะไรให้เสียเวลาแล้ว วานนี้ (๒๕ พฤษภาคม) "เท้ง" เฉลยสถานะ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในความคิดของเขาจนชัดเจน และต้องจารึกไว้ว่า พรรคส้มกำลังจะทำอะไร
'สีน้ำเงิน'
ถ้า... ม.๑๑๒ ถูกแก้ไขตามแนวทางของพรรคส้ม วันนี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” หรือใครต่อใครในบรรดาชาวสีส้ม จะวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรง หนักหน่วงกว่านี้
'ระบอบสีน้ำเงิน'
มาเป็นสเตปครับ... จากวิจารณ์องคมนตรี กระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ จากแถลงการณ์ที่สรุปเอาว่าสถาบันพระมหากษัตริย์แทรกแซงรัฐบาลผ่านองคมนตรี
อย่าดึงฟ้าต่ำ
เป็นไปตามคาดครับ... พรรคส้มได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาผู้ต้องหาหนีคดี ม.๑๑๒ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวซ้ายจัด ที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
ธาตุแท้พรรคส้ม
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา... วานซืน (๑๙ พฤษภาคม) มีข่าวอยู่ชิ้นหนึ่ง ว่าไปแล้วไม่ใช่ข่าวที่มียอดไลก์ยอดแชร์อะไรมากมายนัก แต่เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาประเทศ
วิกฤตกำลังจะมา
ถูกแล้วครับ รัฐบาลอย่าไปยุ่งเรื่องถ่ายทอดสดฟรีฟุตบอลโลกเลย ปล่อยเอกชนเขาทำดีกว่า และไม่เฉพาะครั้งนี้ ให้ถือเป็นบรรทัดฐานเลยครับว่าการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหลังจากนี้ ไม่ใช่งานของรัฐบาล

