อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (1)

จุดยืนของอิหร่านคือเจรจาเพื่อสงบศึกถาวร สงบศึกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ต้องมั่นใจว่าจะไม่โดนโจมตีอีกในอนาคต

หลังสงครามอิหร่านรอบนี้ผ่านไป 5 เดือนตามปฏิบัติการ Epic Fury อิหร่านเสียหายหนักทั้งด้านกองทัพ เศรษฐกิจ สูญเสียผู้นำทหารหลายคนรวมทั้งผู้นำจิตวิญญาณ อยาตอลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ส่วนสหรัฐใช้งบประมาณมหาศาลจนต้องของบประมาณเพิ่ม มีข่าวว่าขีปนาวุธบางอย่างใช้ใกล้หมด น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น พรรคเดโมแครตฝ่ายค้านใช้เรื่องนี้ทำลายคะแนนเสียงรัฐบาล ทั้งอิหร่านกับสหรัฐเจรจามาแล้วหลายรอบแต่ยังรบกันต่อไป

ภาพ: ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ต้นเดือนสิงหาคมหลังบรรลุข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซกับโอมาน ทางการอิหร่านย้ำต้องทำตามเงื่อนไขของตนจึงยอมเปิดฮอร์มุซดังนี้ 1.สหรัฐต้องไม่ปิดช่องแคบ 2.ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน 3.ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน 4.จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 5.คืนทรัพย์สมบัติที่สหรัฐยึดไว้ 6.ยุติการโจมตีพันธมิตรอิหร่าน 7.ไม่มองอิหร่านเป็นภัยคุกคาม

วิเคราะห์: รัฐบาลอิหร่านยืนยันเรื่อยมาว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่อิหร่านสมควรได้ในฐานะรัฐอธิปไตย ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่แต่ละประเทศต้องการและยึดถือ

แต่ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้แหละที่รัฐบาลสหรัฐไม่ยอมรับ จึงคาดว่าความขัดแย้งจะดำเนินต่อไป อาจตีความว่าอิหร่านรู้ดีว่ารัฐบาลทรัมป์เผชิญแรงกดดันหนัก ยิ่งเข้าใกล้เลือกทั้งกลางเทอมมากเท่าไร ทรัมป์ยิ่งต้องการ ‘พักรบ’ ก่อน

บทความนี้นำเสนอรายละเอียดเงื่อนไข และชี้ว่าทำไมสหรัฐไม่น่าจะยอม ดังนี้

ประการแรก สหรัฐต้องไม่ปิดช่องแคบ

หลักเบื้องต้นที่ต้องยึดถือคือช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นเขตพื้นที่ของอิหร่าน (บางส่วนเป็นของโอมาน) ดังนั้นการที่สหรัฐเข้าแทรกแซงอธิปไตยเหนือฮอร์มุซ จึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

แม้สหรัฐอ้างเรื่องเดินเรือเสรีแต่ข้อนี้ใช้ไม่ได้กับพื้นที่อธิปไตย ทุกประเทศล้วนดูแลน่านน้ำในเขตอธิปไตยตน แม้กระทั่งสหรัฐที่ดูแลอย่างเข้มงวดมาก ข้ออ้างสหรัฐเหมือนฟังดูดี แต่จริงๆ แล้วละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ถ้าอิหร่านยอมเรื่องนี้ก็เท่ากับยอมเสียน่านน้ำของตนให้ประเทศอื่น ถามว่าสหรัฐจะยอมเสียน่านน้ำของตนสั่นคลอนความมั่นคงเพื่อเดินเรือเสรีหรือไม่

นอกจากนี้ การปิดฮอร์มุซเป็นแผนการรบที่วางไว้นานแล้ว นานาชาติรู้จุดยืนเรื่องนี้อย่างดี อิหร่านกับนานาชาติรู้ดีว่าผลการปิดช่องแคบเป็นอย่างไร และตอนนี้ก็ส่งผลให้เห็นแล้ว

การที่สหรัฐขวางการเดินเรือทางใต้ของฮอร์มุซเท่ากับสกัดกั้นอีกชั้น มีผลเท่ากับสหรัฐกำลังควบคุมช่องแคบนี้เช่นกัน

ปลายเดือนพฤษภาคม 2026 Masoud Pezeshkian ประธานาธิบดีอิหร่านย้ำอีกครั้งว่า เป้าหมายการเจรจาคือสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านต้องได้รับการปกป้อง

วิเคราะห์: รัฐบาลอิหร่านกำลังยึดกฎบัตรสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ ในฐานะรัฐอธิปไตยมีสิทธิความชอบธรรมใด เช่น เป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้น มีบูรณภาพแห่งดินแดน เสรีภาพในการเลือกระบอบการปกครอง เลือกเส้นทางอนาคตของตนเอง มีสิทธิพัฒนานิวเคลียร์เพื่อใช้ในทางสันติ กองทัพมีศักยภาพป้องกันตัวเอง สามารถติดต่อค้าขายกับนานาชาติ เหล่านี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่อิหร่านควรได้อยู่แล้ว

ประการที่ 2 ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านตั้งแต่ปฏิวัติอิหร่าน 1979 ด้วยสารพัดเหตุผล ข้อหนึ่งที่ใช้บ่อยคือคว่ำบาตรโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน สมัยรัฐบาลโอบามาร่วมทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เป็นข้อตกลงร่วมพหุภาคี อิหร่านกับ P5+1 (หรือ E3+3) ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป้าหมายคือนำโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเข้าสู่การตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ มีรายงานการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้ในทางสันติเท่านั้น

ในช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐลดมาตรการคว่ำบาตร แต่ทรัมป์สมัยแรกไม่สนใจข้อตกลง ฉีกทิ้งสัญญาเพียงฝ่ายเดียวพร้อมกับคว่ำบาตรอิหร่านอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่อิหร่านไม่ได้ทำผิดข้อตกลงใดๆ

ที่น่าประหลาดใจคือ สหรัฐเป็นประเทศเดียวในหมู่ประเทศคู่สัญญาในตอนนั้นที่สรุปว่าอิหร่านไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่ผ่านมาประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดล้วนยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิด รัฐบาลสหรัฐผิดหรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย

ทุกครั้งที่เจรจา อิหร่านจะตั้งเงื่อนไขยุติการคว่ำบาตร ในบางช่วงผ่อนคลายลง บางส่วนเข้มข้นขึ้น รวมความแล้วตั้งแต่อิหร่านใช้ระบอบการปกครองแบบชีอะห์จนบัดนี้ สหรัฐกับพวกยังคงคว่ำบาตรเรื่อยมา

ประการที่ 3 ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน

อิหร่านกังวลทุกครั้งที่กองทัพสหรัฐเข้าพื้นที่ใกล้อิหร่าน สมัยสหรัฐส่งกองทัพเข้าปราบตอลิบันในอัฟกานิสถาน อิหร่านเกรงว่ากองทัพนับหมื่นนับแสนของสหรัฐจะเข้าโจมตีประเทศตัวเอง รอบนี้สหรัฐส่งหน่วยรบพิเศษ ทหารหน่วยต่างๆ นับหมื่นนายเข้าประจำการในประเทศแถวอ่าวเปอร์เซีย พร้อมกับเครื่องบินรบ กองเรือบรรทุกเครื่องบินเต็มอัตราศึก เคยมีกระแสข่าวว่าอาจส่งทหารยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) เรื่องนี้สำคัญ เพราะน้ำมันที่อิหร่านส่งออกราว 90% จะผ่านสถานีจ่ายน้ำมันบนเกาะนี้ ดังนั้น หากสถานีบนเกาะจ่ายน้ำมันไม่ได้เท่ากับตัดการส่งออกน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมด

การถอนทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่านเป็นหลักฐานสำคัญกว่ารัฐบาลสหรัฐยุติสงครามจริง ไม่ใช่แค่น้ำลายของนักการเมือง ผู้นำอเมริกันบางคนที่พูดกลับไปกลับมาตลอดเวลา

ประการที่ 4 จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม

ข้อนี้เป็นเงื่อนไขที่พูดหลายครั้งแล้ว ในบางช่วงอิหร่านมีแนวคิดเก็บค่าผ่านทางฮอร์มุซ 2 ล้านดอลลาร์ต่อลำเป็นค่าใช้จ่ายบูรณะประเทศ การเก็บค่าผ่านทางหรือใช้ชื่อใดๆ ก็แล้วแต่น่าจะสัมพันธ์กับค่าปฏิกรรมสงคราม ต่างที่ว่าใครเป็นผู้จ่าย

ประการที่ 5 คืนทรัพย์สมบัติที่สหรัฐยึดไว้

ทรัมป์ 2.0 เคยยอมรับเรื่องคลายมาตรการคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินบางส่วนที่อายัดไว้หากทำตามเงื่อนไข มีข้อมูลว่าเฉพาะพันธบัตรและเงินฝากของธนาคารกลางอิหร่านราว 1,750–2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกอายัด ยังไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางการทูตและสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถูกอายัดผ่านมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ

ประการที่ 6 ยุติการโจมพันธมิตรอิหร่าน

พันธมิตรอิหร่านที่พูดถึงคือฮามาสในกาซา ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่ทั้งสหรัฐกับอิสราเอลจะต้องยุติอย่างสิ้นเชิง

อิหร่านผูกโยงเรื่องนี้กับการยุติสงคราม คือต้องยุติทุกด้าน

ประการที่ 7 ไม่มองอิหร่านเป็นภัยคุกคาม

แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง อิสราเอลชี้ว่าต้องจัดการระบอบอิหร่านก่อนที่อิหร่านจะทำลายอิสราเอลด้วยนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แต่อิสราเอลมีกว่าร้อยหัวรบ สามารถทำลายอารยธรรมทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง

จุดยืนของอิหร่านคือเจรจาเพื่อสงบศึกถาวร สงบศึกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ต้องมั่นใจว่าจะไม่โดนโจมตีอีกในอนาคต

มุมมองของสหรัฐ:

อิหร่านในฐานะรัฐอธิปไตยมีสิทธิที่จะคิดและตั้งจุดยืนเช่นนั้น แต่ในโลกแห่งสัจนิยม การจะบรรลุเป้าหมายขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ถ้าพูดตามบริบทปัจจุบัน Stephen Walt นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Harvard University บรรยายว่ายุทธศาสตร์แม่บทของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า” (‘Predatory Hegemony’) ไม่สนกฎกติกา ความสัมพันธ์กับพันธมิตรจะเป็นอย่างไร หากอเมริกาไม่ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยสารพัดวิธีรวมทั้งใช้กำลังทหารดังที่นานาชาติรับรู้

Zhang Jiadong จาก Fudan University อธิบายว่า ในสมัยสงครามเย็นสหรัฐใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ตอนนี้ใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือ ข่มขู่คุกคามให้นานาชาติยอมทำความต้องการของสหรัฐ

สหรัฐมองอิหร่านเป็นปกปักษ์มานานแล้ว นักวิเคราะห์บางคนคิดว่าเป้าหมายสุดท้ายคือล้มระบอบอิหร่านที่ปกครองด้วยอิสลามชีอะห์ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐมักจะไม่พูดตรงๆ ครั้งนี้ผู้นำสหรัฐพูดชัดเจน แน่นอนว่าอิหร่านสู้สุดชีวิต แต่สหรัฐใช้สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) ใช้ Salami Slicing Tactics (กลยุทธ์การแล่ซาลามี) ไม่รบแบบม้วนเดียวจบด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่ แต่ “ค่อยๆ เฉือนผลประโยชน์หรือดินแดนทีละชิ้นเล็กๆ เหมือนการแล่ไส้กรอกซาลามีทีละแผ่น” ค่อยๆ ทำลายทีละน้อย ดังที่สหรัฐทำตั้งแต่เมื่อปี 1979 เป็นต้นมา

การพักรบชั่วคราว แม้กระทั่งการเจรจาในตอนนี้คือส่วนหนึ่งของการรบแบบสงครามไฮบริด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนเยอรมันไม่วางใจรัฐแก้ปัญหาโลกร้อน

สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”

สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์2.0 (2)

สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์นับวันชัดเจนขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น การขาดดุลการค้าเป็นแค่ตัวจุดประเด็นให้ทรัมป์ 2.0 ใช้เป็นข้ออ้างเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าแก้ขาดดุลการค้า

รองนายกฯ แนะคนไทยรู้เท่าทันสถานการณ์โลก รับมือปิดช่องแคบฮอมุส ปฏิบัติการรอบสามตะวันออกกลาง

รองนายกฯปกรณ์ ชี้การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เราต้องรู้เท่าทันและตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมได้

พันธมิตรนาโตจะพังเพราะสงครามอิหร่านหรือไม่

ทรัมป์ 2.0 ตำหนิหลายเรื่องที่สมาชิกไม่ทำตามใจสหรัฐ แต่ไม่เน้นเรื่องถอนตัวจากนาโต แสดงว่าทรัมป์เปลี่ยนท่าที ฝั่งยุโรปเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น