ไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไร สุภาพหรือแข็งกร้าว สาระสำคัญจากผู้นำสหรัฐคือ อเมริกาต้องเป็นมหาอำนาจ แสดงบทบาทผู้นำโลก
การที่รัฐบาลทรัมป์ยึดยุทธศาสตร์แม่บท “มหาอำนาจนักล่า” (Predatory Hegemony) เป็นเจ้าโลกที่เน้นตักตวง ส่งผลต่างๆ ดังนี้
ผลต่อสหรัฐกับพันธมิตร:
ในมุมของรัฐบาลทรัมป์ ตีความว่า สหรัฐแข็งแกร่ง รุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ นานาชาติยำเกรง แต่ในอีกด้านตีความต่างออกไป

ภาพ: Predatory Hegemony
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
สงครามอิหร่าน 2026 เป็นตัวอย่างทำให้ระบบอุปทานน้ำมันโลกปั่นป่วน คนอเมริกันต้องซื้อใช้น้ำมันแพงกว่าเดิม เรื่องนี้มีตัวเลขเศรษฐกิจรับรองมากมาย
เรื่องน่าสนใจคือ พันธมิตรความมั่นคงทั้งนาโต ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไม่ยอมเข้าร่วมคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซตามที่สหรัฐต้องการ เห็นชัดว่าพันธมิตรถอยห่าง นาโตยุโรปพยายามเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
พฤษภาคม 2026 Brando Benifei สมาชิกรัฐสภายุโรป กล่าวว่า เขาอยู่ในตำแหน่งสมาชิกรัฐสภายุโรปกว่า 12 ปี แต่ละวันพูดถึงการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการค้า จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อทรัมป์พูดว่าจะบุกยึดกรีนแลนด์ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ความสัมพันธ์กับสหรัฐเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
Ivo Daalder อดีตเอกราชทูตสหรัฐประจำนาโต (สมัยโอบามา) คิดว่าความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกน่าจะค่อยๆ เลวร้ายลง นาโตดั้งเดิมไปต่อยาก ในอนาคตทั้งสหรัฐกับยุโรปจะลดความสำคัญนาโต จะสร้างเครือข่ายความมั่นคงใหม่ที่น่าจะเริ่มจากศูนย์ (ไม่ใช่แค่ตัดสหรัฐออกจากนาโต เพราะฝั่งยุโรปนั้นหลากหลาย บางประเทศใกล้ชิดสหรัฐ)
ก่อนหน้านั้น มกราคม 2026 เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่หรือลัทธิอาณานิคมใหม่ (new imperialism or new colonialism) บีบให้ยุโรปต้องยอมทำตามคำสั่งหรือลดบทบาทลงมาเป็นเพียงผู้สนับสนุน แทนการเป็นพันธมิตรที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียม ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง หลังทรัมป์ยืนยันจะต้องครอบครองกรีนแลนด์
ฝรั่งเศสเป็นประเทศเดียวในฝั่งนาโตยุโรปที่มีขีดความสามารถอาวุธนิวเคลียร์ครบวงจร สามารถวิจัยพัฒนา สร้างหัวรบนิวเคลียร์ และระบบนำส่งทั้งรูปแบบขีปนาวุธ เครื่องบินรบติดหัวรบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์
ปัจจุบันพลังอำนาจทางนิวเคลียร์ฝรั่งเศสเป็นลำดับ 4 ของโลก มีหัวรบนิวเคลียร์ราว 290 หัวรบ
มีนาคม 2026 ประธานาธิบดีมาครงชี้ว่าตามยุทธศาสตร์ป้องปรามนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ฝรั่งเศสจะเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ และมีแผนสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่ด้วย เพื่อชาวยุโรปจะสามารถควบคุมอนาคตของตนเองได้ดีขึ้น อำนาจกับการพึ่งพาตัวเองช่วยจัดการภัยคุกคามภายนอก นาโตยุโรปต้องผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจยุโรปด้วยขาของตัวเอง แนวคิดนี้จะกลายเป็นเครือข่ายป้องปรามที่เข้มแข็ง สอดคล้องพันธกิจนาโต ด้วยการขยายการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสสู่ประเทศอื่นในยุโรป ต่างจากเดิมที่เน้นปกป้องตัวเอง เบื้องต้นหลายประเทศสนใจ รวมทั้งเยอรมนีกับอังกฤษ
หากแนวคิดยุโรปใช้อาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองสำเร็จจริง ความมั่นคงยุโรปจะเปลี่ยนจากนโยบายที่ใช้ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ฝรั่งเศสจะโดดเด่นขึ้นมาก
นาโตยุโรปมีแนวคิดสร้างกองทัพที่เป็นของตนเองแท้ๆ ไม่อิงหรือพึ่งพาสหรัฐ ระบบอาวุธนิวเคลียร์เป็นส่วนสำคัญของเรื่องนี้ ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์กระตุ้นให้ความคิดพึ่งพาตัวเองแรงขึ้น แต่จะกลายเป็นจริงหรือไม่ยังต้องติดตามต่อไป
มุมมองจากฝ่ายทรัมป์และข้อโต้แย้ง:
นโยบายความเป็นเจ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลสหรัฐยึดแนวทางนี้มานาน ต่างกันที่การใช้คำหรือท่วงท่าลีลาการพูด ผู้นำสหรัฐบางคนสุภาพ บางคนแข็งกร้าว สาระสำคัญคือสหรัฐต้องเป็นมหาอำนาจ แสดงบทบาทผู้นำโลก
ตามกรอบการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และทฤษฎีสัจนิยม สามารถสรุปแยกออกเป็นมิติต่างๆ ได้ดังนี้
1) ป้องกันสภาวะสุญญากาศทางอำนาจ
ตามทฤษฎีเสถียรภาพเจ้าโลก (Hegemonic Stability Theory) ระบบระหว่างประเทศต้องการมหาอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อย หากสหรัฐทิ้งสถานะเจ้าโลกหรือไม่แสดงบทบาท จะเกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” เปิดโอกาสให้มหาอำนาจคู่แข่ง (เช่น จีน หรือรัสเซีย) ก้าวขึ้นมาจัดระเบียบโลกใหม่ที่อาจไม่เอื้อผลประโยชน์ของสหรัฐกับพันธมิตร ดังนั้นแทนที่ให้คนอื่นทำหน้าที่นี้ สู้สหรัฐเป็นผู้นำโลกเสียเองย่อมดีกว่า
2) ควบคุมและกำหนดกฎเกณฑ์โลก
การเป็นเจ้าทำให้สหรัฐมีอำนาจสถาปนาและคงไว้ซึ่งระเบียบโลกเสรี รวมถึงสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ (เช่น IMF, World Bank, WTO) หรือระบบใดๆ ก็แล้วแต่ตามที่รัฐบาลสหรัฐพยายามกำหนด
การเป็นผู้เขียนและคุมกฎเกณฑ์ช่วยให้สหรัฐสามารถปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินของตนเอง เป็นการสกัดปรปักษ์ออกไปโดยปริยาย ตอนนี้ทรัมป์ 2.0 กำลังปรับกฎเกณฑ์ซึ่งคือการสร้างระเบียบโลกใหม่นั่นเอง
สามารถคว่ำบาตรหรือกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐที่ท้าทายอย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเป็นว่าสหรัฐคือประเทศที่ใช้เครื่องมือนี้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ทรัมป์ใช้นโยบายภาษีนำเข้ากดดันให้นานาชาติเข้าเจรจาเพื่อผลประโยชน์อื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องตัวเลขการส่งออกนำเข้า
3) ความมั่นคงและอิสรภาพทางยุทธศาสตร์
การมีอำนาจระดับโลกช่วยให้สหรัฐสามารถยับยั้งภัยคุกคามล่วงหน้าตั้งแต่ภายนอกภูมิภาค ไม่ให้ขยายตัวมาถึงแผ่นดินแม่
สหรัฐวางนโยบายควบคุมเส้นทางเดินเรือ กองทัพเรือที่กระจายอยู่ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งรวมถึงช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบมะละกา ช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นเครื่องมือตัดขาดการค้าสหรัฐ
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า รัฐบาลชาติตะวันตกตั้งใจความสร้างขัดแย้งเพราะเป็นวิธีที่ใช้รักษาอำนาจ (บั่นทอนทำลายปรปักษ์ กระชับอำนาจในกลุ่มของตน) สหรัฐกับพวกเข้าไปแทรกแซงกิจการของประเทศอื่นๆ กระตุ้นให้เกิดการยั่วยุทุกรูปแบบจนถึงสงครามกลางเมือง สิ่งที่พวกเขาทำย่อมส่งผลลดทอนความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมโลก
จะเห็นว่า ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน สหรัฐไม่เคยทำสงครามที่แผ่นดินแม่เลย แต่ทำสงครามสารพัดในต่างแดน สงครามยูเครน สงครามอิหร่าน 2026 คือตัวอย่างปัจจุบัน
4) อภิสิทธิ์ทางเศรษฐกิจและการเงิน
ความเป็นเจ้าเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะของดอลลาร์สหรัฐ ให้เป็นสกุลเงินหลักของโลก ตราบใดที่ยังเป็นมหาอำนาจสูงสุด โลกเชื่อมั่นในระบบการเงินและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐสามารถกู้ยืมเงินในต้นทุนที่ต่ำ และสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดรวมถึงพิมพ์เงินเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเหมือนประเทศทั่วไป
American Exceptionalism:
American Exceptionalism เป็นหลักนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ เป็นระบบคุณค่าต่อการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ เป็นลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิด คือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ
แนวคิดนี้แม้ไม่ค่อยสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐถดถอย (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต) การส่งเสริมประชาธิปไตยต่างแดนถูกตีความว่าเป็นข้ออ้าง ทรัมป์ 2.0 ถอยห่างจากหลักการค้าเสรีตามกติกาองค์การค้าโลก แต่ American Exceptionalism ยังถูกใช้อยู่เสมอ เพื่อสร้างความชอบธรรมและระดมเสียงสนับสนุนจากสาธารณชน
จะเห็นว่าในด้านหนึ่ง ทรัมป์ 2.0 ยึด American exceptionalism แต่อีกด้านคือ America First ทั้ง 2 แนวคิดกำลังขัดแย้งกันเองว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐทำเพื่อตนเองหรือเพื่อโลกกันแน่ ยุทธศาสตร์แม่บท “มหาอำนาจนักล่า” ตีแผ่คำถามนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (2)
ขึ้นกับว่าใครจะอึดกว่า รัฐบาลอิหร่านจะพังก่อน หรือทรัมป์จะยอมถอยเพื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (1)
จุดยืนของอิหร่านคือเจรจาเพื่อสงบศึกถาวร สงบศึกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ต้องมั่นใจว่าจะไม่โดนโจมตีอีกในอนาคต
คนเยอรมันไม่วางใจรัฐแก้ปัญหาโลกร้อน
สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”
Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)
จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง”
ขยายโครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
โครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสเป็นตัวแทนยุโรป ชี้วัดว่ายุโรปสามารถเป็นเอกเทศมากแค่ไหน
สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์2.0 (2)
สิ่งแอบแฝงที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์นับวันชัดเจนขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น การขาดดุลการค้าเป็นแค่ตัวจุดประเด็นให้ทรัมป์ 2.0 ใช้เป็นข้ออ้างเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าแก้ขาดดุลการค้า


