อียู-จีน:การค้าเสรีที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐ

ประเด็นรถจีนคล้ายเรื่องแผงรับแสงอาทิตย์ที่สามารถตกลงกันได้ ช่วยขยายเวลาให้อุตสาหกรรมรถอียู

รถอีวีจีนทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์อียูสะเทือนหนัก โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับเยอรมนีที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญ กำลังเผชิญปัญหาต้องลดการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง อียูใช้การเจรจาหวังเป็นช่องทางลดขาดดุลการค้า ที่ปี 2025 อียูขาดดุลจีนวันละ 1 พันล้านยูโร ชี้ว่าเพื่อการค้ายุติธรรม อาจใช้มาตรการภาษีหากจำเป็น และต้องลดการค้าเชิงพึ่งพา เพิ่มยอดขายสินค้าอียู

ภาพ: อียู-จีน: การค้าเสรีที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐ

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ด้านจีนเห็นด้วยเรื่องลดขาดดุลและพร้อมขายสินค้าพวกแร่หายากกับอุปกรณ์พลังงานสะอาดที่อียูต้องการ เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ก่อนหน้านี้อียูกล่าวหาจีนใช้แร่หายากเป็นอาวุธหลังจีนควบคุมการส่งออกทั่วโลก ในเบื้องต้นจีนจะลดการส่งออกรถสู่อียูลงครึ่งหนึ่ง

การค้าเสรีดั้งเดิม:

ตำราตะวันตกเคยสอนว่า การค้าที่ดีคือการค้าเสรีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) มุ่งลดอุปสรรคการค้าระหว่างสมาชิก ส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้า บริการ และการลงทุนอย่างเสรีและเป็นธรรมมากขึ้น เชื่อว่าการค้าที่เปิดกว้างจะนำสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

สนับสนุนการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในรูปแบบของภาษีศุลกากร (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs) เช่น โควตานำเข้า การอุดหนุน หรือข้อกำหนดทางเทคนิคที่กีดกันการค้า การเจรจาการค้าภายใต้ WTO มุ่งเป้าลดกีดกันอย่างต่อเนื่อง

 ในสมัยนั้นรัฐบาลสหรัฐถึงกับประกาศว่ายุทธศาสตร์แม่บทของอเมริกาคือ ส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี เคารพสิทธิมนุษยชน

ในตอนนั้นรัฐบาลตะวันตกจะไม่พยายามเอ่ยข้อเสียของการค้าเสรี 1) ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ การเปิดเสรีอาจทำให้บางอุตสาหกรรมในประเทศที่อ่อนแอหรือไม่สามารถแข่งขันต้องปิดตัว ทำให้คนว่างงาน 2) ความไม่เท่าเทียม ประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถในการแข่งขันยังไม่แข็งแกร่งเท่าประเทศพัฒนาแล้ว

การค้าเสรีที่ตะวันตกสนับสนุนในช่วงนั้นทำให้ประเทศกำลังพัฒนาขาดดุลหนัก ระบบเกษตรดั้งเดิมเสียหาย คล้ายยุคอาณานิคมที่ประเทศกำลังพัฒนาเน้นขายสินค้าวัตถุดิบราคาต่ำ และนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปราคาแพง

เมื่อตะวันตกเสียเปรียบ:

จากการที่สหรัฐขาดดุลจีนต่อเนื่อง ในช่วงแรกรัฐบาลสหรัฐกล่าวหาจีนผลิตสินค้ามากเกินไป ล้นความต้องการ ต้นเหตุปัญหาสหรัฐขาดดุล ด้านจีนโต้ว่าตามหลักสากลไม่มีคำว่า “การผลิตล้นเกิน” ในยุคโลกาภิวัตน์ ทุกบริษัททุกประเทศผลิตมากตามเท่าที่ต้องการ ชี้ว่าหลายประเทศผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์มหาศาล สร้างเครื่องบินเป็นลำดับต้นของโลก เลือกปลูกสินค้าเกษตรที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด เพื่อส่งขายในตลาดโลก สินค้าเกษตรสหรัฐตีตลาดต่างประเทศเช่นกัน ไม่เพียงเท่านี้ รัฐบาลไบเดนออกกฎมาย CHIPS and Science Act กระตุ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในประเทศ ให้เงินอุดหนุน เงินกู้ และมาตรการลดหย่อนภาษีแก่เอกชน

ในที่สุด ทุกบริษัททุกประเทศจะปรับกำลังผลิตของตัวเอง

ประเทศใดที่ใช้วาทกรรม “การผลิตล้นเกิน” กำลังตีตัวถอยห่างจากการค้าเสรี ตั้งใจใช้คำนี้เพื่อเล่นงานบางประเทศ สร้างความชอบธรรมที่จะปกป้องการค้า เพราะประเทศตัวเองแข่งขันสู้คนอื่นไม่ได้

ชาติตะวันตกเสียเปรียบจากการค้าเสรีจึงทำดังนี้ แบ่งเป็นแบบตั้งมาตรการกีดกันกับแบบเจรจาลงตัว

1.แบบตั้งมาตรการกีดกัน

รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกขึ้นภาษีศุลกากรเพื่อลดการนำเข้า หวังช่วยลดการขาดดุล บริษัทเอกชนย้ายโรงงานกลับประเทศ ทรัมป์สมัยแรกขึ้นภาษีสินค้าจีน 20-30%

ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลถัดมาหรือสมัยไบเดนคงภาษีที่กำหนดโดยรัฐบาลทรัมป์ไว้หลายส่วน ไม่เพียงเท่านั้นไบเดนขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกหลายรายการ โดยเฉพาะพวกรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และเซมิคอนดักเตอร์

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากรีพับลิกันหรือเดโมแครตต่างละเมิดการค้าเสรี ใช้นโยบายปกป้องการค้า

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ใช้มาตรการกำแพงภาษีหนักกว่าเดิม ขึ้นภาษีศุลกากร 10% ต่อหลายสิบประเทศทั่วโลก บางประเทศโดนเรียกเก็บสูงกว่านั้น นำสู่การเจรจาเพื่อปรับลดภาษีซึ่งได้ผลในหลายประเทศ สหรัฐถอนตัวจากการค้าเสรีตามกติกาองค์การค้าโลก การค้ากับประเทศคู่ค้าเป็นการเจรจาทวิภาคี และเป็นมากกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะในการเจรจาสหรัฐจะพ่วงด้านอื่นๆ ด้วย แคนาดาเป็นตัวอย่างล่าสุด ที่ใช้การค้าแทรกแซงกิจการภายใน เรียกร้องรัฐบาลมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) เลิกสนับสนุนวัฒนธรรมฝรั่งเศส หวังสร้างความแตกแยก อาจนำสู่การแบ่งแยกดินแดนในที่สุด

วิเคราะห์: รัฐบาลสหรัฐกำลังจัดระเบียบโลกใหม่ โดยใช้การค้าระหว่างประเทศเป็นตัวเปิดหน้า นับเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกระชับอำนาจโลกอย่างงดงาม

ถ้ามองในแง่การเมือง ปี 2019 กระทรวงการคลังสมัยทรัมป์ชี้ว่าต้นเหตุขาดดุล เพราะจีนบิดเบือนค่าเงินหยวน แต่ IMF ชี้แจงว่ารัฐบาลจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน โดยรวมแล้วสกุลเงินหยวนค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ สวนทางข้อสรุปของรัฐบาลทรัมป์ที่กล่าวหาจีน

วิเคราะห์: ดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐต้องมีคำอธิบายบางอย่างเพื่อโยนความผิดให้ต่างประเทศ เพื่อยกย่องประชาธิปไตย สังคมอเมริกันต่อไป

ระบบเศรษฐกิจโลกไม่ได้เกิดด้วยตัวเอง การก่อเกิดและดำรงอยู่ต้องอาศัยชาติมหาอำนาจผู้สนับสนุนระบบดังกล่าว ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาว่าได้ประโยชน์จากระบบการค้าที่ตนสร้างและควบคุม

วิเคราะห์: แม้มหาอำนาจไม่สามารถควบคุมได้โดยสมบูรณ์ แต่มีผลอย่างยิ่งต่อความคาดหวังจากคนอเมริกันที่อยากอยู่ดีกินดี ระบบการค้าโลกที่ส่งเสริมการค้าเสรีจึงเกิดขึ้นและคงอยู่เพราะชาติมหาอำนาจต้องการ และเมื่อตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากกติกาที่ตั้งขึ้นเอง จึงไม่ยอมทำตามกติกาเดิมและพยายามสร้างขึ้นใหม่

2.แบบเจรจาลงตัว

ทุกครั้งที่มีปัญหาจะเริ่มต้นด้วยการเจรจา หากไม่สำเร็จจะมีมาตรการตามมา ดังที่สหรัฐทำกับหลายประเทศ ถึงขั้นเกิดสงครามการค้า แต่หากผลเจรจาลงตัวจะได้ข้อตกลงร่วม ข้อตกลงอียู-จีนเป็นตัวอย่าง ประเด็นรถจีนคล้ายเรื่องแผงรับแสงอาทิตย์ ที่สามารถตกลงกันได้เมื่อปี 2013 ด้วยแนวทางเดียวกันคือจีนยอมจำกัดการส่งออก (ทำให้ราคาแผงของจีนสูงขึ้น) อุตสาหกรรมแผงรับแสงอาทิตย์อียูยังอยู่ได้ เรื่องนี้กำลังจะเกิดซ้ำกับรถอียู อย่างน้อยขยายเวลาให้อุตสาหกรรมปรับตัว

โลกเข้าสู่การค้าเสรีใหม่ที่ทุกประเทศอยู่ได้?:

ถ้าพูดถึงการค้ายุติธรรม (Fair Trade) ที่รัฐบาลสหรัฐพยายามเรียกร้อง หวังลดการขาดดุล เช่นนี้ควรพูดให้ชัดว่าเป็นอย่างไร เช่น การค้าควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ไม่นำการเมืองหรือการแบ่งค่ายมาผูกติดกับการค้า (เช่น การกดดันไม่ให้ทำธุรกิจกับจีน หรือบังคับให้ซื้อสินค้าจากฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น) ส่งผลให้ต้นทุนของห่วงโซ่อุปทานโลกสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

 แต่ในโลกแห่งความจริง มหาอำนาจมองว่าเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ ทรัพยากรสำคัญ การแยกการค้าออกจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างเด็ดขาดจึงเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายของชาติมหาอำนาจมองว่าเป็นไปได้ยาก

จีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจะกดให้อเมริกาต่ำต้อยลง เป็นเรื่องที่มหาอำนาจยอมไม่ได้

แต่ไหนแต่ไรคำว่า “เสรี” ของตะวันตกหมายถึงเสรีกับพวกที่เป็นทุนนิยมประชาธิปไตย หรือ “ไม่ประชาธิปไตย” แต่ต้องเป็นมิตรกับรัฐบาลสหรัฐ (เช่น กลุ่มชาติอาหรับ เวียดนาม) ด้วยกติกาที่สหรัฐได้เปรียบ เน้นค้าขายกับประเทศที่เป็นมิตรเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับหลักทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยแต่อย่างใด คำว่า “หลักทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย” เป็นข้ออ้างเพื่อกีดกันบางประเทศเท่านั้น

การค้าระหว่างประเทศปัจจุบันไม่ว่าจะเสรีหรือไม่ ล้วนมีรัฐบาลเข้ากำกับควบคุม ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบว่ารัฐบาลกำลังรักษาผลประโยชน์ของชาติ ของคนทั้งประเทศหรือไม่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิสัยทัศน์ ‘a stronger Europe in a stronger NATO’

นาโตตีความว่าบริบทความมั่นคงทางทหารปัจจุบันกับอนาคตจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรบ

คอร์รัปชันพาเวเนฯล่มสลายกลายเป็นอาณานิคม

ในด้านหนึ่งรัฐบาลสหรัฐพยายามเล่นงานเวเนซุเอลาเรื่อยมา ตั้งใจนำมาอยู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง แต่ในอีกด้านการปกครองเหลวแหลกนำชาติอ่อนแอ