พวกเขาตั้งใจทำร้ายและแบ่งแยกพวกเรา แต่พวกเขาคิดผิด สถานการณ์จะทำให้แคนาดาเป็นเอกภาพมากขึ้น
สิงหาคม 2026 มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า ประเทศกำลังทำสงครามการค้ากับสหรัฐ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา 50% ทีมเจรจาแคนาดาถอนตัว เราพร้อมตอบโต้แบบหมัดต่อหมัด ดอลลาร์ต่อดอลลาร์ เรา “รับรู้สักพักหนึ่งแล้วว่าอเมริกาเปลี่ยนไป” ทรัมป์ “เรียกร้องมากเกินไปและแคนาดาได้น้อยเกินไป” เราจึงไม่รับข้อเสนอ พวกเขาตั้งใจทำร้ายและแบ่งแยกพวกเรา แต่พวกเขาคิดผิด สถานการณ์จะทำให้แคนาดาเป็นเอกภาพมากขึ้น

ภาพ: พวกเขาตั้งใจทำร้ายและแบ่งแยกพวกเรา
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
สหรัฐตั้งใจเข้าควบคุมครอบงำแคดานา:
นายกฯ คาร์นีย์อธิบายว่ารัฐบาลไม่ยอมเอาอธิปไตยกับอุตสาหกรรมสำคัญไปแลก ข้อเรียกร้อง “ไม่ยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ” ทีมเจรจาสหรัฐกดดันให้รัฐบาลแคนาดายกเลิกส่งเสริมภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาราชการหนึ่งของแคนาดา ยกเลิกใช้ภาษาฝรั่งเศสในสตรีมมิงออนไลน์ ลดเงินอุดหนุนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การพิมพ์และการผลิตภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส แม้กระทั่งข้อบังคับติดฉลากเป็นภาษาฝรั่งเศส
นายกฯ คาร์นีย์พูดด้วยภาษาฝรั่งเศสว่า “พวกเขาคุกคามภาษากับวัฒนธรรมฝรั่งเศส” เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้
วิเคราะห์: นายกฯ คาร์นีย์ให้เหตุผลว่า หากทำตามที่ผู้นำสหรัฐเรียกร้อง การเมืองแคนาดาจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายทันที คือ ฝ่ายที่ยึดวัฒนธรรมอังกฤษกับฝ่ายที่อิงวัฒนธรรมฝรั่งเศส นี่คือแผนทำให้แคนาดาแตกแยกใช่หรือไม่ ไม่แปลกที่ผู้นำแคนาดากล่าวว่า พวกเขาคิดผิด สถานการณ์จะทำให้แคนาดาเป็นเอกภาพมากขึ้น
เป็นเรื่องน่าคิดที่รัฐบาลสหรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยววัฒนธรรมแคนาดา หวังเปลี่ยนโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วยวัฒนาธรรมอังกฤษกับฝรั่งเศส จึงเป็นการแทรกแซงกิจการภายในโดยตรง ดังที่นายกฯ คาร์นีย์กล่าวว่าจะไม่ยอมเอาอธิปไตยไปแลก และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ
น่าแปลกที่ทำไมต้องตั้งเงื่อนไขนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้า เป็นหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐตั้งใจเข้าควบคุมครอบงำแคนาดา
อาจตีความไกลกว่านี้ที่ทรัมป์ตั้งเป้าให้แคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา การกดดันให้ยกเลิกวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ สอดคล้องกับเป้าหมายสุดท้ายที่แคนาดาต้องสิ้นชาติ ไม่ใช่แค่คำพูดสนุกปาก ดังที่ทรัมป์พูดซ้ำหลายครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญบางคนอธิบายว่า หลักนิยมดังกล่าวสอดคล้องกับ Neo-Monroe Doctrine ในแง่ที่สหรัฐต้องการความเป็นเจ้าและสร้างเขตอิทธิพลในซีกโลกตะวันตก เพื่อสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจีน
มองว่าแคนาดา ลาตินอเมริกาและซีกโลกตะวันตกคือ “บ้านหลังบ้าน” ของตน รัฐบาลสหรัฐต้องมีอำนาจเหนือประเทศเหล่านี้ ไม่อาจปล่อยให้มหาอำนาจอื่นเข้ามามีอิทธิพลแทน การล้มรัฐบาลนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ในเวเนซุเอลา การเตรียมล้างระบอบคิวบา และประกาศจะผนวกแคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาล้วนตั้งอยู่บนหลักนิยมนี้
เป็นการใช้ “อำนาจการต่อรองทางการค้า” เป็นเครื่องมือบ่อนทำลาย เพื่อกลืนวัฒนธรรม (Cultural Assimilation) เข้าสู่ระบบนิเวศอเมริกัน
การตอบโต้ของนายกฯ คาร์นีย์ส่งสัญญาณไปยังชาวควิเบกและชาวแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศสว่า รัฐบาลกลางจะปกป้องตัวตนของพวกเขาถึงที่สุด ไม่ยอมแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นการผนึกกำลังภายในต่อหน้าศัตรู
ชี้แจงให้โลกเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ “ข้อพิพาทการค้า” แต่เป็น “การปกป้องอธิปไตย” เพราะรัฐบาลทรัมป์เรียกร้องมากเกินไป ก้าวร้าวเกินขอบเขตพันธมิตรประชาธิปไตย
ส่วนการที่ทรัมป์ไม่ถอย ตีความว่ายึดแนวคิด “America First” ยึดผลประโยชน์ตนเป็นหลัก ไม่สนใจการค้าเสรี กฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ
รัฐบาลคาร์นีย์คิดรอบคอบแล้วว่า ถ้ายอมเรื่องนี้เพื่อแลกกับผลประโยชน์ระยะสั้น อนาคตสหรัฐจะเรียกร้องมากกว่าเดิม แคนาดาไม่ใช่อาณานิคม และอธิปไตยทางภาษาไม่ใช่สินค้าบนโต๊ะเจรจา
ดังนั้น ต้องย้ำว่าสาเหตุหลักที่แคนาดาไม่เจรจาไม่ใช่เพราะเรื่องการค้า แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐเข้าแทรกแซงสังคมวัฒนธรรม
พร้อมลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ:
เมื่อรับข้อเรียกร้องของสหรัฐไม่ได้ รัฐบาลแคนาดาตัดสินใจพร้อมลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ดังที่นายกฯ คาร์นีย์ กล่าวว่าเราพร้อมตอบโต้แบบหมัดต่อหมัด ดอลลาร์ต่อดอลลาร์ “แคนาดาจะเข้มแข็งขึ้นและพึ่งพาอเมริกาลดลง”
แคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐ 15-50% จำนวน 700 รายการ ตอบโต้ที่ทรัมป์ขึ้นภาษีศุลกากรต่อแคนาดา 50% รายการสำคัญคือขึ้นภาษีเหล็กกับอะลูมิเนียมสูงถึง 50% จะเริ่มเก็บภาษีอัตราใหม่ในวันที่ 8 กันยายน ไม่กลัวคำขู่โต้กลับจากทรัมป์ มาตรการล่าสุดกีดกันบริษัทเอกชนแคนาดาที่นำเข้าสินค้าสหรัฐ รวมทั้ง อะลูมิเนียมฟอยล์ หัวรถไฟ และชิ้นส่วนสะพานที่ทำด้วยเหล็ก
งานนี้ใครจะถอยใครจะเสียหน้า น่าคิดว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังทำสงครามการค้ากับหลายประเทศ มีส่วนในสงครามใหญ่อย่างยูเครน อิหร่าน อะไรคือแรงจูงใจให้ทำเช่นนี้
ส่วนรัฐบาลแคนาดากำลังสู้เพื่อชี้ว่าไม่อ่อนแอ ไม่ปล่อยให้รังแกง่ายๆ ที่สำคัญคือตอนนี้คนแคนาดาสนับสนุนเต็มที่ แม้บางคนกังวลสถานการณ์บานปลาย ชาวแคนาดาลดเลิกใช้สินค้าบริการทุกอย่างที่เป็นของอเมริกัน สถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างแคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก (USMCA) ล้มได้ทุกเมื่อ
ไม่คุ้มค่าที่จะขายในสหรัฐอีกต่อไป:
Joseph Steinberg จาก University of Toronto ชี้ว่า สินค้าหลายรายการของแคนาดาจะไม่คุ้มที่จะขายในสหรัฐอีกต่อไป สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจะแพงเกินกว่าจะซื้อ ยอดส่งออกสู่สหรัฐจะลดลงทันที Trevor Tombe จาก University of Calgary in Alberta เตือนว่าอาจกระทบแรงงานแคนาดา 90,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่ตำแหน่งงานในโรงงานจนถึงพนักงานขับรถบรรทุก
วิเคราะห์: เป็นข้อเตือนใจว่าเอกชนต้องยืดหยุ่น ต้องปรับรับมือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากนี้ไปควรกระจายตลาดให้กว้างกว่านี้
ภาคธุรกิจเสียหายด้วยกันทั้งคู่ ตอกย้ำว่าแคนาดาต้องเปลี่ยนมุมมอง เน้นหาลูกค้าอื่นๆ เพราะการค้ากับสหรัฐผันผวนไม่แน่นอน แต่เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะสหรัฐคือตลาดใหญ่สุด สินค้าส่งออกของแคนาดา 75% ไปยังสหรัฐ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ยานยนต์กับชิ้นส่วน (สองประเทศมีห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์ที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์) เหล็ก อะลูมิเนียม ไม้แปรรูป สินค้าเกษตรและอาหาร
ทรัมป์อาจตีความการพึ่งพาตลาดของแคนาดาว่าแคนาดาจำต้องยอมตามเงื่อนไขของตน ไม่เช่นนั้นจะเสียหายหนัก
แคนาดาเข้าหาอียู:
หนึ่งในตลาดสำคัญที่รัฐบาลคาร์นีย์คิดถึงตั้งแต่ต้นคืออียู เอ่ยปากอยากเป็น “สมาชิกสมทบ” (associate member) ที่น่าจะรับเข้าง่าย ได้ประโยชน์โดยตรงทันที อีกทั้งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวหากแคนาดาเป็นสมาชิกเต็มตัวของอียู (เมื่อถึงวันเรื่องราวทั้งหมดสอดประสานกันอย่างดี วันต่อมาอียูอ้าแขนเห็นด้วยที่แคนาดาเข้าร่วมกลุ่มในฐานะสมาชิกสมทบทันที
วิเคราะห์: เรื่องนี้เป็นผลจากนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการให้แคนาดาสิ้นชาติ กลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ทรัมป์คิดถึงการกระชับอำนาจฝ่ายตะวันตก รวมพลังต่อต้านฝ่ายตรงข้าม แต่การทำเช่นนี้ควรตรวจสอบความเห็นของพันธมิตรก่อน ไม่ใช่เรียกร้องเอาฝ่ายเดียว ดังที่ผู้นำประเทศยุโรปบางคนพูดว่าประเทศตนไม่ใช่บริวาร (vassal) ของสหรัฐ ความสัมพันธ์กับสหรัฐควรเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียม ยุโรปมี strategic autonomy ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบผู้สั่งกับผู้ทำตาม
อาจตีความยุโรปกับแคนาดากำลังผูกสัมพันธ์ที่ถอยห่างสหรัฐทีละน้อย ตอบโต้นโยบายสหรัฐ
แคนาดากับอียูเป็นสมาชิกนาโตด้วยกันอยู่แล้ว มีข้อตกลงการค้าอยู่แล้ว ที่น่าจะเป็นรูปธรรมคือแคนาดาหวังส่งสินค้าเข้าอียูมากขึ้น รับการลงทุนจากยุโรป ทดแทนที่เคยได้จากสหรัฐ
ถ้าตีความในกรอบแคบ การหาตลาดใหม่เป็นเรื่องจำเป็น แต่การที่ผู้นำประเทศอย่างแคนาดาใช้คำว่าประเทศ “เข้าสู่สงคราม” ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ดังนั้น แม้ทางการสหรัฐกับสื่อหลายสำนักมุ่งพูดเรื่องการค้า เรื่องนี้ไม่ควรจำกัดมุมมองแค่การค้า การเกินดุลหรือขาดดุลทางเศรษฐกิจเท่านั้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิสัยทัศน์ ‘a stronger Europe in a stronger NATO’
นาโตตีความว่าบริบทความมั่นคงทางทหารปัจจุบันกับอนาคตจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรบ
คอร์รัปชันพาเวเนฯล่มสลายกลายเป็นอาณานิคม
ในด้านหนึ่งรัฐบาลสหรัฐพยายามเล่นงานเวเนซุเอลาเรื่อยมา ตั้งใจนำมาอยู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง แต่ในอีกด้านการปกครองเหลวแหลกนำชาติอ่อนแอ
Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (2)
ไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไร สุภาพหรือแข็งกร้าว สาระสำคัญจากผู้นำสหรัฐคือ อเมริกาต้องเป็นมหาอำนาจ แสดงบทบาทผู้นำโลก
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (2)
ขึ้นกับว่าใครจะอึดกว่า รัฐบาลอิหร่านจะพังก่อน หรือทรัมป์จะยอมถอยเพื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (1)
จุดยืนของอิหร่านคือเจรจาเพื่อสงบศึกถาวร สงบศึกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ต้องมั่นใจว่าจะไม่โดนโจมตีอีกในอนาคต
คนเยอรมันไม่วางใจรัฐแก้ปัญหาโลกร้อน
สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”


