ในด้านหนึ่งรัฐบาลสหรัฐพยายามเล่นงานเวเนซุเอลาเรื่อยมา ตั้งใจนำมาอยู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง แต่ในอีกด้านการปกครองเหลวแหลกนำชาติอ่อนแอ
สหรัฐพยายามมาแล้วหลายปีที่จะล้มรัฐบาลเวเนฯ เป้าหมายสุดท้ายคือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนนโยบายของตน ตามรูปแบบลัทธิอาณานิคมใหม่ เช่น คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร เพื่อทำลายความนิยม สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน ที่ผ่านมารัฐบาลมาดูโรยังทนอยู่ได้แต่อ่อนแอตามลำดับ ในที่สุดจึงใช้กำลังล้มรัฐบาลมาดูโรเมื่อพฤศจิกายน 2025

ภาพ: ดัชนีการรับรู้การทุจริตเวเนฯ อยู่ในอันดับที่ 180 จาก 182 ประเทศ
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
ปฏิบัติการรุกรานและบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) เป็นเพียงขั้นต้นเพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้บริหารจัดการประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว” รองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รักษาการประธานาธิบดี” รัฐบาลรักษาการไม่กล้าขัดขืนความต้องการของสหรัฐ
และทรัมป์ประกาศว่าได้เข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันประเทศนี้แล้ว
เพื่อทรัพยากรน้ำมัน:
แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา บางช่วงตีตราว่าเป็นภัยคุกคามสหรัฐเพราะเป็นพวกสังคมนิยม ในสมัยทรัมป์ตีตราว่าเป็นต้นเหตุภัยยาเสพติด เพิ่มข้อกล่าวหาอีกข้อ เพิ่มความชอบธรรมที่จะล้มล้างรัฐบาลประเทศนี้ เป็นแนวทางเดิมๆ ที่ใช้เรื่อยมา
คริส ไรท์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐประกาศว่าสหรัฐจำต้องควบคุมการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาตลอดไป การซื้อขายและกำไรจะอยู่ในอำนาจและเป็นของรัฐบาลสหรัฐ กำไรส่วนหนึ่งจะเป็นงบประมาณของเวเนฯ อีกส่วนจะเป็นของบรรษัทน้ำมันสหรัฐ เป็นค่าชดเชย คืนเงินทุนของบรรษัทน้ำมันอเมริกันที่ย้อนหลังตั้งแต่เกือบ 2 ทศวรรษก่อน
แนวทางของรัฐมนตรีไรท์สอดคล้องความคิดของทรัมป์ที่เคยพูดว่า “เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เราหลายพันล้านดอลลาร์ ... พวกเขาทำแบบนี้มาสักพักใหญ่แล้ว แต่เราไม่เคยมีประธานาธิบดีที่ลงมือจัดการเรื่องนี้เลย พวกเขาเอาทรัพย์สินของเราไปทั้งหมด ... ระบอบสังคมนิยมขโมยมันไปจากเราในช่วงรัฐบาลชุดก่อนๆ และพวกเขาขโมยมันไปด้วยการใช้กำลัง”
สัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศสหรัฐกับเวเนซุเอลาบรรลุข้อตกลงสหรัฐเข้าควบคุมน้ำมันสำรอง 65,000 ล้านบาร์เรลของเวเนซุเอลา บริษัทเอกชนสหรัฐมีส่วนเข้าไปบริหารจัดการ บัดนี้สหรัฐมีอำนาจเหนือระบบพลังงานใน Western Hemisphere ตรงตามเป้าหมายที่ทรัมป์ประกาศตั้งแต่ต้น
รัฐบาลเวเนฯ ชี้ว่าข้อตกลงช่วยฟื้นฟูประเทศ นำเม็ดเงินกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์เป็นภาษีของรัฐ
ทรัมป์ชี้ว่าจะช่วยทำให้ราคาน้ำมันในสหรัฐลดลง คนอเมริกันได้บริโภคน้ำมันราคาถูกอีกนาน
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วว่ามากที่สุดในโลก ถ้ารวมกับของสหรัฐที่มีราว 42,000 พันล้านบาร์เรล จะเท่ากับ 107,000 ล้านบาร์เรล มากกว่าเดิม 150% ตรงตามที่ทรัมป์กล่าวว่ามีน้ำมันให้ใช้อีกนาน
การทุจริตเชิงระบบระดับมหภาค:
นอกจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในเป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ บทความนี้ยกประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน
การทุจริตในเวเนซุเอลามีลักษณะ การทุจริตเชิงระบบระดับมหภาค (Systemic and Institutionalized Corruption) เข้าข่ายรัฐคณาธิปไตยหรือรัฐโจร (Kleptocracy) อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและเครือข่ายชนชั้นนำ เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและฝังรากลึก ต้นตอการล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) รายงาน ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index-CPI) ประจำปี 2025 เวเนซุเอลาได้คะแนนเพียง 10 จาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ในอันดับที่ 180 จาก 182 ประเทศทั่วโลก (ลำดับสุดท้ายที่ 3 คะแนน 0 หมายถึงมีการทุจริตสูงสุด และ 100 หมายถึงมีความโปร่งใสสูงสุด) ระบบการเมืองกับภาครัฐถูกมองว่าฉ้อฉลในระดับเกือบสูงสุด
หลายปีที่ผ่านมาระดับคอร์รัปชันอยู่แถวนี้หรือ “ติดหล่ม” อยู่ในระดับต่ำสุด ไร้การปรับปรุงแก้ไขจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าข้อมูลการทุจริตสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่อำนาจรัฐถูกผูกขาดและใช้เพื่อประโยชน์ของเครือข่ายผู้มีอำนาจและกองทัพ ขาดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง ทำให้ทรัพยากรของประเทศรั่วไหล ไม่สามารถนำมาพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นภาพสะท้อนเชิงประจักษ์ของประเทศที่ประสบภาวะวิกฤตสถาบันการเมืองถาวร
การปฏิรูปของอูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) คือการรวบอำนาจสู่ศูนย์กลาง แม้กระทำด้วยเจตนาดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนมาถึงสมัยมาดูโร ฝ่ายบริหารได้เข้าแทรกแซงและทำลายความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการ ศาลสูงสุด และองค์กรอิสระ ไม่มีกลไกนิติบัญญัติหรือตุลาการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำงานได้จริง การใช้อำนาจรัฐและการใช้งบประมาณจึงปราศจากความโปร่งใสโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจทางการเมืองกับเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำ
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลัก แต่อุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ เป็นแหล่งทุจริตขนาดใหญ่ รายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันถูกถ่ายเทผ่านเครือข่ายบริษัทบังหน้า (Shell companies) โอนเข้าบัญชีลับในต่างประเทศ ระบบแลกเปลี่ยนเงินตรารั่วไหล คดีอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นผ่านการใช้เครือข่ายคริปโตเคอร์เรนซีหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ Tareck El Aissami อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันและบุคคลสำคัญระดับสูงของรัฐบาลถูกจับกุมจากข้อหาทุจริตวงเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์
กองทัพที่แต่เดิมมีส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปเปลี่ยนไป กลายเป็นกองทัพเพื่อความจงรักภักดี ค้ำจุนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ในมือชนชั้นนำ รัฐบาลเปิดทางให้กองทัพเข้ามามีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างกว้างขวาง นายทหารระดับสูงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารในกระทรวงและรัฐวิสาหกิจสำคัญ รวมถึงควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นอกจากนี้กองทัพยังพัวพันเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ายาเสพติด ควบคุมโครงการสวัสดิการสังคม เช่น โครงการแจกอาหาร (CLAP) ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงและเกิดการทุจริตในการจัดซื้อราคาส่วนต่างอย่างแพร่หลาย
วิกฤตเศรษฐกิจและสังคม:
การทุจริตในเวเนซุเอลาเป็นตัวเร่งสำคัญทำลายเสถียรภาพระดับมหภาค เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงขั้นวิกฤต (Hyperinflation-เคยพุ่งสูงถึงหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์) ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค ระบบสาธารณสุขล่มสลาย และความยากจนพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ผลักดันให้ประชาชนหลายล้านคนอพยพออกนอกประเทศ กลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากภายในแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างอำนาจปัจจุบันผูกติดกับผลประโยชน์ของเครือข่ายผู้นำทางการเมืองกับกองทัพ การปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ จึงมักถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมืองและการจัดสรรอำนาจภายในกลุ่มผู้มีอำนาจด้วยกันเอง
สภาพความเหลวแหลกอันเนื่องจากการทุจริต สะท้อนการปกครองล้มเหลว ประเทศอ่อนแอถึงขีดสุด ไม่แปลกที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐสามารถเข้าควบคุมตัวผู้นำประเทศกับภริยา และนำตัวสู่สหรัฐเพื่อไต่สวนก่อนลงโทษตามกฎหมาย รัฐบาลใหม่กลายเป็นรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อสหรัฐ บางคนตีความว่ากลายเป็นอาณานิคมของสหรัฐแล้ว
ประชาชนเวเนซุเอลาส่วนหนึ่งตระหนักว่าการเข้ามาของสหรัฐไม่มาเพื่อช่วยประเทศของเขาจริง สหรัฐย่อมเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้มากที่สุด แต่ถ้าการนี้ทำให้ประเทศดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขาก็ยอมรับได้ ชาวเวเนฯ บางคนดีใจที่รัฐบาลเดิมจากไป แต่การเข้ามาของสหรัฐจะช่วยปราบทุจริตคอร์รัปชันได้หรือไม่ยังเป็นคำถาม มีตัวอย่างหลายประเทศให้ศึกษา เช่น อิรัก ซีเรีย ที่ร้ายแรงกว่านั้นคืออนาคตของประเทศไม่อยู่ในมือคนเวเนฯ อีกต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (2)
ไม่ว่าจะใช้คำพูดอย่างไร สุภาพหรือแข็งกร้าว สาระสำคัญจากผู้นำสหรัฐคือ อเมริกาต้องเป็นมหาอำนาจ แสดงบทบาทผู้นำโลก
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (2)
ขึ้นกับว่าใครจะอึดกว่า รัฐบาลอิหร่านจะพังก่อน หรือทรัมป์จะยอมถอยเพื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
อิหร่านเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้แต่สหรัฐจะยอมหรือ (1)
จุดยืนของอิหร่านคือเจรจาเพื่อสงบศึกถาวร สงบศึกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่หยุดยิงชั่วคราว ต้องมั่นใจว่าจะไม่โดนโจมตีอีกในอนาคต
คนเยอรมันไม่วางใจรัฐแก้ปัญหาโลกร้อน
สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”
Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)
จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง”
ขยายโครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
โครงการป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสเป็นตัวแทนยุโรป ชี้วัดว่ายุโรปสามารถเป็นเอกเทศมากแค่ไหน


