วิสัยทัศน์ ‘a stronger Europe in a stronger NATO’

นาโตตีความว่าบริบทความมั่นคงทางทหารปัจจุบันกับอนาคตจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรบ

ในการประชุมสุดยอดนาโตเมื่อกรกฎาคม 2026 ใช้คำขวัญ “ยุโรปยิ่งเข้มแข็งนาโตยิ่งแข็งแกร่ง” เน้นสมาชิกยุโรปที่จะต้องเข้มแข็งขึ้นทางทหาร และขยายบทบาทไม่จำกัดแค่ภูมิภาคยุโรปกับอเมริกา เป็นวิสัยทัศน์ที่เสริมสร้างสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก เรื่องนี้ต้องวิเคราะห์อย่างน้อยใน 2 มุมมอง คือ มุมมองสหรัฐ กับมุมของยุโรป

ภาพ: วิสัยทัศน์ “a stronger Europe in a stronger NATO”

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

มุมมองสหรัฐ:

ประการแรก สหรัฐเป็นแกนนำปกป้องพันธมิตร

นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐได้สร้างระบบพันธมิตรที่ตัวเองเป็นแกนนำ กับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน

สหรัฐกับประเทศเหล่านี้มีผลประโยชน์ร่วมทุกมิติ ดังจะเห็นความร่วมมือด้านอื่นๆ นอกเหนือความมั่นคงทางทหาร เช่น ความร่วมมือทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจกับเทคโนโลยี ระบบห่วงโซ่อุปทาน

 เครือข่ายโลจิสติกส์ร่วมเป็นขีดความสามารถในการป้องปรามแบบบูรณาการ (Integrated Deterrence) เพราะในสงครามระหว่างมหาอำนาจ ฝ่ายที่มีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ทนทาน กระจายตัว และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในภูมิภาคอย่างเหนียวแน่น จะกุมความได้เปรียบในสงครามยืดเยื้อ

ดังจะเห็นว่าพันธมิตรส่วนใหญ่ใช้อาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐหรือผลิตร่วมกัน (เช่น เครื่องบินรบ F-35, ขีปนาวุธ Patriot, ระบบ Aegis)

การซื้ออาวุธจากสหรัฐไม่ใช่แค่การซื้อ “ฮาร์ดแวร์” แต่เป็นการซื้อ “ระบบนิเวศ” ที่ต้องพึ่งพาอะไหล่ การอัปเดตซอฟต์แวร์ การฝึกอบรม และข้อมูลข่าวกรองจากสหรัฐตลอดอายุการใช้งาน เป็นเครื่องมือในการ “ผูกพัน” และ “ควบคุม” พันธมิตรโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารโดยตรง

ประการที่ 2 จีนคือภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์

รัฐบาลสหรัฐมองว่าจีนเป็น “ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ” เพียงหนึ่งเดียวที่มีทั้งเจตจำนงกับขีดความสามารถ ท้าทายและปรับเปลี่ยนระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ เพื่อต่อกรจีนที่กำลังเติบใหญ่ รัฐบาลสหรัฐระดมพันธมิตรมาร่วมต้านจีน ในฝั่งเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งออสเตรเลียกับอินเดีย (The Quad)

เป้าหมายสูงสุดคือ การเชื่อมโยงพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย เพื่อสกัดกั้นและป้องปรามอิทธิพลจีน เน้นการป้องปรามตามแนวปิดล้อมที่หนึ่ง (First Island Chain)

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุโรปยังคงผูกติดกับแนวทางสหรัฐที่ตีตราจีนกับรัสเซียเป็นคู่แข่งหรือปรปักษ์สำคัญ นาโตในตอนนี้มองไกลกว่ายุโรป และพยายามรวบรวมพันธมิตรฝั่งเอเชียเข้าใกล้มากขึ้น

ประการที่ 3 สมาชิกนาโตยุโรปเข้มแข็ง

รัฐบาลสหรัฐต้องการให้สมาชิกนาโตยุโรปเข้มแข็งขึ้น หลักฐานสำคัญคือเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ได้อย่างน้อย 2% ของจีดีพีและสูงขึ้นอีก

ปี 2006 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เริ่มเอ่ยถึงเรื่องนี้แต่ไม่เป็นข้อผูกมัด ปี 2014 โอบามาเริ่มผูกมัดอย่างเป็นทางการ กำหนดเส้นตายภายในปี 2024 รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก (2017-2021) นำข้อตกลงปี 2014 เป็นเครื่องมือการทูตเชิงกดดัน (Coercive Diplomacy) วิพากษ์วิจารณ์ยุโรปอย่างรุนแรง ขู่ว่าจะลดระดับความร่วมมือหากชาติพันธมิตรไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์

สงครามยูเครนที่เริ่มเมื่อ 2022 ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน ผลักดันให้ชาติยุโรปเพิ่มงบประมาณอย่างจริงจัง

ปี 2025 ทรัมป์ 2.0 ขยับเป้าให้ลงทุนด้านความมั่นคงขึ้นเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 เพื่อรองรับระเบียบโลกที่เข้าสู่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเต็มรูปแบบ

มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุผลลึกๆ ที่รัฐบาลสหรัฐ (ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน) ต้องการให้นาโตยุโรปเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ เพราะยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐต้องการย้ายทรัพยากรและจุดโฟกัสทางทหารจากยุโรปกับตะวันออกกลางมาที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (เอเชียแปซิฟิก) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามหลักในอนาคตโดยเฉพาะจีน

หากยุโรปยังพึ่งพากำลังทหารของสหรัฐอยู่ สหรัฐจะไม่สามารถระดมทรัพยากรทั้งหมดไปแข่งกับจีนอย่างเต็มที่ การบังคับให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม จึงเป็นเงื่อนไขบังคับให้ยุโรปต้อง “ยืนด้วยขาของตัวเอง” ให้ได้ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนต้องติดตามต่อไปในช่วงที่หลายประเทศกำลังต่อสู้ทางเศรษฐกิจ ภาระสวัสดิการสังคมที่โตขึ้น

ในที่ประชุมสุดยอดนาโต 2026 ตอกย้ำสหรัฐต้องการนาโต ที่ประชุมให้ภาพผู้นำสหรัฐที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจเหนือสมาชิกนาโตทั้งปวง ก่อนเข้าประชุมทรัมป์พูดแข็งกร้าวในหลายเรื่องเดิม แต่หลังการประชุมลดความแข็งกร้าว ประเด็นขัดแย้งที่เป็นข่าวคือสมาชิกนาโตไม่ทำตามคำสั่ง เช่น ไม่เข้าร่วมรบกับอิหร่าน

ไม่ว่าทรัมป์เคยพูดแง่ลบต่อนาโตยุโรปมากแค่ไหน ขู่ถอนตัวออกจากนาโต สุดท้ายสหรัฐยังต้องการนาโตอยู่ดี ในอีกมุมยุโรปต้องการสหรัฐเช่นกัน การซื้อใช้อาวุธสหรัฐคือหลักฐานชิ้นสำคัญ

ประการที่ 4 นาโตยุโรปพึ่งพาตัวเองได้แค่ไหน

ยุโรปหลายประเทศประกาศ Strategic Autonomy ตั้งเป้าสร้างกองทัพยุโรปที่เป็นของตัวเอง แต่มีความเห็นแย้ง กรกฎาคม 2026 Matthew Kroenig อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้นาโตยังต้องพึ่งพาสหรัฐเป็นผู้นำกลุ่ม ใช้ขีดความสามารถระดับสูงของสหรัฐ เช่น การข่าว กองบัญชาการ พึ่งพาการป้องปรามนิวเคลียร์ และต้องมีกองทัพภาคพื้นดินมากพอในยุโรป ของพวกนี้เกี่ยวพันกันหมด

Camille Grand อดีตเจ้าหน้าที่นาโต ให้ความเห็นว่า ยุโรปพูดถึงการสร้างกองทัพของตัวเอง แต่จะสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องการเมืองโดยแท้ ทุกคนรู้ว่ายุโรปไม่เป็นเอกภาพ ส่วนหนึ่งอยากเป็นอิสระแต่อีกส่วนอยากอิงกับสหรัฐ สภาพแตกแยกเช่นนี้ไม่สามารถสร้างกองทัพที่เป็นเอกภาพ

ในด้านหนึ่งรัฐบาลสหรัฐต้องการให้ยุโรปเข้มแข็ง แต่หมายถึงยุโรปต้องพึ่งพาสหรัฐ ต้องมีสหรัฐเป็นแกนนำ ทรัมป์จึงไม่เห็นด้วยหากยุโรปจะสร้างกองทัพที่เป็นเอกเทศจริงๆ เรื่องนี้เทียบเคียงกับกองทัพญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ยังต้องอิงสหรัฐ แม้กระทั่งเรื่องสร้างอาวุธนิวเคลียร์ที่สหรัฐสนับสนุน แต่หัวรบต้องอยู่ที่อเมริกา สหรัฐควบคุมกำกับ

 ประการที่ 5 สนับสนุนยูเครนต่อไป

สงครามยูเครนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 จนบัดนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะจบ แม้ทั้งยูเครนกับรัสเซียจะเสียหายมหาศาล แต่สงครามจะดำเนินต่อไป ไม่อาจสงบศึกเพราะติดเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย นาโตยังคงจัดเตรียมอาวุธเครื่องกระสุน ช่วยฝึกทหารยูเครนต่อไป

มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่า มีข้อมูลว่าทหารรัสเซีย 80% เสียชีวิตจากโดรน กระทรวงกลาโหมยูเครนรายงานว่าตั้งแต่เริ่มสงครามทหารรัสเซียชีวิตราว 1.4 ล้านคน ไม่ว่าข้อมูลนี้จริงเท็จเพียงไร สงครามยูเครนไม่ใช่สงครามเล็กแต่เป็นศึกระหว่างนาโตกับรัสเซีย โดยพยายามจำกัดให้รบในยูเครนกับรัสเซีย เป็นแผนการรบที่ชาญฉลาดของตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐที่จะไม่ปล่อยให้ประเทศตัวเองเป็นพื้นที่สมรภูมิ ดังที่ยูเครนในขณะนี้ที่บ้านเมืองพังพินาศ ไม่รู้ว่าจะหยุดรบเมื่อไหร่ ต้องฟื้นฟูนานกี่สิบปี ประเทศเสียโอกาสมากแค่ไหนแล้วเพื่อปกป้องประชาธิปไตยยุโรป

มีข่าวการเจรจาเรื่อยมา รวมทั้งเจ้าหน้าที่อเมริกันเข้าหารือรัสเซีย แต่จะสำเร็จหรือไม่อย่างไรต้องดูจากผลลัพธ์ที่เป็นจริงเท่านั้น จำได้ไหมในการเลือกตั้งล่าสุดทรัมป์หาเสียงพูดว่าเขาสามารถหยุดสงครามยูเครนใน 24 ชั่วโมง แต่จนบัดนี้สงครามขยายวง ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย ทำสงครามไฮบริดเข้มข้นขึ้น เช่น เล่นงานท่าเรือ เรือบรรทุกน้ำมัน ระบบพลังงานงาน จนรัสเซียเสียหายหนัก

กรกฎาคม 2026 ทางการรัสเซียห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลชั่วคราว หลังระบบอุตสาหกรรมน้ำมันโดนโจมตีต่อเนื่อง รัสเซียผู้ส่งออกและน่าจะทำกำไรมากในตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแค่ใช้ในประเทศก็มีปัญหา

               ฝ่ายรัสเซียตอบโต้ เช่น กลางเดือนสิงหาคม 2026 รัสเซียโจมตีเรือสินค้ายูเครนหลายลำ เป้าหมายคือห้ามเรือผ่านเข้าออกท่าเรือสำคัญของยูเครน ทำให้การส่งออกนำเข้าหยุดชะงัก รัสเซียใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกสินค้าที่เข้าออกท่าเรือ Odesa หลังยูเครนเล่นงานเรือสินค้ารัสเซียและโจมตีลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซียกว่าพันกิโลเมตร พลเรือนเสียชีวิตมากขึ้น

วิธีนี้คือการปิดเส้นทางขนส่ง เหมือนกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัสเซียเคยใช้วิธีนี้เมื่อปี 2022 แต่ยกเลิกหลังนานาชาติกระทบหนักจากการขาดสินค้าเกษตรของยูเครน เป็นสงครามโดรนที่ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลสูง ทำนองเดียวกับที่ยูเครนใช้โดรนโจมตีคลังน้ำมัน โรงกลั่น แหล่งเก็บสินค้าของรัสเซีย

รวมความแล้ว นาโตตีความว่าบริบทความมั่นคงทางทหารปัจจุบันกับอนาคตร้อนแรงและจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรบ รวมทั้งรูปแบบการรบในอนาคตที่ใช้โดรน หุ่นยนต์ AI สงครามไซเบอร์ และรวมถึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ล้ำสมัย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คอร์รัปชันพาเวเนฯล่มสลายกลายเป็นอาณานิคม

ในด้านหนึ่งรัฐบาลสหรัฐพยายามเล่นงานเวเนซุเอลาเรื่อยมา ตั้งใจนำมาอยู่ภายใต้อำนาจอีกครั้ง แต่ในอีกด้านการปกครองเหลวแหลกนำชาติอ่อนแอ

คนเยอรมันไม่วางใจรัฐแก้ปัญหาโลกร้อน

สุดท้ายสังคมต้องตอบคำถามว่า “จะขับเคลื่อนการกอบกู้โลกอย่างไร โดยไม่สร้างภาระจนประชาชนล้มละลาย” หรือ “จะรักษ์โลกอย่างไรที่จะไม่อดตายเสียก่อน”