ปรากฏการณ์ "โป๊ะแตก" ในสังคมไทย หลังเกิดกรณีข้อกล่าวหาและประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับมูลนิธิของ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ตลอดจนการออกมาตั้งคำถามของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และสื่อมวลชนต่อมูลนิธิ สมาคม และกลุ่มจิตอาสาหลายแห่ง ได้กลายเป็นจุดชนวนสำคัญที่ทำให้สังคมเริ่มหันมารีเช็กความโปร่งใสขององค์กรสาธารณกุศลเอกชน
ทั้งในมิติของการใช้งบประมาณตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือไม่ และการนำแรงศรัทธา ความสงสาร รวมถึงความน่าเชื่อถือของคนดังมาใช้เป็นเครื่องมือชักจูงใจประชาชน
หากย้อนพิจารณาถึงต้นตอที่แท้จริงว่า เหตุใดที่คนไทยจำนวนมากจึงเลือกหอบความเดือดร้อนเดินทางไปร้องเรียนกับมูลนิธิเอกชน สมาคม และคนดัง มากกว่าการเดินเข้าหา หน่วยงานภาครัฐ โดยตรง
คำตอบไม่ได้ซับซ้อน แต่มาจากความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทยเอง ประการแรก คือปัญหาเรื่องความล่าช้าและระบบราชการที่มีขั้นตอนซับซ้อน ยุ่งยาก ผู้เสียหายต้องผ่านการกรอกเอกสาร รอการอนุมัติตามลำดับชั้น และมักถูกส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยหาผู้รับผิดชอบหลักไม่ได้ ในทางกลับกัน มูลนิธิเอกชน และคนดัง กลับมีความคล่องตัวสูง ตัดสินใจฉับไว และลงมือช่วยเหลือได้ทันที
ประการต่อมาคือ การหวังพึ่งพิงอำนาจสื่อและกระแสสังคม ชาวบ้านเชื่อว่าเมื่อเรื่องราวถูกนำเสนอผ่านคนดังที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมาก ถือเป็นแรงกดดันชั้นดีที่บังคับให้หน่วยงานรัฐต้องตื่นตัวและเร่งแก้ไขปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สื่อหลักและออนไลน์จึงกลายเป็น ทางลัดเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งสอดรับกับความไม่ค่อยเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบตรวจสอบของรัฐ ประชาชนรู้สึกว่าระบบปกติไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริตได้
ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยด้านอารมณ์ความรู้สึก ที่การเดินเข้าหาหน่วยงานรัฐมักสร้างความเกรงกลัว ถูกกดทับด้วยข้อกฎหมายและอำนาจนิยม จากเครื่องแบบ ที่สะสมมาแต่ในอดีต
ขณะที่เอกชนและคนดังใช้ภาษาเข้าใจง่าย มีปฏิสัมพันธ์ที่ให้ความหวัง และแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างทันท่วงที ทำให้เกิดความไว้วางใจในเชิงอารมณ์มากกว่า
จากปัญหาที่สะสมกันมา จึงไม่เพียงที่รัฐบาล โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) จะต้องออกข้อสั่งการด่วนเพื่อจัดระเบียบและตรวจสอบมูลนิธิ รวมถึงกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพหรือบุคคลที่อาศัยศรัทธาและความสงสารมาฉ้อโกงแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น
โดยมีการมอบหมายให้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งและการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย และแก้กฎหมายมูลนิธิ เพิ่มโทษผู้กระผิด ลดช่องโหว่ในการบริหารจัดการเงินที่ขาดความโปร่งใส และไม่ปล่อยให้เกิดความหละหลวมเหมือนที่ผ่านมา
ดังเช่นกรณีที่ “มท.เต้ย” พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย (มท.2) ออกมาตรวจสอบพบว่า มีมูลนิธิที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีการส่งข้อมูลใดๆ มาถึงกระทรวงมหาดไทย จนต้องออกหนังสือส่งสัญญาณเตือนและกำหนดเส้นตายให้ส่งข้อมูลภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน
ซึ่งก็นำมาสู่คำถามคาใจของสังคมตามมาว่า หากไม่เกิดเรื่องราวดรามาขึ้นมา กระทรวงมหาดไทยคิดจะลุกขึ้นมาตรวจสอบจริงจังหรือไม่
ขณะเดียวกัน เสียงเรียกร้องจากฝ่ายนโยบายอย่าง “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้สมาคมและมูลนิธิต่างๆ เปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมเปรียบเทียบเงินบริจาคว่ามีลักษณะไม่ต่างจากเงินวัด
เนื่องจากเป็นเงินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความศรัทธา จึงควรมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้เช่นเดียวกับเงินทำบุญ ก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองว่า กระทรวงมหาดไทยจะขานรับข้อเสนอแนวคิดนี้ไปปฏิบัติจริงหรือไม่ หรือยังคงกังวลว่าจะไปกระทบกระเทือนกลุ่มก้อนอำนาจและผลประโยชน์ของใคร
ควบคู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสืบสวนความผิดอาญา และเส้นเงินต่างๆ ของบรรดามูลนิธิต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำ
นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงองค์กรสาธารณกุศลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและบทบาทของเจ้าหน้าที่เสียใหม่ ต้องเปลี่ยนทัศนคติจากเดิมที่มองว่าตนเองเป็น "ผู้ให้" มาเป็น "ผู้รับใช้ประชาชน"
ควบคู่ไปกับการปลดล็อกและลดขั้นตอนทางกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องไปง้อคนดัง
สำหรับองค์กรเอกชนและมูลนิธิต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐานความโปร่งใส เลิกพฤติกรรมแดนสนธยา ต้องกล้าเปิดเผยตัวเลขรายรับ-รายจ่าย รายชื่อผู้บริจาค และรายละเอียดการใช้จ่ายเงินอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือที่แท้จริง
ในฝั่งของประชาชน การปรับตัวและเท่าทันปัญหาคือภูมิคุ้มกันสำคัญที่สุด ต้องใช้วิจารณญาณเสพข่าว และตระหนักว่า การพึ่งคนดังหรือมูลนิธิเอกชนแม้อาจได้ผลเร็ว แต่ไม่อาจทดแทนกระบวนการทางกฎหมายที่ยั่งยืนได้ ประชาชนจึงต้องรู้สิทธิของตน ใช้ช่องทางระบบควบคู่กัน และตรวจสอบรายละเอียดบัญชีบริจาคอย่างรอบคอบ ไม่โอนเงินตามกระแสเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ที่สำคัญคือต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พร้อมร่วมตรวจสอบทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันระบบบริการสาธารณะให้เป็นที่พึ่งของทุกคนได้อย่างเท่าเทียม
ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่กระตุ้นให้รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูประบบราชการให้พึ่งพาได้จริง มูลนิธิเอกชนต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ และประชาชนต้องตื่นรู้ในการรักษาสิทธิและบริจาคอย่างมีสติ เพื่อสร้างระบบความช่วยเหลือในสังคมไทยให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“กกต.”คว้ามือ"ศาลรธน." แก้ลำโดนสาวลึก"ฮั้วสว."
ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย
‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’
ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง
ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
ไม่เกิน 9 พ.ย. รู้เรื่อง! ตร.ลุยสอบเส้นเงิน 'บุ๋ม-มูลนิธิ' ตั้งแต่ปี 62 บริจาคพุ่งพันล้าน
'ผบช.ก.' สั่งสอบเส้นเงิน 'บุ๋ม ปนัดา-มูลนิธิองค์กรทำดี' ย้อนหลังตั้งแต่ปี 62 ยันหลักฐานถึงใครดำเนินคดีทั้งหมด พบยอดเงินบริจาคสูงถึงพันล้านบาท เผยไม่เกิน 9 พ.ย. ชัดเจนแน่
ดับฝัน"ทักษิณ" วืด"นิรโทษ"-ปัดตก ล้างมลทิน
มีกระแสข่าวความคืบหน้ากรณี ทักษิณ ชินวัตร ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ
สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.

