พลังงานมั่นคง-ลดพึ่งพา

วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงทะลุเพดาน และยังทำให้เกิดปัญหาสารพัดตามมา ไม่ว่าจะราคาสินค้าที่อุปโภคบริโภคต่างก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่สำคัญ สงครามที่เกิดขึ้นอาจจะบานปลายและยืดเยื้ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายกลายเป็นปัจจัยลบฉุดเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังเริ่มคลี่คลาย แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นว่าราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานกลับทุบเศรษฐกิจร่วงลงมาอีกครั้ง

ดังนั้น จากปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้สถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันนั้นหลักๆ เป็นปัจจัยภายนอก ยากที่จะจัดการ เพราะฉะนั้นภาครัฐจึงได้พยายามหาแนวทางที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะลดภาษีหรือการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุ้ม แต่แล้วราคาน้ำมันก็ยังคงพุ่งทะยานไม่หยุด เงินกองทุนก็หมด หายไปเหมือนเททิ้งทะเล

จนสุดท้ายรัฐบาลต้องยอมรับความจริงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำมันแพง เงินกองทุนน้ำมันที่ใช้ตรึงราคาน้ำมันก็ติดลบเฉียด 70,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีความชัดเจนว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจจะยืดเยื้อยาวนาน ทำให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคา 30 บาทต่อลิตร โดยมีผลวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2565 เราจึงได้เห็นภาพการต่อคิวเพื่อเติมน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาราคาน้ำมันที่แพงทะลุเพดานและเกิดการขาดแคลนในบางประเทศ ทำให้หลายคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติถือว่าเป็นอีกหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหาพลังงานให้กับประเทศ ดังนั้นจึงได้เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานโดยการยืนด้วยขาของตนเองในสองเรื่องด้วยกัน คือ

นอกจากจะเริ่มใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) หรือ PSC ในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย ได้แก่ แปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และแปลง G2/61 (แหล่งบงกช) เพื่อให้สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่องจากแหล่งพลังงานภายในประเทศ ซึ่งก๊าซธรรมชาติถือเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด มีราคาถูก และเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแล้ว

ยังรอออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 24 บริเวณทะเลอ่าวไทย ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต จำนวน 3 แปลง ประกอบด้วย แปลง G1/65, G2/65 และ G3/65 บริเวณทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับแนวท่อก๊าซที่มีอยู่เดิม และอยู่ใกล้กับพื้นที่ผลิตหลักที่ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซธรรมชาติอยู่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมต่อไปได้

ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะมีเอกชนผู้สนใจเข้ามายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยให้มีความมั่นคง ทำให้เราสามารถยืนด้วยขาตัวเอง และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในอนาคต และยังเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในเบื้องต้นกว่า 1,500 ล้านบาท และจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นล้านบาทหากมีการสำรวจพบปิโตรเลียม

นอกจากนั้นยังสามารถสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และส่วนแบ่งกำไร ตลอดจนก่อให้เกิดการจ้างงานพนักงานคนไทย

การดำเนินการดังกล่าวของกรมเชื้อเพลงฯ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศอีกครั้ง หลังจากที่การเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศหยุดชะงักมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและสร้างรายได้ให้ประเทศ

ที่สำคัญ เป็นโอกาสในการก้าวสู่ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการพึ่งพาตัวเองโดยพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพของเราเอง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก.

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน