ก่อนจะถึง...ยุคใหม่!!!

เห็นว่า กรมอุตุฯ ท่านได้ประกาศถึงการย่างเข้าสู่ หน้าฝน ของบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...โดยยังไม่อาจรู้ได้ว่าหน้าฝนคราวนี้ จะถึงขั้นเปียกม่อล่อกม่อแลก ตกน้ำป๋อมแป๋ม กันไปถึงขั้นไหน จะหนักหนา-สาหัสระดับยุค นารีขี่ม้าขาว ที่มาพร้อมกับ สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ กันเลยหรือไม่? ประการใด? เพราะการคาดการณ์ การพยากรณ์ลม-ฟ้า-อากาศ ในช่วงหลังๆ นี้ ต้องเรียกว่า...เล่นเอากระทั่งผู้เชี่ยวชาญรายไหนต่อรายไหน ล้วนแต่ มึนซ์ซ์ซ์ กันไปเป็นแถบๆ...

คือมันออกจะวิปริต ผันผวน รวนเร อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...อย่างช่วง หน้าร้อน ที่เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วันนั่นเอง ช่วงสายๆ บ่ายๆ ร้อนกันชนิดแทบตับแลบ ม้ามแลบ แต่ยังไม่ทันถึงช่วงเย็น ฟ้าก็มืดครึ้มปานประดุจทุ่ม-สองทุ่มเอาเลยก็มี ตามด้วยฝนฟ้าสาดกระหน่ำ พลิก หน้าร้อน ให้กลายเป็น หน้าฝน ไปโดยฉับพลันทันที ครั้นเมื่อเลยไปถึงสี่ทุ่ม-ห้าทุ่ม ความรู้สึกแบบผู้บริโภค ก๋วยเตี๋ยวเวียดนาม หรือพวกจู๋เหี่ยว จู๋หดทั้งหลาย ก็เริ่มเข้ามาเยือนแบบแทบไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย คือกลายเป็น หน้าหนาว เอาดื้อๆ เรียกว่า...มีครบทั้ง 3 ฤดูภายในฤดูเดียวกัน อย่างชนิดแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็คงต้องเชื่อกันจนได้...

ถ้าหากเป็นยุคโบร่ำ-โบราณ...บรรดาความผันผวน วิปริตทำนองนี้ อาจต้องถูกนำไปเทียบเคียงกับเรื่องการเมือง-การปกครอง อย่างมิอาจปฏิเสธได้ เพราะแม้แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ว่ากันว่า... ขนาด พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของหมู่เฮา ยังเคยทรงดำรัส ทรงตรัส ถึงความเกี่ยวโยง เกี่ยวพัน ระหว่างความเป็นไปของบ้านเมืองกับความเป็นไปของดิน-ฟ้า-อากาศ อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้เลย แต่สำหรับยุคนี้-สมัยนี้...ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อาจเป็นตัวให้คำตอบ คำอธิบาย ค่อนข้างชัดเจนยิ่งกว่า แต่ก็นั่นแหละ...ความผันผวน วิปริต ดังกล่าว ย่อมต้องถูกโยงไปเกี่ยวพันกับพฤติกรรมและการกระทำของบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย อย่างมิอาจตัดขาดออกจากกันและกันได้โดยเด็ดขาด...

เรื่องของ ภาวะโลกร้อน หรือ ความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อันเนื่องมาจากการปล่อยมลพิษของบรรดามนุษย์อุจจาระเหม็นทั้งหลาย อย่างเราๆ-ทั่นๆ มันเลยกลายเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป หรือแทบจะทั้งโลกไปแล้วในช่วงขณะนี้ แต่ก็อย่างว่า...ถึงแม้ รู้-ทั้ง-รู้ แต่โอกาสที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปตามความปรารถนาและต้องการ หรือไม่ให้โลกมันร้อนขึ้นๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เผลอๆ...อาจกลายเป็นเรื่อง สายไปซะแล้ว เอาเลยก็ไม่แน่!!! เพราะมันหนีไม่พ้นต้องอาศัย ขันติธรรม อาศัยความอดทน อดกลั้น ความร่วมมือ-ร่วมใจ จากโลกทั้งโลกแบบจริงๆ จังๆ แต่เพียงแค่เห็นการไล่กัด ไล่ฟัด แค้นจัดกัดดะ-ฝังเขี้ยวจมน่อง ของบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในช่วงนี้ ก็คงพอสรุปได้ว่า คงต้องรอไปจนกว่า น้ำท่วมหลังเป็ด เอาเลยโน่นแหละ ถึงโลกทั้งโลก...อาจพอได้เย็นๆ ลงมามั่ง...

ด้วยเหตุนี้...ก็จึงถือเป็นเรื่องไม่แปลก ที่การแก้แค้น เอาคืน จาก ธรรมชาติ ในลักษณะต่างๆ จึงค่อยๆ ปรากฏให้เห็นไปทีละอย่าง สองอย่าง หรือหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน แม้แต่เรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อโรคแปลกๆ อย่างท่านเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น หรือไม่? อย่างไร? ก็ยังมิอาจหาข้อสรุปได้โดยชัดเจน แต่อย่างน้อย...ก็พอสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของ กฎเหล็กแห่งธรรมชาติ อันว่าด้วย...ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเป็นไปนั่นเอง หรือด้วยเพราะพฤติกรรม การกระทำ ของบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ที่เป็นตัวดลบันดาลให้ กงล้อแห่งกาลเวลา เลยต้อง หมุนลง ไปสู่ความตกต่ำ เสื่อมโทรม อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้...

โดยแนวโน้มความเป็นไปของโลกในช่วงนี้...มันเลยออกจะเป็นไปอย่างที่ พระเยซูคริสต์ ท่านเคยทำนาย ทายทัก เอาไว้กับบรรดาสาวก เมื่อหลายต่อหลายพันปีที่แล้วนั่นแหละ คือ... “ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม จงคอยระวังแต่อย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้ย่อมต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลาย...ยังมาไม่ถึง!!! เพราะประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต้องต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดการกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ เหตุการณ์ทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้ ถือเป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก ซึ่งจะต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่...”

คือพูดง่ายๆ ว่า...ก่อนที่ กงล้อแห่งกาลเวลา จะ หมุนขึ้น อันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง ในแต่ละด้าน แต่ละกรณี มันคงหนีไม่พ้นต้อง หมุนลง ไปตามสภาพ ตามแรงผลัก แรงเคลื่อน ของมันนั่นเอง ด้วยเหตุนี้...สำหรับผู้ที่ เข้าถึง-เข้าใจ ต่อความเป็นไปในลักษณะดังกล่าว คงต้องพยายามเดินตามคำชี้แนะ ชี้นำ ของ พระเยซูคริสต์ นั่นแหละ น่าจะเข้าท่าที่สุด คือ จงคอยระวัง-แต่อย่าตื่นตระหนก คอยระวังต่อพฤติกรรมและการกระทำของตัวเอง โดยอย่าให้ถึงขั้นต้อง สติแตก เพราะท่ามกลางความผันผวน วิปริต อันน่าเกลียด น่ากลัวทั้งหลาย มันคือความเป็นไปตามกฎ ตามเกณฑ์ ตามแบบฉบับอันว่าด้วย...ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไปนั่นแล การมาถึงของ ยุคใหม่ มันเลยหนีไม่พ้นต้องเกิดขึ้นภายหลังจากที่ความทุกข์ ความลำบาก ของ ยุคเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้ว...

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศรีลังกาลาแล้ว

นาอูชา คนขับตุ๊กๆ ผู้กลายมาเป็นเพื่อน เมื่อคืนนี้เขาจอดตุ๊กๆ ค้างคืนไว้ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง ดื่มเบียร์กับผมแล้วเขาก็โบกตุ๊กๆ กลับบ้าน เช้านี้โดยสารตุ๊กๆ ของคนอื่นไปยังตุ๊กๆ ของตัวเอง จ่ายค่าที่จอด 150 รูปีแล้วขับมาหาผมที่โรงแรม

ปฏิรูป ตร.ใกล้คลอด

เล่นเอาตกอก ตกใจ! หลังเห็นคำสั่ง ผบ.ปั๊ด-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข แม่ทัพใหญ่สีกากี สะบัดปากกาเซ็นตั้งกรรมการตรวจสอบ บิ๊กอุ้ย-พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 พร้อมลูกน้องอีก 3 ราย

ภาพสะท้อนจากการเลือกตั้งกทม.

เผอิญอาทิตย์นี้...ตรงกับวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แบบพอดิบ พอดี ด้วยเหตุนี้...หลังจากอ่าน หรือระหว่างที่กำลังอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ บรรดาทวยทั่น หรือทวย กทม.ทั้งหลาย ก็น่าจะได้ฤกษ์ ได้เวลา เขย่าประชาธิปไตยในมือของท่าน

กระท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน

พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งของ 4 ปี ตามรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายแค้นที่มีความมุ่งหวังที่จะเป็นรัฐบาล

ต้องด่าจนร่วงเก้าอี้ใช่ไหม...จะได้เหรอ?

เกือบจะครบวาระ 4 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตามครรลองประชาธิปไตยที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยฉบับปี 2560 แต่ฝ่ายค้านก็ยังคงกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ โดยยึดติดกับคำว่า “รัฐประหาร” ซึ่งจบสิ้นไปแล้วตั้งแต่เรามีการเลือกตั้งในปี 2562

วัดกัลยาณีและเพื่อนชาวศรีลังกา

มหาวงศ์-พงศาวดารศรีลังกาบันทึกไว้ว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังเกาะลังกา 3 ครั้งตลอดพระชนม์ชีพ ครั้งที่ 3 คือบริเวณวัดเกลานิยะ (Kelaniya Temple) หรือ “วัดกัลณียา” ชานกรุงโคลัมโบในปัจจุบัน