การเยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎรกับคณะเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานำสู่การซ้อมรบรอบไต้หวัน ประเด็นนโยบายจีนเดียว (One-China principle) เป็นที่สนใจอีกครั้ง
กระแสข่าวการระดมกำลังของสหรัฐ การซ้อมรบของกองเรือที่ 7 ประจำมหาสมุทรแปซิฟิก การประกาศซ้อมรบเพิ่มเติมของจีนกำลังย้ายกรอบจากเรื่องไต้หวันสู่ทะเลจีนใต้ การอ้างความเป็นเจ้าของผ่าน “เส้นประ 9 เส้น” ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐที่ขวางการอ้างความเป็นเจ้าของจากจีน เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจโดยตรง

เครดิตภาพ: https://twitter.com/LucasADWebber/status/1165119148634103809/photo/1
อะไรคือ “เส้นประ 9 เส้น”:
จุดเริ่มต้นของเส้นประ 9 เส้น (nine-dash line) เริ่มปรากฏบนแผนที่จีนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1922 ในสมัยนั้นเป็นเส้นทึบ ปี 1936 ปรากฏบนแผนที่ของประเทศสาธารณรัฐจีน (Republic of China - ไต้หวัน) แสดงอาณาเขตทางทะเลที่สาธารณรัฐจีนอ้างความเป็นเจ้าของ และอีกครั้งเมื่อปี 1948 ปรากฏเป็น “เส้นประ 11 เส้น” ตามแผนที่ของสาธารณรัฐจีน
ประเด็นสำคัญที่ต้องยึดให้มั่นคือ รัฐบาลพรรคชาตินิยมหรือก๊กมินตั๋ง (Kuomintang: KMT) ที่สหรัฐให้การสนับสนุนเป็นผู้จัดทำแผนที่จีนที่มีเส้นประ 9 เส้น
ดังนั้น ทุกครั้งที่พูดว่าจีนอ้างความเป็นเจ้าของต้องพูดต่อว่ารัฐบาลจีนคณะชาติ (ไต้หวันปัจจุบัน) ประกาศความเป็นเจ้าของตั้งแต่ ค.ศ.1922 แล้ว ในตอนนั้นสาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่เกิด (ประเทศจีนปัจจุบันสถาปนาเมื่อตุลาคม 1949)
รัฐบาลจีนเป็นผู้มารับช่วงต่อ
มุมมองต่อต้าน “เส้นประ 9 เส้น”
ประการแรก พื้นที่ทับซ้อนหลายประเทศ
เส้นประ 9 เส้นกินอาณาเขตราว 90% ของทะเลจีนใต้ ทับซ้อนน่านน้ำ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ของหลายประเทศ ประเทศคู่ขัดแย้งมักไม่ยอมรับเส้นประ 9 เส้น เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ประกาศไม่ยอมรับ เกิดข้อพิพาทเรื่อยมา
จีนระวังไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายแต่ขึ้นกับว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลด้วย เช่น สมัยรัฐบาลเบนิกโน อากีโนที่ 3 (Benigno Aquino 3) ดำเนินนโยบายใกล้ชิดสหรัฐ ขัดแย้งจีนอย่างรุนแรง เปรียบรัฐบาลจีนเป็นฮิตเลอร์ ก่อนที่สถานการณ์ดีขึ้นในรัฐบาลโรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte)
ความตึงเครียดจึงพร้อมจะปะทุได้อีก ขึ้นกับว่าต้องการทำให้เป็นประเด็นหรือไม่ ต้องการทำให้ร้อนแรงเพียงใด
ประการที่ 2 ภัยคุกคามจากจีน
มกราคม 2019 โอริตะ คูนิโอะ (Orita Kunio) อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศญี่ปุ่น ฝ่ายสนับสนุนทางอากาศ (Air Support Commander) อาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เพราะมียุทธศาสตร์แผ่ขยายอำนาจ ต้องการเป็นเจ้าในภูมิภาคเพียงผู้เดียว คาดว่าจีนจะผนวกไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศช่วงปี 2020-2025
ปีที่แล้ว (2021) พลเรือเอกฟิล เดวิดสัน (Phil Davidson) ผู้บัญชาการ IndoPacific Command กล่าวต่อวุฒิสภาสหรัฐว่าไม่เกินปี 2027 จีนจะโจมตีไต้หวัน
คูนิโอะอธิบายว่าหลังจากยึดไต้หวัน จีนจะเข้าควบคุมทะเลจีนใต้ให้ได้ภายในปี 2040 ถ้าจีนสามารถสกัดสหรัฐออกจากทะเลจีนใต้ ควบคุมเส้นทางเดินเรือ จะสามารถตัดเส้นทางลำเลียงอาหาร พลังงาน ที่ญี่ปุ่นต้องการ
ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอาหารจากต่างชาติเป็นประโยชน์สำคัญยิ่งของญี่ปุ่น ส่งผลต่อความปลอดภัยและการดำรงอยู่ของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรงถ้าถูกตัดขาด”
การสร้างเกาะเทียม การตั้งฐานทัพ สนามบิน ท่าเรือบนเกาะต่างๆ ทำให้จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อเทียบกับกองเรือของสหรัฐกับพวก
แนวคิดการบุกยึดไต้หวันกับการแสดงความเป็นเจ้าของทะเลจีนใต้เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันโดยตรง รัฐบาลจีนชี้ว่า ‘ของจีนคือของจีน’
ประการที่ 3 รัฐบาลไบเดนเดินหน้าชน
พฤษภาคม 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) เพื่อต้านอิทธิพลเศรษฐกิจจีนในภูมิภาคนี้ กล่าวว่า "อนาคตทางเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนโดยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก" และ "เรากำลังเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่" ในเบื้องต้นประเทศที่เข้าร่วมได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และ 7 ชาติอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม รวมทั้งหมด 13 ประเทศ
การจัดตั้ง IPEF เป็นแผนรูปธรรมว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังสร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกที่ตนเป็นผู้นำ เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่อิงการเมืองระหว่างประเทศ สหรัฐจะเน้นลงทุนค้าขายกับพวกเดียวกันเท่านั้น (สวนทางหลักการค้าเสรี)
ในกรอบที่ใหญ่ขึ้นจะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐกับพวกกำลังพูดเป็นนัยว่าโลกต้องตัดสินเลือกระหว่างการเป็นพันธมิตรขั้วสหรัฐหรือจีน การต่อต้านจีนคือต่อต้านยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่หรือความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) พิทักษ์เสรีภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
บรรทัดสุดท้ายจะพยายามชี้ว่านี่คือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม โลกกำลังแบ่งขั้วเป็น 2 ฝ่าย
วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:
ประการแรก จีนผิดกฎหมายแต่สหรัฐไม่ยอมรับกฎหมาย
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ฉบับปี 1982 ให้สิทธิ์ประเทศที่มีชายฝั่งทะเลสามารถขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ออกได้อีก 200 ไมล์ทะเล ประเทศส่วนใหญ่เป็นภาคีหรือลงนามรับกฎหมายดังกล่าว (157 ประเทศ) รวมทั้งจีน แต่ สหรัฐไม่ยอมรับ UNCLOS เนื่องจากเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิ์ของตนและทำให้องค์กรระหว่างประเทศสามารถควบคุม ขัดขวางผลประโยชน์สหรัฐ
เส้นประ 9 เส้นไม่เข้ากับ UNCLOS แต่เป็นเรื่องตลกหากรัฐบาลสหรัฐเล่นงานจีนโดยอ้างกฎหมายนี้เพราะตัวเองไม่ยอมรับกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐพูดเสมอว่าต้องการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ แต่พฤติกรรมที่ผ่านมาน่าสงสัยว่าหมายถึงอย่างไรกันแน่
ประการที่ 2 ผู้ควบคุมทะเลจีนใต้คือผู้เป็นเจ้าในภูมิภาค
เป็นที่รับรู้กันว่าผู้ควบคุมทะเลจีนใต้คือผู้เป็นเจ้าในภูมิภาค การที่จีนอ้างความเป็นเจ้าของมีผลควบคุมทะเลจีนใต้ แม้ยังยินดีให้เรือกับเครื่องบินทุกประเทศแล่นผ่านตามกฎกติกาที่จีนกำหนด แต่หมายความว่าจีนอาจกีดกันหรือปฏิเสธเรือบางประเทศที่เป็นปรปักษ์อย่างญี่ปุ่น สหรัฐ ฯลฯ
ถ้าจีนทำเช่นนี้ได้จริง เป็นไปได้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคจะหันเข้าหาจีนมากขึ้นเพราะจำต้องใช้เส้นทางเหล่านั้น (เหตุผลทางเศรษฐกิจ) และยอมรับความเป็นเจ้าของจีนในย่านนี้ (เหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ) ในอีกด้านจะหมายถึงสหรัฐกับญี่ปุ่นสูญเสียพันธมิตรย่านนี้ หลายประเทศจะตีตัวออกห่าง นี่คือประเด็นที่ฝ่ายสหรัฐกังวล
ประการที่ 3 การประลองกำลังระหว่างจีนกับขั้วสหรัฐ
ทุกวันนี้มีการหยั่งเชิง ประลองกำลังระหว่างกองทัพจีนกับขั้วสหรัฐอยู่แล้ว วันใดที่สหรัฐถอนตัวออกจากพื้นที่เท่ากับยอมแพ้หรือยอมให้จีนเป็นเจ้าในภูมิภาค เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าจีนเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาค และหมายความว่าสหรัฐสูญเสียการเป็นเจ้าผู้ครองโลก
การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐต่อความเป็นเจ้าของทะเลจีนใต้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สามารถอธิบายว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องจากอดีต เมื่อกองทัพจีนเข้มแข็งขึ้น มีความพร้อมด้านต่างๆ มากขึ้น จึงแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้น ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกคือยุทธศาสตร์ปัจจุบันที่รัฐบาลสหรัฐใช้เพื่อขวางจีน เส้นประ 9 เส้นที่ไม่สอดคล้องกฎหมายระหว่างประเทศ หลายชาติไม่ยอมรับ ทำให้ปมขัดแย้งคงอยู่และน่าจะเป็นเช่นนี้อีกนาน เป็นอีกเวทีความขัดแย้งสำคัญระหว่างมหาอำนาจที่สัมพันธ์กับประเทศรอบข้างทั้งหมดไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม.
---------------
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (4)
อิหร่านต้องการสันติภาพถาวรแต่ฝ่ายสหรัฐยังตีกรอบหยุดยิงชั่วคราว ขยายเวลาหารือเพื่อสันติภาพ แต่จะตกลงกันได้หรือ
วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (3)
ประเด็นสำคัญคือต่างมีเป้าหมายหลักที่ต้องการ คำถามจึงอยู่ที่ว่าต่างฝ่ายต่างได้ตามที่ต้องการแล้วหรือยัง เป้าหมายหลักนี้จะนำสู่สันติภาพถาวรหรือไม่
วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (2)
รัฐบาลสหรัฐคิดว่านโยบายกับพฤติกรรมของตนกำลังสร้างความมั่นคงแก่ตนและโลก แต่หลายประเทศคิดตรงกันข้าม คำว่าพันธมิตรของสหรัฐหมายความว่าอย่างไรกันแน่
วิเคราะห์มุมมองอิหร่านต่อสงครามปี 2026 (1)
รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์
จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็นTrade Act of 1974 (2)
ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่องภาษี
จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (1)
ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ ทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้


