
คงต้องบอกว่าปัญหาการจราจรติดขัดในปัจจุบันเป็นเรื่องที่คนใช้รถใช้ถนนไม่อยากประสบพบเจอ ยิ่งช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มีการเดินทางกลับภูมิลำเนา เป็นภาพที่เห็นจนชินตา คือปริมาณรถที่หลั่งไหลออกจากกรุงเทพมหานครเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางทุกภูมิภาคของประเทศ หากเส้นทางที่เป็นจุดหมายปลายทางสะดวกสบายก็ถือเป็นกำไรของผู้ที่เดินทาง แต่เส้นทางที่ไม่ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถลดลง และยังกินเวลาที่จะไปยังจุดหมายปลายทางอีกด้วย
แต่ล่าสุดถือเป็นเรื่องราวดีๆ หลังจากที่รัฐบาลได้เผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี หรือ M81 ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร (กม.) ที่กรมทางหลวง (ทล) กำลังดำเนินการก่อสร้างทั้งงานโยธาและงานระบบ ผลงานล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2565 มีความคืบหน้าการก่อสร้างงานโยธา และการก่อสร้างงานระบบ โดยผลงานการก่อสร้างงานโยธา 82.878% แล้วเสร็จ 8 สัญญาจาก 25 สัญญา
โดยสัญญาที่แล้วเสร็จประกอบด้วย 1.สัญญาที่ 20 พื้นที่ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี 2.สัญญาที่ 21 พื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี 3.สัญญาที่ 22 พื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี 4.สัญญาที่ 23 พื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี 5.สัญญาที่ 6 พื้นที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 6.สัญญาที่ 14 พื้นที่ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม 7.สัญญาที่ 10 พื้นที่ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม และ 8.สัญญาที่ 15 พื้นที่ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม
โดย 2 สัญญาที่แล้วเสร็จล่าสุดคือ สัญญาที่ 10 และสัญญาที่ 15 ขณะที่ในส่วนของการก่อสร้างงานระบบ ปัจจุบันได้เข้าดำเนินการในพื้นที่ต่างๆ แล้วจำนวน 6 ด่าน จากทั้งหมด 8 ด่าน ได้แก่ 1.ด่านบางใหญ่ 2.ด่านนครชัยศรี 3.ด่านศีรษะทอง 4.ด่านท่ามะกา 5.ด่านท่าม่วง และ 6.ด่านกาญจนบุรี
จากข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการ PPP สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการการให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา ประกอบด้วยที่พักริมทาง 8 แห่ง และหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ประกอบด้วยที่พักริมทาง 3 แห่ง รวมถึงการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว สำหรับการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ซึ่งที่พักริมทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย
1.สถานที่บริการทางหลวงนครชัยศรี อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 2.สถานที่บริการทางหลวงนครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม และ 3.จุดพักรถท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งที่พักริมทางดังกล่าวจะประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบถ้วน ได้แก่ ที่จอดรถ ศาลาพักผ่อน ห้องน้ำบริการประชาชน ร้านขายของ สถานีบริการน้ำมัน หน่วยกู้ภัย ศูนย์บริการระบบผ่านทางอัตโนมัติ และการบริการอื่นๆ
โดยการร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 และหมายเลข 81 มีแผนเปิดทดลองบริการพื้นฐาน ได้แก่ ห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าบางส่วน ภายในสิ้นปี 2566 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมสายทางหลักในปี 2567
สำหรับ โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เป็นหนึ่งโครงการที่สําคัญและมีความจําเป็นเร่งด่วน โดยได้รับการบรรจุในแผนมาตรการเร่งรัดการลงทุน Action Plan ของกระทรวงคมนาคม และมาตรการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP Fast Track ของกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด
ซึ่งก็คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2567 เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปภาคตะวันตกของประเทศเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการอำนวยความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง รวมทั้งการท่องเที่ยว ที่สำคัญจะช่วยให้การเดินทางจาก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ถึง จ.กาญจนบุรี ใช้เวลาเพียง 48 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดินซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชม. 30 นาที.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?
ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"
กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก
โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?
เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”
หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

