
ขออนุญาตท่านผู้อ่านยกยอดการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลไปเป็นวันอาทิตย์หน้าซึ่งจะเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายที่ผมจะพบกับท่านผู้อ่านในหน้า 4 หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แห่งนี้ครับ เวลากว่า 4 เดือนที่ผมมาใช้ชีวิตในอเมริกาใต้กำลังเดินทางมาถึงวันสุดท้าย อากาศอบอุ่นขึ้น หน้าหนาวกำลังจะสิ้นสุด น่าเสียดายที่ไม่สามารถอยู่ต่อจนถึงฤดูใบไม้ผลิ แต่ใจหนึ่งก็คิดถึงเมืองไทยเต็มที่ ผมออกจากพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลนครเซาเปาโลเมื่อฟ้ามืดลงแล้ว เดินเท้าประมาณ 2 กิโลเมตรไปยังสี่แยกใหญ่ที่ถนน Rua da Consolacao ตัดกับถนน Avenida Paulista ตำรวจกำลังตั้งแถวรับมือกลุ่มผู้ประท้วงที่รวมตัวกันบนถนน ผมไม่ได้รอดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพราะจะต้องกลับไปเก็บกระเป๋าและเดินทางไปขึ้นเครื่องบินเวลาตี 1 ครึ่งคืนนี้
นั่งรถไฟใต้ดินแค่สถานีเดียวไปโผล่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อ St. Marche ใกล้ที่พัก ซื้อกาจาซา สุรากลั่นพื้นบ้านจากน้ำอ้อยกลับไปศึกษาต่อที่เมืองไทย รวมถึงกาแฟสดบดแล้วจำนวนหนึ่งไปฝากญาติมิตร ผมซื้อของที่ร้านนี้หลายครั้งจึงรู้ว่าแคชเชียร์ช่องริมสุดฝั่งซ้ายพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้ข้อข้องใจบางอย่างคลี่คลายได้ง่ายขึ้น อาทิกรณีที่แคชเชียร์ร้านค้าถามหมายเลข CPF ซึ่งเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าทุกครั้งตามที่ผมเคยอธิบายไป
การจัดกระเป๋าเก็บข้าวของใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็ออกจากห้องไปนั่งดื่มเบียร์ในห้องรับแขกซึ่งกลางวันถูกใช้เป็นร้านอาหารขายมื้อเที่ยงให้กับคนงานในละแวกนี้ เบียร์ยี่ห้อ Brahma และ Bohemia อย่างละกระป๋องหมดลงตอนเวลาราว 3 ทุ่มครึ่ง ผมเดินไปลา Tais เจ้าของเกสต์เฮาส์ และ Isabelle ลูกสาวของเธอ ทั้งคู่พูดว่า “โบอา วิอาเจ” ขอให้เดินทางปลอดภัยโชคดี
ช่วงเวลาเดียวกันนี้นางแบบสาวคนที่ผมพูดถึงเมื่อตอนที่แล้วผู้ซึ่งเคยทำงานอยู่เมืองไทยเรียกรถอูเบอร์ไปส่งที่สถานีรถบัส Terminal Tiete เพื่อเดินทางกลับเมืองเวอร์จิเนีย รัฐมีนัสเซไรส์ เธอว่าอูเบอร์สะดวกกว่าเยอะ ทำไมผมจะต้องลากกระเป๋านั่งรถไฟสองสามต่อให้ลำบากแถมยังใช้เวลานานกว่าจะถึงสนามบิน ผมอธิบายว่าอยากรู้วิธีการเดินทางโดยใช้บริการขนส่งสาธารณะ เธอยักไหล่ ผมกล่าวลา “โบอา วิอาเจ” เธอพูดกลับมาว่า “โชคดี”
รถไฟใต้ดินสาย 4 สีเหลือง (Linha 4 - Amarelo) วิ่งขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่สถานี Luz ผมไม่ได้ทำการบ้านไว้ดีพอว่าจากนี้จะต่อรถไฟอีกสายไปสนามบินอย่างไร รู้แต่ว่ารถไฟไปสนามบินไม่ใช่รถไฟใต้ดิน แต่เป็นรถไฟลอยฟ้าชานเมืองสาย 13
ออกจากรถไฟสาย 4 ผมเดินดูป้าย Linha 13 ไปเรื่อยๆ ป้ายนี้โผล่มาให้เห็นอยู่เป็นระยะ แต่สุดท้ายป้าย Linha 13 ก็หายไปเฉยๆ แล้วมีป้าย CPTM มาแทน ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่ามันคือรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะในเซาเปาโลเขตชานเมือง ซึ่ง CPTM ย่อมาจาก Companhia Paulista de Trens Metropolitanos ส่วนรถไฟใต้ดินในเขตเมืองหรือเมโทรนั้นให้บริการโดยรัฐวิสาหกิจอีกราย ชื่อ CMSP ย่อมาจาก Companhia do Metropolitano de Sao Paulo
ผมมองหาคนที่คิดว่าพูดภาษาอังกฤษได้ เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินมา จึงเข้าไปถามทาง แต่ดันพูดเป็นภาษาโปรตุเกสว่า Aeroporto ชายหนุ่มพูดกลับมาเป็นภาษาโปรตุเกสเช่นกันซึ่งผมไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว ผมจึงต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ “Which way to walk to the train to the airport ?” ชายหนุ่มก็ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ แล้วชี้มือบอกทาง ผมเดินไปตามที่เขาบอก หันกลับมาทั้งคู่ยังยืนนิ่งมองผมอยู่ คงเพื่อให้แน่ใจว่าผมเดินถูกทาง

ชานชาลาของรถไฟสาย 13 สีเขียวหยก (Linha 13 - Jade) เป็นชานชาลาลอยฟ้า ชานชาลาที่ 5 เขียนว่า Expresso Aeroporto อยู่ร่วมชานชาลากับรถไฟอีกสาย เขียนว่า Estudantes ผมต้องเดินผ่าน Estudantes นี้ผ่านเทิร์นสไตล์หรือคอกหมุนที่เป็นแท่งเหล็กเข้าไป พื้นที่หลังคอกหมุนนี้เขียนว่า Aeroporto – Guarulhos ซึ่ง Guarulhos คือชื่อสนามบินนานาชาตินครเซาเปาโล ไม่มีการเก็บค่าโดยสารเพิ่มจากที่จ่ายค่าเมโทรมา 4.40 เรียล หรือประมาณ 30 บาท เพิ่งมารู้ขณะเขียนคอลัมน์อยู่เวลานี้ว่าที่จริงแล้วค่าตั๋วรถไฟไปสนามบินราคา 8.60 เรียล แต่สาบานได้ว่าตอนนั้นผมไม่เห็นจุดให้จ่ายเงินซื้อตั๋วจริงๆ
เมื่อนั่งลงที่มานั่งรอรถไฟ ผมมีเวลาใช้มือถือเข้าอินเตอร์เน็ต แล้วก็พบว่ารถไฟไปสนามบินมีชั่วโมงละเที่ยว ผมเพิ่งพลาดเที่ยว 4 ทุ่ม จะต้องรอถึง 5 ทุ่ม หมายความว่าอาจจะมีเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงที่สนามบิน
ระหว่างนั่งรอรถไฟ ชายหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนนั่งอ่านหนังสืออยู่ คงเห็นผมมีอาการกระวนกระวาย เขาเดินเข้ามาคุยเป็นภาษาอังกฤษ ให้ข้อมูลว่ารถไฟสายไปสนามบินมีแค่ 3 สถานี คือสถานี Luz นี้ สถานี Guarulhos – CECAP ที่เขาจะลง และสถานี Aeroporto - Guarulhos เมื่อออกจากสถานีปลายทางแล้วให้ผมเดินไปทางขวามือซึ่งจะมีทางเดินเชื่อมจากสถานี

รถไฟมาตรงเวลา ผมลากกระเป๋าล้อเลื่อนและแบกเป้ใบใหญ่อีกใบเข้าไปในรถไฟ หนุ่มอ้วนนั่งเยื้องๆ กัน ก่อนที่เขาจะลงที่สถานี Guarulhos – CECAP ก็ยังอุตส่าห์เดินมากำชับว่าถึงสถานีสนามบินแล้วต้องเดินต่ออย่างไร
ผมเดินตามที่หนุ่มอ้วนบอกมา ปรากฏว่าไม่เห็นสนามบิน มีแต่รถชัตเทิลบัสจอดอยู่ และตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปยัง Terminal 2 อาคารที่ระบุในตั๋วโดยสาร ผมถามคนแถวนั้นจนแน่ใจว่าต้องขึ้นรถชัตเทิลบัสคันไหน ขึ้นไปรออยู่หลายนาทีกว่ารถจะออก พอทำท่าจะออก มีคนในชุดทำงานของสนามบินวิ่งมาที่รถ คนขับก็เปิดประตูให้ เป็นอย่างนี้สามสี่ครั้ง
ชัตเทิลบัสวิ่งไปบนถนนใหญ่อีกประมาณ 3 กิโลเมตร รถจอดแต่คนลงไม่กี่คน ผมต้องถามหนึ่งในนั้นว่าเทอร์มินัล 2 ใช่มั้ย เขาบอกว่าใช่ ลงจากรถแล้วต้องเดินอีกมากกว่า 100 เมตรกว่าจะถึงหน้าอาคาร 2 เหลือเวลาก่อนเครื่องออกไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง
พนักงานหนุ่มประจำเคาน์เตอร์เช็กอินพูดภาษาอังกฤษดีมาก บอกว่าประตูขึ้นเครื่องอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้เอง เขาชี้ไปทางขวามือ แล้วบอกว่า “ผมขอให้คุณรอตรงนั้น” ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขาหมายถึงอะไร
ผมเดินไปทางขวามือ เห็นป้ายเขียน “ในประเทศ” และ “ระหว่างประเทศ” แต่ไม่มีเลนหรือช่องแบ่งออกจากกัน เดินๆ อยู่ป้ายข้อความหายไป ยังโชคดีที่เดินถูกทางจนถึงจุดตรวจสัมภาระและทันขึ้นเครื่อง สรุปได้ว่าการสื่อสารด้วยป้ายบอกทางของสนามบิน Guarulhos มีปัญหา และตัวพนักงานเช็กอินก็มีปัญหา ถ้าผมรออยู่ตรงที่เขาบอกก็คงตกเครื่อง ที่มีปัญหาอีกอย่างคือราคาสินค้าในร้านค้าดิวตี้ฟรีที่แพงมาก สุราพื้นบ้าน “กาจาซา” คล้ายสินค้าตัวอย่าง ขวดเล็กจิ๋วไม่ถึงกั๊ก ราคาเท่ากับขวดลิตรที่ผมซื้อจากร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมือง

สายการบิน Ethiopian Airlines เที่ยวนี้พนักงานต้อนรับเป็นสุภาพสตรีทั้งหมด ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวเอธิโอเปีย หลายคนไม่รู้วิธีปฏิบัติตนยามอยู่บนเครื่องบิน นั่งเก้าอี้ได้แล้วปรับพนักพิงทันที เครื่องขึ้นได้ยังไม่ตั้งลำก็ลุกขึ้นหยิบของบนชั้นวางเหนือศีรษะ ลุกจะไปห้องน้ำก็มี แอร์โฮสเตสต้องคอยปรามกันจ้าละหวั่น
มีนักกรีฑาที่ต่อเครื่องมาจากโคลอมเบียหลายคน พวกเขาเพิ่งแข่งกรีฑาชิงแชมป์โลกเสร็จโดยกวาดเหรียญประเภทวิ่งมาราธอนมาได้หลายเหรียญ ลุกขึ้นร้องรำทำเพลงเฉลิมฉลองและเดินไปเดินมาไม่หยุดหย่อน กัปตันประกาศแสดงความยินดีกับนักกีฬาและทีมงาน คนบนเครื่องปรบมือและส่งเสียงโห่ร้องเกรียวกราว สาวบราซิลที่นั่งข้างๆ ผมแสดงอาการรำคาญในช่วงแรกๆ ต่อมาเธอเหมือนจะยิ้มได้ คงเพราะหายง่วงไปแล้วนั่นเอง
มีโอกาสได้คุยกันจึงรู้ว่าเธอออกจากบ้านที่บราซิลมาตั้งแต่ยังสาว ทำงานในกาสิโนที่มาเก๊านานหลายปี จากนั้นย้ายไปเมืองไทย ทำงานที่พัทยา ผมถามว่าทำอะไรที่พัทยา เธอตอบว่าเต้นโชว์ แต่เวลานี้ไม่ได้เต้นแล้ว มาบราซิลได้ปีกว่า กำลังกลับเมืองไทยเพื่อไปหาแฟนหนุ่มชาวฟินแลนด์
ตอนเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินกรุงแอดดิสอาบาบามีเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง ผมจึงได้รู้ว่าสินค้าตัวเดียวกันในร้านค้าดิวตี้ฟรีแต่ละร้านแตกต่างกันมาก ใครที่มีโอกาสแวะที่นี่ก็ควรเปรียบเทียบราคาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

ขณะเข้าแถวเพื่อขึ้นชัตเทิลบัสไปยังเครื่องบิน สาวบราซิลขอผมแลกที่นั่งกับผม ที่นั่งอยู่ห่างกันคนละแถว คนละฝั่งของตัวเครื่องบิน สาเหตุเพราะเธอเข้าห้องน้ำบ่อยจึงอยากนั่งริมทางเดิน ผมยินดีให้เธอแลก ที่นั่งเดิมของเธออยู่ริมหน้าต่าง
รถชัตเทิลบัสในสนามบิน 2 คันส่งผู้โดยสารที่หัวเครื่องคันหนึ่ง ที่ท้ายเครื่องคันหนึ่ง พนักงานต้อนรับปล่อยให้ขึ้นเครื่องจากบันไดทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้คนไปติดกันอยู่บนเครื่องนานมาก เพราะคนที่ขึ้นจากหัวเครื่องหลายคนที่นั่งอยู่ท้ายเครื่อง ส่วนคนที่ขึ้นท้ายเครื่องจำนวนหนึ่งมีที่นั่งอยู่หัวเครื่อง ช่วงนี้เกือบได้เห็นคนจีนวางมวยกับคนเอธิโอเปียเพราะไม่ยอมหลีกทางให้กัน
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขอให้ผมเดินไปหาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลือง เจ้าหน้าที่ตรวจวัคซีนพาสปอร์ตของผมแล้วก็ติดสติ๊กเกอร์รับรองให้ที่อกเสื้อ
มีคนที่เดินทางจากบราซิลมาเมืองไทยก่อนหน้านี้บอกผมว่าไม่มีด่านตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนไข้เหลือง และเขาผู้นั้นก็ไม่เคยฉีด ปกติแล้วคนที่เดินทางมาจากประเทศที่อยู่ในลิสต์การระบาดของไข้เหลืองจะต้องฉีดวัคซีนมาก่อน หากยังไม่เคยฉีดก็จะต้องฉีดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชายผู้นี้ก็กะว่าจะมาฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่สุวรรณภูมิ แต่เมื่อไม่มีการตรวจสอบเขาก็เข้าประเทศโดยไม่ได้ฉีดวัคซีน
ไข้เหลืองคือโรคไข้เลือดออกอันเกิดจากไวรัสที่ติดต่อผ่านการถูกยุงกัด ทั้งยุงลาย ยุงไข้เหลือง และยุงอื่นๆ อาจทำให้ผู้ที่รับเชื้อตายได้ แต่ละปีมีคนต้องสังเวยชีวิตให้กับไข้เหลืองทั่วโลกประมาณ 3 หมื่นราย โดยไวรัสไข้เหลืองพบในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกาและในอเมริกาใต้บางประเทศ รวมทั้งหมด 45 ประเทศ องค์การอนามัยโลกประกาศให้ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศเหล่านั้นต้องฉีดวัคซีนไข้เหลือง โดยฉีดครั้งหนึ่งมีผลในการป้องกันเป็นระยะเวลา 10 ปี ผมเองฉีดก่อนเดินทางไปอเมริกาใต้เรียบร้อยพร้อมกับวัคซีนอีกสารพัดตามที่หมอแนะนำ
สำหรับทวีปอเมริกาใต้ ประเทศที่มีความเสี่ยงไข้เหลืองได้แก่ โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู อาร์เจนตินา ปารากวัย เวเนซุเอลา และบราซิล ซึ่งบราซิลนั้นคงจะเสี่ยงกว่าประเทศใดๆ เพราะป่าแอมะซอนมีพื้นที่อยู่ในบราซิลมากกว่าประเทศอื่นๆ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท่านนี้ให้ข้อมูลกับผมว่าช่วงหลายเดือนก่อนบ้านเรามีปัญหาเรื่องโควิด จึงมีการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศเฉพาะเรื่องการตรวจเชื้อและการฉีดวัคซีนโควิด พอโควิดซาลงก็เลยกลับมาเข้มงวดกับไข้เหลืองอีกครั้ง
ผมถามว่าถ้าก่อนหน้านี้มีคนไม่ฉีดวัคซีนไข้เหลืองเข้าราชอาณาจักรมาและมีเชื้อไข้เหลืองมาด้วย ใครจะรับผิดชอบ
ยิ้มหวานของเธอคือคำตอบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

