
ดูเหมือนว่าปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการของไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 66 หลังจากที่ธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาปัดฝุ่นแผนการควบรวมกิจการจากที่ภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ชะลอการทำดีลตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 65 ก็นับว่าเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มเชิงบวกทั่วโลก โดยซีอีโอถึง 60% ที่ถูกสำรวจยังคงรุกแผนควบรวมกิจการในปีนี้ แม้จะมีปัจจัยแวดล้อมที่กดดันการดำเนินธุรกิจ
โดยในเรื่องนี้ นางสาวฉันทนุช โชติกพนิช หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดการควบรวมกิจการของไทยมีแนวโน้มที่จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 หลังปริมาณและมูลค่าการควบรวมเห็นการชะลอตัวในปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับปี 2564 เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการทำดีลโดยรวมต้องหยุดชะงัก อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากิจกรรมการควบรวมในปีนี้จะไม่สูงเท่ากับในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2564
สำหรับปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการของไทยนั้นปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอแผนการควบรวมเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ปัจจัยหลายๆ อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเวลานี้สัญญาณของการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น โดยฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายของดีลหลายๆ ดีลกลับมาเตรียมตัวกันใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ จากรายงาน Global M&A Industry Trends: 2023 Outlook ของ PwC ที่คาดว่ากิจกรรมการควบรวมกิจการทั่วโลกน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากนักลงทุนและผู้บริหารปรับสมดุลระหว่างความเสี่ยงระยะสั้นและกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในระยะยาว โดยซีอีโอมากกว่าครึ่ง 60% ที่ถูกสำรวจ กล่าวว่า ไม่มีแผนที่จะชะลอการควบรวมกิจการในปีนี้แต่อย่างใด แม้จะมีปัจจัยเชิงลบที่กดดันการดำเนินธุรกิจก็ตาม
ขณะที่ปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการทั่วโลกในปี 2565 รายงานระบุว่า ปรับตัวลดลง 17% และ 37% จากปี 2564 ที่ปริมาณการควบรวมแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยจำนวนดีลมากกว่า 65,000 ดีล (คิดเป็นมูลค่า 5,268 พันล้านสหรัฐ) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค รวมไปถึงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ยสูง การประเมินมูลค่าหุ้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในยูเครน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เป็นต้น
ซึ่งเช่นเดียวกับปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ปรับตัวลดลง 23% และ 33% ในช่วงระหว่างปี 2564-2565 นำโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีปริมาณและมูลค่ากิจกรรมการควบรวมปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ 46% และ 35% ตามลำดับ สืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และอุปสงค์ของการส่งออกที่ลดลง ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ ที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่เอเชีย จึงมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดอื่นๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายงานระบุว่า ในปี 2565 ปริมาณการควบรวมกิจการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนทั้งสิ้น 16,238 ดีล (เปรียบเทียบกับ 21,166 ดีลในปี 2564) ขณะที่มูลค่าการควบรวมอยู่ที่ 826 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เปรียบเทียบกับ 1,233 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564) นอกจากนี้ รายงานของ PwC ยังระบุถึงกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีโอกาสจะเห็นกิจกรรมการควบรวมในปีนี้ ประกอบไปด้วย 1.อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม 2.อุตสาหกรรมการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและยานยนต์ 3.อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน 4.อุตสาหกรรมพลังงาน สาธารณูปโภค และทรัพยากร 5.อุตสาหกรรมตลาดผู้บริโภค 6.อุตสาหกรรมสุขภาพ
อย่างไรก็ดี ธุรกิจที่มีความสนใจต้องการซื้อหรือขายกิจการผ่านการควบรวม ปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเตรียมความพร้อมหลังจากที่หลายๆ ธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติงาน ปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ที่ดำเนินการไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งความสามารถที่แท้จริงของกิจการจะถูกสะท้อนออกมาในงบการเงิน และช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินศักยภาพของตัวเองเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด.
รุ่งนภา สารพิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ
จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สงขลา ทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าฟื้นฟูและกระตุ้นการท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

