
หากพูดถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่ควบคุมและจัดระเบียบการขนส่งทางถนนภายในประเทศและระหว่างประเทศ จดทะเบียนและเก็บภาษีรถ และออกใบอนุญาตขับรถ พัฒนาระบบการขนส่งทางถนนและการใช้รถใช้ถนน ล่าสุดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “ยกระดับพัฒนามาตรฐานยานยนต์” เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ของประเทศไทยสู่ระดับสากล ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
โดย จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. มองว่าภารกิจหลักในการสนับสนุนและส่งเสริมให้การขนส่งทางถนนเป็นไปด้วยความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่มีความทันสมัย โดยในปีนี้เป็นปีที่กรมขนส่งทางบกครบรอบ 82 ปี ภายใต้แนวคิด “82 ปี กรมการขนส่งทางบก นวัตกรรมขนส่งทันสมัย สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน”
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการยกระดับด้านความปลอดภัยในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือและโครงการต่างๆ เช่น โครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV โครงการความร่วมมือการรณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนให้นำรถยนต์เข้าตรวจสอบและแก้ไขถุงลมนิรภัย
ขณะเดียวกันได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก รวมถึงนำเทคโนโลยี GPS ซึ่งเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่สำคัญมาควบคุม กำกับ ดูแล การเดินรถ ความเร็ว ชั่วโมงการทำงาน การขนส่งรถสาธารณะทุกประเภท เป็นต้น
นอกจากยังมีภารกิจสำคัญในการพัฒนายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ในประเทศไทยให้สอดคล้องตามข้อกำหนดทางเทคนิคในระดับสากล ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานสำหรับใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาให้การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาด้านมาตรฐานของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง
สำหรับความร่วมมือดังกล่าว โดยสองหน่วยงานเห็นพ้องต้องกันที่จะบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานยานยนต์ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการยกระดับพัฒนามาตรฐานยานยนต์” เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบในการพัฒนามาตรฐานยานยนต์ของประเทศไทยของแต่ละหน่วยงาน ในการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ของประเทศไทยสู่สากล
ขับเคลื่อนการดำเนินการตามพันธกรณีความตกลงระหว่างประเทศ บูรณาการในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จัดทำความร่วมมือด้านวิชาการ การพัฒนาองค์กรและบุคลากร รวมทั้งสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในการส่งเสริมการดำเนินการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ จะเป็นก้าวที่สำคัญในการบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ของประเทศไทยให้สอดคล้องเทียบเท่ามาตรฐานสากล ร่วมกันกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ลดความซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกฎระเบียบ ข้อกำหนดทางเทคนิค และมาตรฐานต่างๆ อีกทั้งยังเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์และเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย
ขณะที่ บรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์เดิมที่ใช้เครื่องยนต์เป็นยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของความคาดหวังของประชาชนด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีการใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์มาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ชี้นำ หรือปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศ
เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ สมอ.และ ขบ. ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลยานยนต์และชิ้นส่วน จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมา สมอ.ได้มีความร่วมมือกับ ขบ.ผ่านการเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะทำงานต่างๆ ระหว่างหน่วยงานของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในเวทีระดับภูมิภาคและระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามพันธกรณีความตกลงระหว่างประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มองวิกฤตคือโอกาส
ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบรอบด้านฉุดเศรษฐกิจโลกให้มีการเติบโตที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกเพราะการสู้รบและทำลายล้างในพื้นที่หลักของการผลิตน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ถอดบทเรียนแบรนด์ดังดันยอดขายด้วยData
ในยุคที่ “ข้อมูลลูกค้า” คือหัวใจในการเอาชนะความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้น
จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น “อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ” (Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล
สงกรานต์ส่อแววหงอย
เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ
ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต
เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

