
ยังคงไร้ทิศทางสำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทย หลังจากที่มีเหล่าคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ นำโดยอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติถึง 2 ท่านออกมาทักท้วงถึงความได้ไม่คุ้มเสียของโครงการนี้
จนนำไปสู่การที่กระทรวงการคลัง นำโดย 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และผู้บริหารกระทรวงการคลัง ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงถึงความดีงามของโครงการ
แต่สุดท้ายก็เหมือนพายเรือวนในอ่าง เพราะรายละเอียดจริงๆ ยังมีแค่คอนเซปต์ไอเดียเท่านั้น แต่ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงยังแทบจับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงื่อนไข แหล่งเงินที่นำมาใช้ ซึ่งทั้งหมดจะต้องรอให้คณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตสรุปออกมาให้เรียบร้อยภายในเดือน ต.ค.นี้
ประเด็นนี้ตรงกับที่ "ศิริกัญญา ตันสกุล" หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ได้ทวีตข้อความลงบนแพลตฟอร์ม X ที่จับตาดูการแถลงข่าว ที่ระบุว่า
"ในส่วนของการแถลงข่าวความคืบหน้า digital wallet ในวันนี้นั้น... ยังไม่แน่ชัดว่ารัศมีการใช้เป็นยังไง...
ยังไม่แน่ชัดว่าจะเอาเงินจากไหน... ยังไม่แน่ชัดว่าจะแจกถ้วนหน้า หรือจะแจกเฉพาะกลุ่ม... ซึ่งหมายความว่า
ยังไม่แน่ชัดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่! สิ่งที่ชัดอย่างเดียวก็คือ พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการศึกษามาก่อนล่วงหน้าว่าจะนำนโยบาย digital wallet ไปปฏิบัติยังไง ทุกอย่างคือต้องรอคณะกรรมการฯ โดยขอซื้อเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนตุลา."
ตอนนี้ต้องยอมรับว่านโยบายนี้ทำให้สังคมเกิดแรงกระเพื่อมเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน คือ กลุ่มคนที่อยากให้รัฐผลักดันโครงการต่อ เพราะต้องการเงินมาใช้ กับอีกฝ่ายคือ กลุ่มที่คัดค้าน ที่มองเห็นว่าโครงการนี้เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และสร้างภาระให้ลูกหลานต่อไปในอนาคต ซึ่งก็เกิดการถกเถียงทางความคิดกันไปใหญ่โตทั้งสองฝั่ง
ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องฟังทั้งสองมุม และต้องโยนเผือกร้อนไปยังคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะต้องออกแบบโครงการออกมาให้สามารถนำมาใช้ได้จริง และมีคำตอบกับสังคมในทุกมิติว่าโครงการนี้มันดีจริง ไม่ใช่แค่โครงการประชานิยมเพื่อหาเสียง
ยิ่งตอนนี้มีข้อมูลมาหลายทิศทางในเรื่องของการปรับเงื่อนไข ทั้งว่าจะไม่แจกให้ทุกคน แจกแค่คนต้องการซึ่งต้องลงทะเบียนเท่านั้น หรือการใช้จ่ายเงินก็จะขยายได้แบบครอบคลุมทั้งจังหวัด หรือแม้กระทั่งแหล่งเงินที่รัฐบาลอ้างว่าไม่มีการกู้เงิน แต่จะเป็นการเบียดงบประมาณประจำปีมาจัดใช้ในโครงการนี้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว คำตอบจะเป็นเช่นไร คงต้องติดตามชมกัน
แต่ที่แน่ๆ หากรัฐจะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีคำตอบให้กับประเด็นเหล่านี้ก่อน คือ 1.เรื่องของการพัฒนาบล็อกเชนใหม่ที่ต้องรองรับคนใช้ 56 ล้านราย จะต้องใช้เงินลงทุนระบบที่ใหญ่มาก และการลงทุนก็สูงถึงระดับหมื่นล้านบาท รัฐจะเอาเงินส่วนไหนมาพัฒนา
2.เรื่องการทำธุรกรรมผ่านบล็อกเชนนั้น จะต้องมีเวลาเคลียริง ตรวจสอบข้อมูลไขว้ไปไขว้มา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 นาที ตรงนี้ไม่สะดวกสำหรับการค้าขาย เพราะผู้ขายจะต้องรอเงินโอนช้ากว่า 10 นาที ซึ่งถือว่าไม่เร็วพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เป็นอุปสรรคและสร้างความหงุดหงิดในการใช้งาน แถมระบบยังใช้ไฟฟ้ามหาศาล
3.ความปลอดภัยของระบบมีมากแค่ไหน สามารถถูกแฮ็กได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลใช้เวลาผลักดันโครงการในไม่กี่เดือน ใครจะรับประกันความปลอดภัยว่าระบบมีความสมบูรณ์แบบจริง
แค่ 3 ข้อนี้ ตอบให้ได้ก่อน แล้วค่อยคิดต่อว่าจะหาเงิน และวางเงื่อนไขแจกเงินอย่างไร
นี่ก็ฝากไว้ให้คิด.
ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลด 5 จุดล็อก SME ไทย
วันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างรวด เร็วมาก ทั้งภาวะโลกร้อน ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยน แปลงทางเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีจำนวนกว่า 3.28 ล้านราย ขับเคลื่อนGDP ถึง 35%และจ้างงานคนไทยถึง 13.6 ล้านคน หรือมากกว่า 99.5%ของธุรกิจทั้งประเทศ จึงไม่อาจปล่อยให้ผู้ประกอบการเผชิญหน้ากับพายุเศรษฐกิจโลกเพียงลำพังได้ เราต้องการเปลี่ยนมุมมองระดับโลกให้กลายมาเป็นแนวทางที่นำมาลงมือปฏิบัติจริงได้ในท้องถิ่น เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและการเติบโตที่สมดุล
AI ยิ่งเก่ง...คนมีประสบการณ์ยิ่งได้เปรียบ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนอย่างรวดเร็ว งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถสรุป วิเคราะห์
‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?
‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความหวังของผู้คนในการสร้างอนาคตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความฝันในการมีบ้านเป็นของตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
‘พลังงาน-Ai'แกนหมุนใหม่ศก.อาเซียน
นับเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นศูนย์กลางจัดงานประชุมพลังงานระดับโลก แต่การกลับมาเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของ “Gastech 2026” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 นี้ ถือเป็น "การกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งสำคัญในรอบ 18 ปี" ที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงยุทธศาสตร์
ไทยปักหมุดฮับเวลเนสโลก
ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการพักผ่อน
เพิ่มสภาพคล่อง ใช้สินเชื่ออย่างฉลาด
SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มาจากฐานรากหรือประชาชนคนทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศมีมากกว่า 35% และยังเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญของแรงงานในประเทศ โดยมีสัดส่วนการจ้างงาน 71% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

