'หนี้ครัวเรือน'แนวโน้มชะลอแต่สัดส่วนยังสูง

 “หนี้ครัวเรือน” เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา โดยจากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่ระบุว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทย ไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และหากคำนวณเป็นระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะอยู่ที่ราว 90.9% ต่อจีดีพี โดยสามารถจำแนกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ สัดส่วน 33.8% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด, สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 17.8% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ คิดเป็น 27.3% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ได้เคยให้มุมมองเกี่ยวกับประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนว่า เป็นสิ่งที่น่าห่วง และเป็นภาพที่เรียกว่าอันตราย เพราะสะท้อนภาพหนี้ครัวเรือนไทยที่วิ่งเร็วต่อเนื่อง

ในขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 1.8% หรือไม่เกิน 2% ในปีนี้ และการที่จะทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยลดลงมาอยู่ในระดับที่ 80% นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่ง่าย”

ทั้งนี้ ยังมีหนี้ที่มองไม่เห็นและพร้อมระเบิด คือ “หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์” ที่ปล่อยกู้สมาชิกกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งที่ทำงานอยู่และเกษียณ รวมกว่า 8 แสนล้านบาท และกลุ่มนี้ยังขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และนอนแบงก์ รวมกว่า 6 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็น 1.4 ล้านล้านบาท

ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) นั้น จากการเก็บข้อมูลของเครดิตบูโรมีทั้งสิ้น 1.05 ล้านล้านบาท อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ 1.04 ล้านล้านบาท และยังมีหนี้กลุ่มกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ที่ค้างชำระ 30-90 วัน ซึ่งต้องยอมรับว่าอันตรายสุดๆ เพราะยังไหลมาเรื่อยๆ โดยข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2566 พบว่า หนี้กลุ่ม SM อยู่ที่ราว 6.1 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นไปเป็น 1.2 ล้านล้านบาท และหนี้กลุ่ม SM ก็จะมียอดใกล้เคียงที่ราว 8 แสนล้านบาท

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หนี้ตัวเรือนไทยปี 2567 อาจจะชะลอลง แต่สัดส่วนต่อจีดีพียังอยู่ในระดับสูงที่ 90.7% โดยหนี้ครัวเรือนไทยเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่ยอดคงค้างหนี้ยังคงสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันครัวเรือนยังคงพึ่งพาเงินกู้มาบริหารจัดการสภาพคล่องประจำวัน ขณะที่การก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ (บ้านและรถยนต์) ชะลอลงมากในปี 2566 ตามกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยครัวเรือนที่ก่อหนี้เพิ่มน่าจะเป็นครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง และ/หรือเป็นครัวเรือนที่ต้องกู้ยืมเงินเพื่อมาประคองสภาพคล่องและใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยข้อสังเกตพบว่า หนี้ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นลูกหนี้ของผู้ประกอบการนอนแบงก์ โดยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของพอร์ตนอนแบงก์ขยายตัว 4.6% และ 17.9% ตามลำดับ ส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นที่นอกเหนือจากหนี้ในกลุ่มบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังเร่งตัวขึ้นเร็ว สวนทางการก่อหนี้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น หนี้บ้านและหนี้เพื่อการประกอบอาชีพที่เติบโตในอัตราชะลอลง และหนี้รถที่หดตัวลง ขณะที่เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ออมทรัพย์ยังเติบโตต่อเนื่อง และสูงกว่าเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทอื่น

โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดของสถิติหนี้ครัวเรือนไทยที่ 95.5% ที่เห็นในช่วงไตรมาส 1/2564 จากผลกระทบของโควิด-19 โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอาจมีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัว และหนี้สินภาคครัวเรือนเริ่มโตช้าลง แต่ก็จะยังคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 80% ต่อจีดีพีได้ภายใน 5 ปีนับจากนี้

อย่างไรก็ดี แนวโน้มปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าหนี้ครัวเรือนอาจจะโตต่ำกว่าระดับ 3% โดยมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนปี 2567 อยู่ที่ 16.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90.7% ต่อจีดีพี ภายใต้สมมุติฐาน Nominal จีดีพี ปี 2567 เติบโตในอัตราประมาณ 3.6% ชะลอลงจากระดับ 91.3% ต่อจีดีพีในปี 2566 เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่น่าจะชะลอการก่อหนี้ก้อนใหม่ ท่ามกลางความกังวลต่อจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสินเชื่อที่มีวงเงินต่อสัญญาค่อนข้างสูง เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลด 5 จุดล็อก SME ไทย

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างรวด เร็วมาก ทั้งภาวะโลกร้อน ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยน แปลงทางเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีจำนวนกว่า 3.28 ล้านราย ขับเคลื่อนGDP ถึง 35%และจ้างงานคนไทยถึง 13.6 ล้านคน หรือมากกว่า 99.5%ของธุรกิจทั้งประเทศ จึงไม่อาจปล่อยให้ผู้ประกอบการเผชิญหน้ากับพายุเศรษฐกิจโลกเพียงลำพังได้ เราต้องการเปลี่ยนมุมมองระดับโลกให้กลายมาเป็นแนวทางที่นำมาลงมือปฏิบัติจริงได้ในท้องถิ่น เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและการเติบโตที่สมดุล

AI ยิ่งเก่ง...คนมีประสบการณ์ยิ่งได้เปรียบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนอย่างรวดเร็ว งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถสรุป วิเคราะห์

‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?

‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความหวังของผู้คนในการสร้างอนาคตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความฝันในการมีบ้านเป็นของตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

‘พลังงาน-Ai'แกนหมุนใหม่ศก.อาเซียน

นับเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นศูนย์กลางจัดงานประชุมพลังงานระดับโลก แต่การกลับมาเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของ “Gastech 2026” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 นี้ ถือเป็น "การกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งสำคัญในรอบ 18 ปี" ที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ไทยปักหมุดฮับเวลเนสโลก

ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการพักผ่อน

เพิ่มสภาพคล่อง ใช้สินเชื่ออย่างฉลาด

SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มาจากฐานรากหรือประชาชนคนทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศมีมากกว่า 35% และยังเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญของแรงงานในประเทศ โดยมีสัดส่วนการจ้างงาน 71% ของการจ้างงานทั้งประเทศ