
คงรู้ซึ้งแล้ว....
งานขายบ้าน กับ งานการเมือง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ใครที่บอกว่าคนผ่านงานธุรกิจหมื่นล้านแสนล้าน เป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ มีแต้มต่อในการบริหารประเทศ กลับไปคิดใหม่ครับ
เพราะมัน เป็นคนละเรื่องกัน
วัฒนธรรมการทำงานก็ไม่เหมือนกัน หากเผลอเอานิสัย หรือวิธีการ ที่ไม่พึงประสงค์ จากสายงานหนึ่งไปใช้กับอีกสายงานหนึ่ง อาจหายนะได้
ในมุมนักธุรกิจถูกตีกรอบการทำงานด้วยกฎหมายน้อยกว่านักการเมืองมาก เพราะนักการเมืองต้องทำเพื่อชาติ ประชาชน
ส่วนนักธุรกิจทำเพื่อผู้ถือหุ้นและกระเป๋าตัวเอง
เป็นอีกครั้งที่ "ปาก" นายกฯ เศรษฐา สร้างปัญหาใหญ่ให้รัฐบาล
วานซืน (๒๑ พฤศจิกายน) ในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย นายกฯ เศรษฐา รายงานขึงขัง เรื่องการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้ โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ
แจ้งให้ สส.เพื่อไทยรับรู้ว่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ จะมีการประชุมวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน นี้ ระหว่างนายอำเภอ กับผู้กำกับ และผู้การจังหวัด
ที่เป็นประเด็นขึ้่นมาเพราะ นายกฯ เศรษฐา บอกว่า.....
"...ผู้กำกับใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าคงมีผู้ผิดหวังมากกว่าผู้สมหวังในห้องนี้ที่ขอตำแหน่งไป เพราะรู้สึกมันเยอะเหลือเกิน แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้สมหวัง
แต่ก็เป็นผู้กำกับใหม่ซึ่งเราจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจถึงถ่องแท้ และต้องกำจัดปัญหานี้ออกไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ..."
คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย
นายกฯ บอกว่า สส.เพื่อไทย ฝากผู้กำกับใหม่กันเยอะ มีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง
ในภาคเอกชน ใครจะฝากใครทำงาน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
อย่าง บริษัทแสนสิริ สส.เพื่อไทยจะฝากใครเข้าทำงาน ก็เป็นเรื่องของบริษัท ได้ไม่ได้ก็ไปต่อว่ากันเอาเอง
แต่ สส.ฝากนายกฯ ช่วยดูแลเรื่องการโยกย้าย ผู้กำกับใหม่ ให้หน่อย แล้วนายกฯ ออกมาพูดหน้าตาเฉย แบบนี้รัฐบาลฉิบหายกันหมดครับ
กะโชว์พาว
สุดท้ายกลายเป็นโชว์โง่
เพราะแสดงว่า สส.ฝากนายกฯ ตัวนายกฯ ก็ไปสั่ง ผบ.ตร.อีกที ว่าให้ยัดชื่อใครไว้ตรงไหน
ที่จริงมีเกือบทุกรัฐบาลครับที่ทำกันแบบนี้
แต่เขาทำกันลับๆ
รัฐบาลเศรษฐา เล่นประกาศกันโครมๆ เลย
สวมหมวกให้ถูกใบ ตอนนี้เป็นนายกฯ บริหารประเทศนะครับ ไม่ใช่ขายบ้าน
นายกฯ เศรษฐาพลาดครั้งนี้เสียหายเยอะครับ เพราะผิดกฎหมายหลายฉบับทีเดียว โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑๘๕ บัญญัติไว้ดังนี้ครับ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทําการใดๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องดังต่อไปนี้
(๓) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตําแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตําแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
และ มาตรา ๑๘๖ ให้นําความในมาตรา ๑๘๔ มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่กรณี
ดังต่อไปนี้
(๑) การดํารงตําแหน่งหรือการดําเนินการที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่หรืออํานาจของรัฐมนตรี
(๒) การกระทําตามหน้าที่และอํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งกระทําการใดไม่ว่าโดยทางตรง
หรือทางอ้อม อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง
ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามที่กําหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม
ผิดเต็มๆ ทั้ง สส. และนายกฯ
ครับ...รุ่งขึ้น นายกฯ เศรษฐา แปลไทยเป็นไทย ได้ความว่า
“โอ้ย ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกครับ ผมยืนยันว่าผมไม่มีอำนาจ และไม่เคยแทรกแซง ไม่เคยก้าวก่ายในการแต่งตั้งข้าราชการและข้าราชการตำรวจเลย เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะพิจารณาตามผลงาน
ผมยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่ได้ไปก้าวก่ายหรือไปสั่งการกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้งผู้กำกับ และความจริงแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของผมด้วย”
ใช่ครับมันไม่ใช่หน้าที่ แต่ที่เขาพูดกันคือ "ตั๋ว"
ตั๋วที่นายกฯ รับจาก สส.แล้วส่งไปให้ ผบ.ตร. ซึ่งนายกฯ เป็นคนพูดเอง
แล้วไงต่อ!
รอดูว่าใครจะไปร้อง ป.ป.ช.
หาก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย
โทษแรงนะครับ คือ ให้พ้นจากตำแหน่ง
หรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาไม่เกิน ๑๐ ปี
ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนายกฯ เศรษฐา
ที่จริงเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่นายกฯ เอาเรื่องนี้ไปพูดในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย
คุยเรื่องผิดกฎหมายราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา
มันสะท้อนจริยธรรมของ นายกฯ และ สส.พรรคเพื่อไทย ว่าเรี่ยดินขนาดไหน
พรรคฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย
นี่คือการคอร์รัปชันอย่างหนึ่ง และส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน่าเฟะ คนที่ตั้งใจทำงานไม่มีความก้าวหน้า เพราะพวกที่ได้ตำแหน่งเต็มไปด้วยเด็กเส้น เด็กนาย
ตอนเป็นฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยด่ารัฐบาลลุงตู่เช้าเย็น ไม่ปฏิรูปตำรวจ
มาวันนี้เพื่อไทยเป็นรัฐบาล ยังไม่เห็นใครพูดเรื่องปฏิรูปตำรวจ
เห็นแต่พฤติกรรมสร้างความฉิบหายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อย่าเล่นกับปืน
ไม่ควรเป็นเรื่องก็เป็นเรื่องครับ ตอนนี้ดรามา “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ลามเป็นไฟลามทุ่ง ทัวร์ลงนายกฯ อนุทินยิ่งกว่าทัวร์จีนผสมอินเดีย
ฟรีซข้าราชการ
ข่าวใหญ่ครับ รัฐบาลจะ “ฟรีซข้าราชการ” ไม่เพิ่มตำแหน่ง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น ๒,๘๗๕,๑๓๙ คน จำนวนนี้ไม่รวม พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว
คนละฝั่งกำแพง
ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ไม่ใช่ฮีโร่
ไม่เอาอะไรสักอย่าง
เราจะอยู่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ได้อย่างไร เรื่องนี้หลายรัฐบาลทั่วโลกเขาคิดกันหนักมากนะครับ เพราะต่างก็ตระหนักเหมือนๆ กันว่า กติกาโลกที่มีอยู่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว
ขวางทางปืน
ช็อกครับ...เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก
ดับไฟใต้มันไม่ง่าย
ไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันหน่อยครับ สถานการณ์หลังกองกำลังติดอาวุธ BRN โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต ๕ นาย บรรยากาศไม่สู้ดีเลยครับ

