ห่วง“แรงงานภาคเกษตรไทย”หาย!

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” ในหลายอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบที่ชัดเจนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ต้องกลับภูมิลำเนา รวมไปถึงแรงงานต่างด้าวบางส่วนด้วย ส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคอุตสาหกรรมที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการที่กำลังฟื้นตัว ซึ่งจากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า เมื่อช่วงเดือน ก.พ.2566 นั้น ไทยมีแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 1.4 ล้านคน ลดลง 52% จากช่วงก่อนโควิด-19

ไม่เพียงแต่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่กำลังเป็นปัญหา แต่ “แรงงานในภาคเกษตร” ก็กำลังประสบปัญหาไม่ต่างกัน โดย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ออกบทวิเคราะห์ ระบุว่า

ภาคเกษตรไทยกำลังติดหล่มการพัฒนาจากข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้มีรายได้และกำไรไม่เพียงพอในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยภาคเกษตรต่ำกว่านอกภาคเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ มีสิ่งจูงใจให้คนรุ่นใหม่ละทิ้งภาคเกษตร ในขณะที่แรงงานเกษตรในปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยสูงที่ใกล้ออกจากตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่า เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยในปี 2565 มีมูลค่าราว 1.53 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.8% ของจีดีพี โดยในปี 2566 ttb analytics ประมาณการว่ามูลค่าเศรษฐกิจภาคการเกษตรคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 8.6% ของจีดีพี สัญญาณของสัดส่วนเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย อาจดูไม่สะท้อนภาพ แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่า บทบาทเศรษฐกิจภาคการเกษตรมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง หากเมื่อเทียบกับปี 2555 ที่เศรษฐกิจภาคเกษตรไทยเคยมีสัดส่วน 11.5% ของจีดีพี ที่มูลค่า 1.42 ล้านล้านบาท

โดยเมื่อพิจารณาเพียงผิวเผินอาจมองเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากสินค้าอุตสาหกรรมและภาคบริการจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าสินค้าเกษตร แต่หากเมื่อมองถึงอัตราการขยายตัว พบว่า ภาคเศรษฐกิจการเกษตรไทย “ยังติดกับดักการสร้างมูลค่าเพิ่ม” ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจภาคเกษตรไทยขยายตัวเพียง 7.7% ในขณะที่ประเทศต่างๆ มีการขยายตัวในอัตราที่สูง เช่น ออสเตรเลีย ขยายตัว 51.5% อินเดีย ขยายตัว 82.7% และเวียดนาม ขยายตัว 53.2% และรวมถึงประเทศที่เน้นบทบาทของการผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น จีน ขยายตัว 68.5% และเยอรมนี ที่ขยายตัว 51%

สัญญาณการเติบโตที่ต่ำในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาของภาคเกษตรไทย แสดงถึงข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรที่สามารถเพิ่มรายได้ สร้างกำไรที่สูงขึ้นย้อนกลับไปหาเกษตรกรเพื่อใช้ยังชีพและเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงกำไรยังถือเป็นส่วนสำคัญของเกษตรกรที่จะนำมาใช้เพื่อลงทุนพัฒนาต่อยอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจในมิติต่างๆ เช่น การซื้อที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลงทุนสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในช่วงน้ำเยอะสำรองไว้ใช้ในช่วงน้ำน้อย เป็นต้น

ดังนั้น บนสถานการณ์ที่ภาคการเกษตรไทย ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่จะทำให้รายได้ย้อนกลับไปสู่เกษตรกรได้เหมาะสม ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานภาคการเกษตรในปี 2565 อยู่ที่เพียง 1.28 แสนบาทต่อคนต่อปี ในขณะที่กลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตรมีรายได้เฉลี่ยถึง 5.8 แสนบาทต่อคนต่อปี ย่อมส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มละทิ้งภาคการเกษตรและหันเข้ามาทำงานในกลุ่มนอกภาคการเกษตรจากผลตอบแทนที่สูงกว่า

นอกจากนี้ในเชิงโครงสร้างยังพบว่า เกษตรกรไทยที่เป็นกลุ่มแรงงานในภาคการเกษตรมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 62 ปี จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อเนื่องว่าระยะถัดไปที่กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ออกจากตลาดแรงงาน บนเงื่อนไขของแรงงานรุ่นใหม่เลือกไม่ทำงานในภาคเกษตรจากผลตอบแทนที่ต่ำกว่า รวมถึงกลุ่มที่อยู่ในครอบครัวเกษตรและมีประสบการณ์ที่ครอบครัวทำการเกษตรมาตลอดชีวิต แต่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ก็คงไม่อยากจะเดินตามรอยครอบครัวที่ทำมาในอดีต

ด้วยเหตุนี้ ttb analytics จึงมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันยกระดับพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรไทย เพื่อให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพียงพอเพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่มีความสนใจที่ยังทำงานในภาคการเกษตรก่อนที่ต่อไปประเทศไทยจะไม่มีเกษตรกร.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง