ก็คนมันขี้สงสัย!

เกาะกูด เป็นของใคร?

ถามอะไรโง่ๆ

เพราะเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ ทำสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๒๕ แล้ว

เป็นสนธิสัญญาระหว่าง ราชอาณาจักรสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในสมัยของประธานาธิบดีอาร์ม็อง ฟาเลียร์ (Armand Fallières)

ลงนามสนธิสัญญาฉบับนี้ที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่  ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙

สาระสำคัญคือ

สยามยกสิทธิการปกครองและบังคับบัญชาเหนือมณฑลบูรพาอันได้แก่เมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด‎และเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้กับสยาม แต่ไม่คืนปัจจันตคิรีเขตรให้กับสยาม

ฝรั่งเศสได้ทำพิธีส่งมอบคืนเมืองตราด‎และเมืองด่านซ้ายให้กับสยามในวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ตรงกับ  ร.ศ. ๑๒๖

ปัจจันตคิรีเขตร ก็คือ จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชาในปัจจุบันนั่นเอง

ในวันที่ สมเด็จฮุน เซน เดินทางมาเยี่ยม ผู้ป่วยหนักห่างหมอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่มีใครไปปรักปรำพวกท่านว่ารวมหัวกันแบ่งสมบัติใต้ผืนอ่าวไทยหรอกครับ

แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่น่าจะคุยกันเรื่องนี้ เพราะ "นักโทษชายทักษิณ" ไม่น่าจะมีแรงพูด ตามที่ "ปรีชา สุดสงวน" อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ยืนยันว่าป่วยขั้นวิกฤต ต้องนั่งวีลแชร์

ไม่มีเสียงพูด

ฉะนั้นคนป่วยหนัก พูดไม่ได้ ไม่น่าจะคุยเรื่องผลประโยชน์กันได้

โดยเฉพาะการแบ่งปันพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา

เพียงแต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า อย่าเอานิสัยเดิมมาใช้

เท่านั้นแหละครับ ทะแนะน้อยใหญ่แก้ข่าวกันรายวัน

วานนี้ (๒๘ กุมภาพันธ์) "นพดล ปัทมะ" สส.ระดับมันสมองของพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โวยยกใหญ่ ว่ามีการบิดเบือน ใส่ร้ายนายใหญ่ กับเพื่อนกัมพูชาของนายใหญ่

ไม่มีการเจรจาอะไรทั้งนั้น!

ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับเพราะ "นักโทษชายทักษิณ" พูดไม่ได้ เสียงไม่มี

พับผ่าสิ! เจ็บแขน ปวดคอ มันเกี่ยวอะไรกับเสียงด้วยฟะ

เมื่อพูดไม่ได้ก็แสดงว่าไม่ได้พูด ติ๊ต่างเข้าใจกันตามนี้นะครับ

ทั่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศยืนยันหนักแน่น

"...ผมเชื่อมั่นในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมแผนที่ทหารและสภาความมั่นคงแห่งชาติที่จะรักษาประโยชน์ของประเทศ

ดังนั้นที่มีผู้ให้ความเห็นในลักษณะที่ว่ามีคนไปแอบเจรจานั้นจึงควรยุติเสีย

เพราะการเจรจาเรื่องนี้เป็นไปตามกรอบเอ็มโอยูปี  ๒๕๔๔ ไม่สามารถไปงุบงิบเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์กันได้โดยคนไม่กี่คน และจะต้องเจรจาโดยคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค หรือเจทีซี ดังที่ได้เรียนไปแล้ว

จึงขอให้ประชาชนได้สบายใจและอย่าเชื่อการบิดเบือนใส่ร้ายและสร้างความสับสนของบุคคลบางกลุ่ม..."

เอ็มโอยู ๒๕๔๔ นี่แหละตัวดีเลย

รัฐบาลทักษิณ เข้าบริหารประเทศ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ รัฐบาลทักษิณ กับรัฐบาลฮุน เซน ลงนามรับรองบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ซึ่งก็คือ เอ็มโอยู ๒๕๔๔ 

ไวปานกามนิตหนุ่ม!

จะรีบเร่งอะไรขนาดนั้น

ผลมันคือ จากพื้นที่ที่ไทยไม่เคยยอมรับว่า ทับซ้อน ก็กลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนในความเข้าใจของกัมพูชาไป หรือรัฐบาลทักษิณในขณะนั้นจะเข้าใจตามกัมพูชาด้วยหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ 

ต่อมารัฐบาลอภิสิทธิ์ พยายามจะยกเลิก เอ็มโอยู ๒๕๔๔ เป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง เพราะมันมีประเด็นร้อนให้ต้องทำเช่นนั้น

คือ...รัฐบาลฮุน เซน แต่งตั้ง "ทักษิณ" ขณะนั้นเป็นสัมภเวสีหนีหมายจับคดีโกง เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา  

พูดง่ายๆ หากมีการเจรจาภายใต้กรอบเอ็มโอยู ๒๕๔๔ เมื่อไหร่ ไทยมีสิทธิ์ถูกล้วงตับ!

เมื่้อรัฐบาลหนูไม่รู้เข้าบริหารประเทศในปี ๒๕๕๔ ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเจรจากลับมาอีกครั้ง

เพราะแหล่งปิโตรเลียมมีมูลค่ามหาศาล               

"สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นประกาศจุดยืนกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่า เอ็มโอยู ๒๕๔๔ มีประโยชน์อย่างมาก

กระทั่งปลายปี ๒๕๕๔ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" และ "พิชัย นริพทะพันธุ์" ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

               เสร็จแล้วแถลงข่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องการเร่งรัดการเจรจาเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลตาม เอ็มโอยู ๒๕๔๔ ให้เสร็จโดยเร็วภายในหนึ่งปีครึ่ง

ประเด็นมันอยู่ที่ กัมพูชา กำหนดตามใจชอบ ลากเส้นเขตไหล่ทวีปของตนจากฝั่งที่ตำแหน่งซึ่งอ้างว่าเป็นหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาหลักสุดท้ายที่มาจดริมทะเล  ตรงออกไปยังประมาณกลางขอบนอกด้านตะวันออกของเกาะกูดซึ่งเป็นของไทย 

จากนั้นจึงลากเส้นเขตไหล่ทวีปเริ่มต้นใหม่จากขอบนอกด้านตะวันตกของเกาะกูดในระดับและทิศทางเดียวกัน ตรงออกไปทางทิศตะวันตกจนเกือบถึงกึ่งกลางอ่าวไทย 

จะเอาเกาะกูดเพื่อฮุบชิ้นปลามัน

รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ก็รู้ แต่ยังจะอยากเจรจาให้เสร็จโดยเร็วตามความต้องการของกัมพูชา

ช่วงรัฐบาลลุงตู่ มีการพูดคุยระดับเจ้าหน้าที่ ๒-๓ ครั้ง แต่เนื้อหาแค่ทำความรู้จักกัน ไม่ได้ลงในรายละเอียดแต่อย่างใด

เริ่มรัฐบาลเศรษฐา นี่แหละครับ มีความกระตือรือร้นในการเจรจา มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

กระทั่ง ๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การเจรจาระหว่าง  "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับ "เศรษฐา ทวีสิน"  จบลงที่ จะมีการตกลงที่จะหารือเพิ่มเติมเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันจากพื้นที่ทับซ้อน

ผู้คนเขาถึงตั้งข้อสงสัยว่า การพบกันระหว่าง "ฮุน เซน" กับ "ทักษิณ" คือการหารือเพิ่มเติมหรือเปล่า

หรือการเชิญ "อุ๊งอิ๊ง" ไปกัมพูชา จะมีการคุยนอกรอบเรื่องนี้กันหรือเปล่า

ก็คนมันขี้สงสัย!

เหมือนที่เคยมีการทักท้วงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ว่าการไปออกแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เท่ากับไปยอมรับและอาจส่งผลให้ไทยเสียดินแดน

สุดท้ายไทยก็เสียปราสาทพระวิหารไปทั้งหมด

เพราะกัมพูชาเอาแถลงการณ์ร่วมไปใช้ในศาลโลกด้วย

วันนั้นเกือบเสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรไปด้วย

วันนี้เราพูดถึงพื้นที่ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร

มีก๊าซธรรมชาติอยู่ในปริมาณ ๑๑ ล้านล้านคิวบิกฟุต

มูลค่าราว ๓.๕ ล้านล้านบาท

น้ำมันอีก ๕๐๐ ล้านบาร์เรล

มูลค่า ๑.๕ ล้านล้านบาท

รวมมูลค่า ๕ ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายทุนก้าวไกล

เริ่มต้นด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ วานนี้ (๑๗ เมษายน) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอดเงินบริจาคของพรรคการเมือง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ทั้งสิ้น ๑๓ พรรคการเมือง

รวยแล้วไม่โกงไม่มี

นายกฯ เศรษฐาเปิดใจวานนี้ (๑๕ เมษายน) ฟังแล้วเหมือนเดจาวู "...มั่นใจได้ว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามต้องพูดเรื่องทรัพย์สิน เรื่องของชีวิตส่วนตัว ส่วนตัวของผมลงตัวแล้ว มีรายได้ในอดีตที่ดีพอสมควร มีทรัพย์สินที่ทำให้อยู่ได้อย่างสบายๆ

รัฐบาลลิงแก้แห

ชี้แจงก็เหมือนไม่ชี้แจง ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คงจะหน้าเขียวไปตามๆ กัน เพราะถูกรัฐบาลบีบให้ร่วมโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต วงเงินที่รัฐบาลล้วงมาคือ ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท