
ภูเขา 4 ลูกตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก ความสูงใกล้เคียงกันประมาณ 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และภูเขาลูกที่สำคัญที่สุดคือ “มหินทเล” ชื่อนี้ไม่เกี่ยวกับทะเล หากเป็นสถานที่ก่อกำเนิดพุทธศาสนาในลังกาทวีป
เรื่องราวตอนที่แล้วจบลงตรงที่การเจรจาต่อรองการใช้บริการไกด์ประจำโบราณสถานมหินทเลบริเวณจุดขายตั๋ว ไกด์อายุน้อยแต่เคราดกรกครึ้มแสดงท่าทางคึกคักเมื่อผมตอบตกลงใช้บริการ
ตลอดการเดินทางในศรีลังกาทริปนี้ ผมสังเกตเห็นว่าแม้นักท่องเที่ยวมีน้อยนิด บางแห่งมีพอๆ กับจำนวนไกด์ หรือน้อยกว่าจำนวนไกด์ โอกาสที่ไกด์แต่ละคนจะไม่ได้จ๊อบในแต่ละวันมีสูงมาก แต่ดูเหมือนราคาค่าบริการไม่ลดลง แถมยังสูงขึ้นด้วยซ้ำไป ขัดแย้งกับหลักอุปสงค์อุปทาน ไกด์และคนขับตุ๊กๆ เรียกราคาสูงไว้ก่อนแล้วค่อยมาต่อรองราคาทีหลัง คงเพราะว่านี่คือกลุ่มคนที่ทานทนพิษเศรษฐกิจได้ดี อาจมีเงินเก็บพอประมาณ ไม่ลำบากขัดสนจนถึงขั้นต้องทิ้งอาชีพจากการปิดประเทศในช่วงการระบาดของโควิด-19
ร่องรอยของหอฉันแห่งวัดมหินทเลราชมหาวิหาร
หน้าทางเข้าวัดมหินทเลมีไกด์ 2 คน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง นอกจากผมแล้วก็ไม่มีใครอื่นอีกเลย ผมปฏิเสธไปหนึ่ง และอีกหนึ่งจำใจยอมใช้บริการ เพราะคนขายตั๋วแนะนำว่านี่คือ “เด็กวัด” ที่ใกล้ชิดกับวัดและมีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู
ใกล้ๆ จุดขายตั๋วเป็นลานกว้าง เรียกว่า “เมดา มาลูวา” มีกลุ่มโบราณสถานที่ส่วนมากเหลือแต่ส่วนฐาน ไกด์ใหม่เอี่ยมของผมชี้ให้ดูแต่ละจุดอย่างรีบเร่ง ที่น่าสนใจมากกว่าอย่างอื่นคือ “หอฉัน” มีรางหินขนาดใหญ่ กว้าง-ยาวประมาณ 1 คูณ 10 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ไกด์ของผมอธิบายว่าเป็นที่ใส่ข้าว ส่วนใกล้กันเป็นรางหินที่ขนาดเล็กกว่ามาก เขาบอกว่าเป็นที่ใส่ผัก (แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์ amazinglanka.com ระบุว่ามีไว้ใส่ข้าวต้ม) พระสงฆ์นั่งฉันรวมกันกลางห้องโถง บริเวณนี้มีร่องรอยของระบบน้ำดื่มน้ำใช้ที่ปล่อยมาตามท่อส่งตรงมาจากบ่อพญานาคด้านบนใกล้ยอดเขา
หลวงพ่อโตแห่งมหินทเล (ซ้าย) และหินอาราธนากาลา (ขวา)
โบราณสถานสำคัญอื่นๆ ในอาณาบริเวณนี้ยังมีโบสถ์ขนาด 19 คูณ 19 เมตร สร้างขึ้นโดยใช้เสาหิน 48 ต้น มีประตูทางเข้า 4 ด้าน ไกด์ของผมเรียกว่า Conference room หรือที่ประชุมสงฆ์ และซากอาคารอีกหลัง เชื่อว่าเป็นหอพระบรมธาตุ ด้านซ้าย-ขวาของประตูมีแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ตั้งฉากกับพื้น เป็นจารึกของพระเจ้ามหินทุที่ 4 ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1499-1515 เขียนกฎระเบียบของวัดแผ่นหนึ่ง และรายละเอียดการใช้จ่ายของวัดแผ่นหนึ่ง
ขอคั่นนิดนึงว่ามี 2 โบราณสถานสำคัญของมหินทเลที่ผมไม่ได้ไปเยี่ยมชมสักการะ เพราะทางเข้าที่น้าวสันตรา คนขับตุ๊กๆ พามานั้นไม่ได้ผ่าน นั่นคือ “กัณฐกเจดีย์” ขนาดเส้นรอบวง 130 เมตร ปัจจุบันไม่เหลือส่วนยอด แต่ยังโดดเด่นด้วยขอบใกล้ฐาน 3 ชั้น และสิ่งที่เรียกว่า “วาฮัล คาเด” หรือส่วนประดับตกแต่งที่ยื่นออกมาจากผิวของเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ คล้ายหิ้งหน้ากว้างๆ หลายชั้น แกะสลักเป็นรูปเทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ เชื่อว่าเจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ 2,141 ปีก่อนเป็นอย่างน้อย
ภายในวิหารพระพุทธไสยาสน์ บนเนินเขาติดกับเจดีย์มหาเสยะ
โบราณอีกแห่งคือโรงพยาบาลสงฆ์ และว่ากันว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลก สร้างขึ้นเมื่อราว 2 พันปีก่อน แต่สิ่งหลงเหลือของโรงพยาบาลในปัจจุบันสร้างขึ้นภายหลัง นั่นคือในสมัยพระเจ้าเสนาที่ 2 ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1396-1430 โรงพยาบาลแห่งนี้มีห้องสำหรับพระสงฆ์อาพาธ 31 ห้อง แต่ละห้องพระสงฆ์อาพาธอยู่ร่วมกันได้ 2 รูป นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำหรับบดยา ห้องเก็บยา และห้องอาบน้ำอุ่นหรืออบสมุนไพร-อบไอน้ำ
เมื่อครั้งพระภิกษุ “ฟา-เหียน” ของจีนเดินทางมายังบริเวณนี้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 ท่านได้บันทึกว่ามหินทเลมีพระสงฆ์จำวัดอยู่ถึงประมาณ 2 พันรูป จึงย่อมเป็นสิ่งธรรมดาที่มหินทเลจะมีระบบสาธารณูปโภคครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้พระสงฆ์ดำรงชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจได้ไม่ติดขัด
หินอาราธนากาลา เจดีย์อัมภัสตถละ และเจดีย์มหาเสยะ ถ่ายจากฐานหลวงพ่อโต
ไกด์หนุ่มเดินนำผมขึ้นบันไดหินไปหลายร้อยขั้น ถึงจุดถอดรองเท้าตั้งบนชั้นวาง ไกด์ของผมส่งเสียงเหนื่อยหอบออกมาให้ได้ยิน จากนั้นเราเดินเข้าไปยังส่วนบนของวัดมหินทเล ป้ายขนาดใหญ่แสดงข้อมูลตรงประตูทางเข้าล้วนเป็นภาษาสิงหล ไกด์ของผมก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ส่วนมากจะถามคำถามเชิงลองภูมิพุทธศาสนาของผมเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมเองก็ไม่ได้ต้องการให้เขาอธิบายอะไรมากมายอยู่แล้ว เพราะยังไงก็ลืมรายละเอียดอยู่ดี นอกจากนี้ภาษาอังกฤษของเขาสำเนียงฟังค่อนข้างยากอีกด้วย
เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณสำคัญที่สุดของมหินทเลนี้ หากมองจากภาพมุมสูง บริเวณพื้นราบตรงกลางคือเจดีย์อัมภัสตถละ (Ambasthala Dagaba หมายถึงเจดีย์บนเนินมะม่วง) ล้อมรอบ 3 ด้านด้วยยอดเขา 3 ยอด ด้านขวามือซึ่งต้องขึ้นบันไดหินไปอีกเกือบ 100 ขั้น คือมหาสถูป ซ้ายมือซึ่งต้องขึ้นบันไดไปเช่นกัน ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และด้านหลังของเจดีย์เจดีย์อัมภัสตถละเป็นทางขึ้นไปยังหินอาราธนา (Aradhana Gala) ที่โด่งดังเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพ และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของมหินทเล
เจดีย์มหาเสยะและหลวงพ่อโตแห่งมหินทเล
สำหรับเจดีย์อัมภัสตถละคือจุดที่พระมหินทเถระพบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นครั้งแรก เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ปีใดไม่แน่ชัด แรกเริ่มการพับกันพระมหินทเถระได้ขอชีวิตให้กับกวางตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะยิงสังหารในระหว่างการล่าสัตว์ อันเป็นความบันเทิงปกติของพระเจ้าแผ่นดิน และหลังจากพระมหินทเถระแสดงธรรมแล้ว พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะก็ทรงกลายเป็นพุทธมามกะ สถานที่แห่งนี้จึงถือเป็นจุดที่ให้กำเนิดพุทธศาสนาในศรีลังกา
ในตั๋วที่ผมเพิ่้งซื้อมา เขียนข้อความที่พระมหินทเถระตรัสกับพระเจ้าแผ่นดินศรีลังกาว่า “มหาบพิตรผู้ยิ่งใหญ่ โปรดงดเว้นการฆ่านกบนท้องฟ้าและสัตว์ป่าในพงไพร สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างมีอิสรเสรี มหาบพิตรเป็นเพียงผู้ปกครองเท่านั้น” หลังจากนั้นพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะก็ได้สร้างวัดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ และได้ปรับปรุงถ้ำให้เป็นกุฏิสงฆ์ 68 คูหาทั่วบริเวณนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ต่อมาเมื่อพระมหินทเถระดับขันธ์นิพพานละสังขารไปแล้ว ก็ได้มีการสร้างเจดีย์ขึ้น ณ จุดที่พระอรหันต์และมหาราชได้พบกัน ภายในบรรจุพระธาตุของพระมหินทเถระ รอบเจดีย์มีร่องรอยของ “วฏะดาเก” ล้อมคลุมพระเจดีย์ แบบเดียวกับที่ถูปารามและลังการาม
สำหรับนาม “มหินทะ” ภาษาสิงหลเขียนเป็น “มิหินทุ” และมหินทเล ก็เรียก “มิหินทเล” เขียนด้วยอักษรโรมันว่า Mihinthale แปลว่า “ที่ราบสูงมิหินทุ”
ที่ผมไม่สามารถยืนยันปี พ.ศ. การพบกันของพระมหินทเถระกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะนั้น เพราะข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างสับสน ค้นเท่าไรก็ยังไม่มั่นใจว่าอันไหนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แต่ก็พอจะจำกัดกรอบช่วงปีลงได้ กล่าวคือพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.293-333 (บางแหล่งข้อมูล พ.ศ.296-336) พระเจ้าอโศกมหาราช บิดาของพระมหินทเถระ เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธหลัง พ.ศ.283 ส่วนพระมหินทเถระประสูติ พ.ศ.258 ดับขันธ์นิพพาน พ.ศ.338 และมีบันทึกว่าพระมหินทเถระเริ่มออกยาตราจากแคว้นมคธพร้อมพระภิกษุอีก 4 รูปเพื่อมายังศรีลังกาในปี พ.ศ.291 ซึ่งข้อมูลชุดนี้มีความสอดคล้องกัน ฉะนั้นการถือกำเนิดพุทธศาสนาในศรีลังกาจึงอยู่ระหว่าง พ.ศ.293 ถึง พ.ศ.333 อันเป็นช่วงการครองราชย์ของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ โดยปีที่เป็นไปได้มากคือ พ.ศ.296
เราเดินขึ้นไปยังมหาสถูปหรือ “มหาเสยะ” ก่อน ไกด์อธิบายอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ถนัด ค้นข้อมูลทีหลังทราบว่าเป็นสถูปหรือเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามหาธาติกะมหานาค ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.550-562 เจดีย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 41 เมตร
ผมอ่านจารึกจากแผ่นโลหะหน้าพระเจดีย์จึงทราบว่าพระอุณาโลมธาตุ หรือเส้นขนระหว่างคิ้วของพระพุทธเจ้าถูกบรรจุไว้ภายใน และมีตอนหนึ่งที่ระบุว่า สยามของเราในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งความช่วยเหลือในการบูรณปฏิสังขรณ์มาเมื่อ พ.ศ.2436 ทว่าการบูรณปฏิสังขรณ์ประสบผลสำเร็จในอีกประมาณ 60 ปีถัดมา
สำหรับเจดีย์และสถูปในภาษาสิงหลใช้ในความหมายที่ใกล้เคียงกันมาก เรียกได้หลายคำ ทั้ง Cetiya, Dagaba, Dagoba, Seya และ Thupa
ผมเดินเวียนขวา 1 รอบ มองเห็นสถูปโบราณน้อยใหญ่เบื้องล่างแซมอยู่กับต้นไม้และก้อนหิน ภูเขาในย่านใกล้เคียง ป่าและผืนน้ำ แล้วเดินเข้าไปยังวิหารพระพุทธไสยาสน์ที่อยู่ติดกับพระเจดีย์ ตามผนังของวิหารมีรูปปั้นและภาพเขียนเหล่าภิกษุสงฆ์และเทวดาต่างพนมมือถวายสักการะหันหน้าไปทางพระพุทธรูป
จากนั้นเราก็เดินลงมายังลานหน้าเจดีย์อัมภัสตถละ ไกด์หนุ่มขอเดินไปนั่งพัก แสดงอาการเหนื่อยออกมาอย่างชัดเจน เป็นไปได้ว่าเขาสูบบุหรี่จัดหรือปอดมีปัญหา บอกว่าจะไม่ตามผมขึ้นไปยังพระพุทธรูปบนยอดเขาด้านซ้ายมือ ผมไม่ว่าอะไร เดินขึ้นไปกราบ ถ่ายรูปพระพุทธรูปองค์โตปางโปรดอาฬาวกยักษ์ ซึ่งทราบว่าไม่ได้มีอายุเก่าแก่มากนัก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2536 แต่เวลาถ่ายภาพไม่ว่าจากมุมใด ให้ความงดงามและสร้างสมดุลแก่ภาพถ่ายอย่างดียิ่ง
ผมเดินลงจากยอดเขามาแล้วลังเลที่จะขึ้นไปยัง “อาราธนา กาลา” ตามตำนานเล่าว่าเป็นเนินก้อนหินจุดที่พระมหินทเถระใช้อิทธิฤทธิ์เหาะลงมาเมื่อครั้งกระโน้น ไกด์เคราดกแนะนำว่าขึ้นไปก็จะถ่ายรูปหินไม่เห็น รูปที่ได้ก็จะเป็นวิวป่าเขียว น้ำเบื้องล่าง พระพุทธรูป และมหาสถูป วิวพระพุทธรูปกับมหาสถูปจะไม่สามารถอยู่ในเฟรมเดียวกันได้ สู้ถ่ายจากพระพุทธรูปและมหาสถูปไม่ได้ ผมก็เลยไม่ขึ้นไป เดินลงจากยอดเขาตามหลังไกด์หนุ่มลงมา
ตอนหลังถึงทราบว่าได้พลาดถ้ำ “มหินทะ คูหา” กุฏิของพระมหินทเถระที่มีเตียงหินอยู่ด้านใน ซึ่งต้องเดินไปตามทางเล็กๆ จากด้านหลังของเจดีย์อัมภัสตถละ
ระหว่างเดินบันไดลงจากยอดเขา เจอกับกลุ่มสาวๆ ชาวท้องถิ่นที่เดินสวนขึ้นไป พวกเธอหิ้วทรายกันคนละถุงสองถุง ไกด์เคราดกบอกว่าพวกเธอกำลังขนทรายเข้าวัดเป็นการทำบุญ พอเราเดินผ่านสาวๆ กลุ่มนั้นมา ไกด์ของผมก็บอกว่าสาวๆ กลุ่มนั้นโบกมือตามหลังให้ผม “คุยได้นะ จะจัดแจงให้” แต่ผมบอกเขาไปว่า “อย่าเพิ่งหาเรื่องตอนนี้เลย”
ไกด์หนุ่มเลี้ยวซ้ายเข้าป่า ไปพบกับ Naga Pokuna หรือบ่อพญานาค ด้านหลังเป็นกำแพงหินธรรมชาติ กักน้ำไว้โดยขอบคันหินที่คนสร้างขึ้น ตรงมุมหนึ่งของผนังบ่อธรรมชาติ มีภาพแกะสลักหินเป็นรูปพญานาค 5 เศียร ไกด์ของผมเรียกว่า Cobra หรืองูเห่า ซึ่งขอบอกตามตรงว่าเหมือนงูเห่ามากกว่าจริงๆ
เขาเดินนำต่อไปในป่า เป็นทางลัดที่จะพาเราลงไปยังลานจอดรถ ระหว่างเดินอยู่นี้เขาพูดว่าเงินที่ผมจะให้มีความสำคัญกับเขามากเพียงใด ช่วงนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เงินที่ได้จากผมจะช่วยให้ครอบครัวของเขามีกินไปอีกหลายวัน ผมก็คิดว่าจะให้เขามากกว่าที่ตกลงกันไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะคุณภาพในบริการ แต่เพราะอัธยาศัยที่ดี เขาขอให้ผมยื่นเงินให้ก่อนออกจากเขตป่า คงเพราะกลัวว่าคนขายตั๋วจะเห็นเข้า แล้วอาจถูกหักส่วนแบ่งมากขึ้นกว่าเดิม
ผมให้เขา 1,500 รูปี จากที่ตกลงกันไว้ที่ 1,000 รูปี แต่เขาขออีก 500 รูปี เท่ากับราคาที่เขาเสนอตอนแรก รวมเป็น 2,000 รูปี ผมก็ให้ไปตามคำขอ เวลานี้ศรีลังกาประสบกับภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก ข้าวของราคาแพงขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์
ไกด์เคราดกเดินมาส่งผมถึงลานจอดรถ คนขายตั๋วยืนรออยู่พร้อมยกมือไหว้ เช่นเดียวกับไกด์หน้ายับที่ผมปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ทุกคนอวยพรให้ผมโชคดี
เหตุการณ์หลังจากนี้ระหว่างคนทั้งสามจะเป็นอย่างไร ผมไม่อาจรู้ได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

