
ช่วงระยะเวลาประมาณ 2 วัน 2 คืน...คงไม่ถึงกับทำให้ต้อง อ้วกแตก-อ้วกแตน อะไรมาก แม้ว่าอาจคลื่นเหียน มวนท้องอยู่มั่งนิดๆ หน่อยๆ สำหรับใครก็ตามที่ยังไม่ถึงกับคุ้นเคย คุ้นชิน ต่อสิ่งที่เรียกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันเป็นกิจกรรม กิจการ ของบรรดาพวก นักการเมือง และเป็นสิ่งปกติ ธรรมดา ภายใต้ระบบและระบอบแห่งการเมือง-การปกครอง ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ทั้งหลาย...
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่แก่แล้ว-ชราแล้ว และเคยคุ้นเคย คุ้นชิน กับกิจกรรมประเภทนี้ จนแทบไม่เหลืออะไรจะอ้วกอีกต่อไป อย่าง อันตัวข้าพเจ้าเอง เป็นต้น การนั่งฟังการโรมรัน พันตูระหว่าง
ฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน ตลอดช่วงระยะประมาณ 2 วัน 2 คืน เลยทำให้เกิด ข้อสรุป ตามแบบฉบับ คนแก่ ทั้งหลายนั่นแหละว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง...มันเป็นพรรค์นั้นแหละ เป็น อิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท หรือเป็น อนิจจัง-อนิจจัง...เสียทั้งสิ้น ถ้าสรุปกันตามแบบ ตามสไตล์ ของ ท่านปัญญาจารย์ แห่งศาสนาคริสต์ที่เคยว่าๆ เอาไว้แล้ว...
แต่อย่างน้อย...ก็พอมีอะไรใหม่ๆ หรือมีอะไรที่ แปลก ออกไป จากสิ่งที่เคยคุ้นเคย คุ้นชิน อยู่มั่งตามสมควร นั่นคือโดย ลีลา หรือโดย สไตล์ ของบรรดานักการเมือง ฝ่ายค้าน ที่ส่วนใหญ่ออกไปทาง คนรุ่นใหม่ แบบเป็นกระบิๆ เช่น การหันไปหยิบเอาตัวเลข ข้อมูล สถิติ มาใช้เป็นเหตุผลข้ออ้าง มีแผ่นช้ง แผ่นชาร์ต กราฟสถิติ วิดีโอคอนท้ง คอนเทนต์ ฯลฯ มาใช้เป็นองค์ประกอบในการชักแม่น้ำทั้งห้า หรือแม่น้ำนับร้อยๆ สาย เพื่อช่วยให้ เหตุผล-ข้ออ้าง ของตัวเองดูมี น้ำหนัก ยิ่งๆ ขึ้นไป ต่างไปจากยุคเก่า หรือยุคที่นักการเมืองอย่างคุณพี่ ไขแสง สุกใส ผู้วายชนม์ไปนานแล้ว เคยหยิบเอา กระดาษเปล่าๆ มาแกว่งไป-แกว่งมา ก่อนส่งเสียงคำรามต่อฝ่ายตรงข้ามว่า... หลักฐานทั้งหมดอยู่ที่นี่!!! อะไรประมาณนั้น...แต่ถึงกระนั้นก็กลับดูจะมี น้ำหนัก ยิ่งไปกว่าการอาศัยแผ่นช้ง แผ่นชาร์ต อาศัยตัวเลข สถิติ ของนักการเมืองยุคนี้ ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า อาจด้วยเหตุเพราะความเป็นผู้ที่ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรม ศีลธรรม อย่างไม่คิดจะผันแปรไปเป็นอื่น ของคุณพี่ ไขแสง เขานั่นแหละ...
อย่างไรก็ตาม...โดยสรุปรวมความแล้ว คงไม่ได้มีอะไรผิดแผก แตกต่าง กันมากมายในแง่ เนื้อหา-สาระ คือเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง-มันเป็นพรรค์นั้นแหละ เป็นการ เอาแพ้-เอาชนะ ระหว่างฝ่ายสองฝ่าย ที่หนีไม่พ้นต้องหันไปอาศัย รสนิยม ของใคร-ของมัน เป็นตัวชี้วัดตัดสินกันเอาเอง โดยรสนิยมที่ว่านี้...มันจะมีองค์ประกอบแห่งความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ความละอายต่อบาป เป็นตัวรองรับเอาไว้มาก-น้อยเพียงใด อันนั้น...ก็คงต้องขึ้นอยู่กับ ตัวตน ของบรรดานักการเมืองในแต่ละราย รวมทั้งขึ้นอยู่กับ มาตรฐาน ของคนในแต่ละรุ่น แต่ละยุค ที่อาจผิดแผก แตกต่าง ไปตามสภาพแวดล้อมนั่นเอง...
ด้วยเหตุนี้...ใครแพ้-ใครชนะ ใครจะได้รับเสียงสนับสนุน เสียงคัดค้าน มาก-น้อยขนาดไหน??? จึงแทบไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากมายแต่อย่างใด เพราะไม่อาจนำมาใช้เป็นตัววัดตัดสินถึงความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว หรือแม้แต่ความละอายต่อบาป อันเป็นสิ่งที่แทบไม่หลงเหลือติดปลายนวมใครต่อใคร ที่ต่างได้ผ่านกระบวนการ วิวัฒนาการ จนผิวหนัง ผิวหน้า แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ดังนั้น...สิ่งที่น่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่า ก็น่าจะเป็นอย่างที่ พ่อท่าน-โพธิรักษ์ ท่านได้รจนาทิ้งท้ายไว้ในบทเพลง ผู้แพ้ นั่นแหละว่า “แพ้เกมชีวีสิ้นดีทุกอย่าง-แต่ก็ภูมิใจไม่จาง-ที่จิตของเรามิยอมพ่ายตาม-ยังยิ่งยงเป็นใจดวงงาม-แพ้ก็แพ้ชะตาทราม-ดวงใจคงความมั่นคง” อะไรประมาณนั้น...
ยิ่งถ้าหากสิ่งที่ก่อให้เกิดความมั่นคง ความยืนยง ภายในดวงใจของใครก็ตาม คือสิ่งที่มี คุณธรรม-ศีลธรรม เป็นตัวรองรับ หรือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานด้วยแล้ว ไม่ใช่แค่ความต้องการที่จะเอาชนะคะคานเพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว ไม่ใช่ด้วยเล่ห์ ด้วยกล ด้วยมนตร์คาถา ด้วยเทคนิค เทคโนโลยี ที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ชำนาญการ แต่ด้วยการ เอาชนะตัวเอง อันจะส่งผลให้แต่ละสิ่งแต่ละอย่างค่อยๆ ตกผลึก จนกลายเป็น อุดมการณ์-อุดมคติ ที่สามารถสืบสานต่อเนื่อง กันได้อย่างไม่ขาดสาย อันนั้นนั่นแหละ...ถึงจะเป็นความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร เป็น ดวงใจดวงงาม ที่น่า ภูมิใจไม่จาง กันจริงๆ...
สรุปรวมความแล้ว...ถึงแม้โดยลีลา โดยสไตล์ ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากยุคโน้น-ยุคนี้ จะผิดแผก แตกต่างไปจากกันหรือไม่? เพียงใด? หรือแม้ว่าโลกมันจะเปลี่ยนแปลงไปในแบบไหน? ลักษณะไหน? แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าการเอาแพ้-เอาชนะ ของฝ่ายใดๆ ก็แล้วแต่ ก็น่าจะยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม-ศีลธรรม ทั้งหลายนั่นแล ที่ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม...ถ้าหากยังคงยึดมั่น ถือมั่น ต่อสิ่งเหล่านี้ อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปรไปเป็นอื่น ย่อมต้องถือเป็นความยิ่งใหญ่ ยิ่งยง ที่จะอยู่ยั้งยืนยง อยู่ยงคงทน ไปอีกตราบนานเท่านาน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง
ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้
สงคราม...ที่กำลัง'เปลี่ยนโลก'
ตั้งแต่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังอุตลุด ชุลมุน พระสันตะปาปาองค์ก่อน คือ พระสันตะปาปาฟรานซิส ท่านก็เคยสรุปเอาไว้แล้วตั้งแต่นั้นว่า...สิ่งที่เรียกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3
ทีม 'วปอ.61' ของ 'หนู'
ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะไม้ต่อมือจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2569
คำตอบ...อยู่ที่'พระสยามเทวาธิราช'!!!
พวก กูรู-กูรู้ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชาญบางราย...เขาถึงกับมองความเป็นไปของโลก ที่กำลังทรหวลปั่นป่วนคลั่ง หรือกำลังเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งต่างๆ นานา จนก่อให้เกิด สงคราม อยู่ในทุกวันนี้ ว่าอาจนำมาซึ่งฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่าครั้งที่เคยเกิด อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่เรียกๆ
แคนดิเดต 'ผบ.ตร.'
ควันหลงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา "สีกากี" ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ที่มาเล่นสงกรานต์ร่วมประเพณีปีใหม่ไทย ตามสถานที่ทั่วไป และผู้คนที่พบเห็นภาพ "ตำรวจ" ใช้ปืนฉีดน้ำร่วมเล่นสงกรานต์กับประชาชน

