มาฆบูชา..วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวพุทธ แม้บางคนจะอวดอ้างว่าเป็นผู้ไม่มีศาสนาก็ตาม แต่เมื่อเกิดในเมืองพุทธแล้ว อย่างไรเสียร้อยทั้งร้อยต้องรับรู้ว่ามีคุณค่าควรแก่การระลึกถึง และประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มากก็น้อย
เพราะโอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ในวันมาฆบูชานั้น นับเป็นหลักที่จะใช้ในการดำรงชีวิตได้โดยไม่มีคำว่า "ตกยุค" หรือล้าสมัย ถึงจะเป็นยุคดิจิทัล หรือโลกกลายเป็นจักรวาลนฤมิตไปแล้วก็ตาม
ละเว้นความชั่ว-ทำแต่ความดี-หมั่นฝึกจิตให้บริสุทธิ์
ถือเป็นหัวใจของหลักคำสั่งสอนในพุทธศาสนา ซึ่งมนุษย์ป้าอยากจะบอกว่า วันนี้และในอนาคตข้างหน้า หากเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่มีหลักนี้ใช้ยึดเพื่อการก้าวเดินในชีวิตล่ะก็ มีสิทธิ์และมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะโซซัดโซเซ เจ็บตัว หรือไม่ก็กลายเป็นคนอมโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภทต่างๆ จนสายเกินการณ์ก็เป็นไปได้
มนุษย์ป้าพิเคราะห์จากกระแสการเสพโซเชียลในโลกเสมือนจริง ที่ทำให้คนมากมายหลงใหลและเชื่อว่า การสร้างฐานะทางสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ใครก็ทำได้ขอแค่เพียงมีมือถือสักเครื่องนั้น ถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียไปพร้อมๆ กัน หากคนในสังคมเมตาเวิร์สไม่มีหลักยึดหรือสิ่งพึ่งพิงทางใจ ก็อาจจะล่องลอยอยู่ในโลกที่ปราศจากแก่นจนหาทางออกของชีวิตไม่เจอ
ดังนั้น ใครก็ตามที่ปฏิเสธศาสนาด้วยคิดว่าเป็นอิสรชน หรือเป็นเสรีภาพที่แสนจะเท่ระเบิด ขอให้ตระหนักรู้เสียแต่ตอนนี้ว่า เมื่อความทุกข์บังเกิดแค่เพียงเล็กน้อย หนูๆ ทั้งหลายอาจจะสติแตกจนขาดความยั้งคิด หรือไม่ก็จมอยู่กับทุกข์นั้น เพราะขาดแรงศรัทธาที่จะปีนขึ้นมาก็ได้.
'ป้าเอง'
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”


