
พุทธศาสนิกชนไทย ไม่ว่าจะยากดีมีจน ยังคงถือปฏิบัติตามแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคง และพร้อมสนับสนุนพุทธบริษัทผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนาอย่างต่อเนื่อง
ภาพความงดงามของผู้คนที่ยังคงใส่บาตรทุกเช้า หรือเมื่อมีโอกาส ถือเป็นภาพสะท้อนความศรัทธาและความอ่อนโยนต่อเพื่อนมนุษย์ แม้ว่าจะมีจำนวนลดลงบ้างในยุคสมัยที่ข่าวครึกโครมของ "มารศาสนา" และพระอลัชชีสร้างความหวั่นใจ
การใส่บาตรด้วยอาหารคาวหวานด้วยใจกุศล นอกจากเป็นการให้ทานเพื่อสะสมบุญแล้ว ยังควรให้ความสำคัญกับสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ด้วย เพราะล่าสุดมีผลสำรวจที่น่าสนใจจากการตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของพระภิกษุสามเณร โดยโรงพยาบาลสงฆ์ ร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคี พบว่า
จากการสำรวจใน 50 วัด หรือประมาณ 10% ของวัดในกรุงเทพฯ พบว่า พระภิกษุสงฆ์มีภาวะอ้วนประมาณ 1 ใน 3 และมีไขมันในเลือดสูงเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 46.33 นอกจากนี้ยังพบภาวะซีดหรือโรคโลหิตจาง 1 ใน 5 ของจำนวนผู้เข้ารับการคัดกรอง
ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติศาสนาโดยตรง แต่สะท้อนถึงความจำเป็นในการใส่ใจโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคของพระสงฆ์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ได้รับจากญาติโยม
นอกจากปัญหาน้ำหนักและไขมันในเลือดแล้ว สุขภาพช่องปากก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ การสำรวจพบว่า พระสงฆ์ร้อยละ 88.28 มีปัญหาโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ และปัญหาอนามัยช่องปากอื่นๆ ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้
ดังนั้น การใส่บาตรด้วยใจบริสุทธิ์ ควรพิจารณาถึงคุณภาพอาหาร ไม่ควรเน้นแค่ความอร่อยหรือจำนวนมาก แต่ควรคำนึงถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับด้วย การดูแลสุขภาพพระสงฆ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากญาติโยมใส่ใจเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น อาหารที่ไม่หวานจัด ไม่มันจัด และมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน จะช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วน ไขมันสูง และโรคโลหิตจาง
การใส่ใจสุขภาพสงฆ์จึงเป็นทั้งการทำบุญทางกายและใจ การให้ที่ควบคู่ไปกับความเอาใจใส่ จะช่วยสร้างสังคมที่ทั้งศรัทธาและสุขภาพดี ดังนั้นทุกครั้งที่เราถือบาตร การเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของพระสงฆ์ก็เท่ากับเรากำลังสะสมบุญในรูปแบบใหม่ คือบุญแห่งความห่วงใยและการใส่ใจสุขภาพ.
"ป้าเอง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”

