ความพิกลพิการของการเมืองไทย

นักโทษหนีคดีตัดสินใจบินกลับประเทศไทยมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยอมเดินเข้าคุกตามคำสั่งของศาล มีคนยกย่องชมเชยว่าเป็นสุภาพบุรุษประชาธิปไตย เป็นคนที่เคารพกระบวนการยุติธรรมของไทย และยังมีคนบอกว่าภูมิใจที่พ่อติดคุก แทนที่จะรู้สึกอายหรือเสียใจที่พ่อติดคุกเพราะโกง และคนเรา ถ้าหากเคารพกระบวนการยุติธรรมจริง จะหนีคดีไปเป็นสัมภเวสีทำไมตั้ง 17 ปี และเมื่อเข้ามาแล้ว ไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว มีขบวนการที่ช่วยให้นักโทษเด็ดขาดไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว ด้วยการใช้

ข้อมูลเท็จเรื่องอาการเจ็บป่วย การกระทำต่างๆ ในขบวนการดังกล่าวนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นไปตามบัญชาการของนักโทษที่ด้อมกล่าวชมเชยว่าเป็นสุภาพบุรุษประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมเป็นเผด็จการยิ่งกว่าทหารที่ทำรัฐประหาร เพราะไม่ว่าจะสั่งการอะไร จะบัญชาการอะไร คนที่เกี่ยวข้องก็จะทำตามคำบัญชา ไม่กล้าขัดขืน แต่ก็อวยกันแบบไม่มีความละอาย หวังจะปั่นกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยให้กลับมาอีกครั้ง แต่การที่ปั่นกันจนเกินงาม ดูเหมือนจะไม่ได้ผล จนมีคนพูดว่าถึงเวลาล่มสลายของพรรคเพื่อไทย เพราะนายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือพรรคนั้นหมดมนตร์เสน่ห์ไปแล้ว เพราะการกระทำของตนเอง และเพราะลูกสาวที่ตัวเองผลักดันให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่มีคุณสมบัติใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และวุฒิภาวะ

การที่นักโทษเด็ดขาดยอมบินกลับมาฟังคำพิพากษา และยอมเดินเข้าคุกหลังจากก่อขบวนการโกงความยุติธรรม มันเป็นความสง่างามอย่างที่นายแบกนางแบกพากันอวยกันตรงไหน คนที่เคยหลอกศาลเพื่อหนีคุกไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 17 ปี และในขณะที่อยู่ต่างประเทศ ก็ไม่เคยยุติบทบาทที่จะป่วนการเมืองไทย ด้อยค่าประเทศไทยในมิติต่างๆ มันทำให้วิญญูชนทั้งหลายเห็นว่าพฤติกรรมของเขาห่างไกลจากคำว่า “วีรบุรุษประชาธิปไตย” แต่ข้าทาสบริวาร ด้อมที่เป็น FC ผู้ภักดี สื่อมวลชนที่รับผลประโยชน์และยอมทิ้งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ นักวิชาการที่ขายวิญญาณ ข้าราชการที่ต้องการผลประโยชน์ ก็ยังคงทำตัวเป็นแนวร่วมให้เขาได้ใช้อำนาจอยู่เหนือกฎหมาย ทำลายความเป็นนิติรัฐของประเทศไทย จะบอกว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นนักโทษที่ต้องติดคุกเพราะอะไร ก็คงไม่ใช่ พวกเขารู้ แต่ก็ยังพร้อมที่จะเป็นแนวร่วม เพราะความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ไม่สนใจว่าสิ่งที่พวกเขาร่วมมือกันนั้น สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติอย่างไร

แม้ว่าเบื้องต้นเขาถูกตัดสินให้ติดคุก 8 ปี แต่จริงๆ แล้ว มันน่าจะมากกว่านั้น เพราะในความจริงมียังมีคดีทุจริตอีกหลายคดี ส่วนใหญ่เป็นคดีทุจริตเชิงนโยบาย คือใช้อำนาจหน้าที่กระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเอง มีหลายกรณีที่เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งเจ้าตัวและข้าทาสบริวาร รวมทั้งแนวร่วมทั้งหลายพยายามบิดความจริงไปเป็นว่า นักโทษเด็ดขาดชายคนนี้ไม่เคยทำอะไรผิด แต่ถูกกลั่นแกล้ง ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นผลจากการทำรัฐประหาร เหมือนประหนึ่งว่าคดีทั้งหมดที่เขาโดนฟ้องนั้น ล้วนถูกปั้นแต่งขึ้นโดยปราศจากความจริง แต่เวลาที่ศาลตัดสิน ผู้พิพากษาจะอ่านสำนวนการตัดสินละเอียดยิบ มีข้อความหลายสิบหน้า อ่านกันเป็นวันๆ โดยละเอียด ถ้าหากไม่มีความจริงเชิงประจักษ์ ผู้พิพากษาท่านจะแต่งเรื่องได้ยืดยาวขนาดนั้นได้อย่างไร ข้าทาสบริวาร ด้อมและแนวร่วมของเขาทั้งหลายควรจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าเขาทำความผิดจริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน อย่าอวยกันจนทำให้การเมืองของไทยพิกลพิการอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย

พรรคฝ่ายค้านก็มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด ยกมือสนับสนุนให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล แม้จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ร่วมเป็นรัฐบาล แต่ขู่ว่าถ้าหากรัฐบาลไม่ทำตามข้อตกลง (Memorandum of Agreement - MOA) จะถล่มรัฐบาลทันที และในบันทึกข้อตกลง ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนเลย เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็นฝ่ายค้าน การให้ยุบสภาภายใน 4 เดือน เพราะเชื่อว่าพรรคของตนเองจะชนะการเลือกตั้ง และมีโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้งใหม่ หัวหน้าพรรคของตนไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรี เพราะไม่ได้ยื่นชื่อเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566

อีกประเด็นหนึ่งของข้อตกลงก็คือจะต้องมีการจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เรื่องนี้ก็เป็นวาระ (Agenda) ของพรรค ไม่ใช่ของประเทศชาติและของประชาชน เพราะในเวลานี้ ก็ไม่ได้มีประชาชนใดๆ แสดงว่าพวกเขามีปัญหากับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีแต่พรรคประชาชนและพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่เข้าสู่อำนาจยาก และหลุดจากอำนาจง่ายด้วยเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต และการกระทำที่ต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม และสำหรับพรรคประชาชนนั้น ไม่พอใจมาตรา 112 อย่างมาก ความพยายามที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็เพื่อแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ชำรุดทรุดโทรม จนทำให้พรรคถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

สนับสนุนให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ต้องอาศัยเสียงของฝ่ายค้านสนับสนุน ทำให้รัฐบาลถูกพรรคประชาชนขี่คอ เพราะตอนนี้ก็ออกมาขู่แล้วว่าถ้าหากรัฐบาลไม่ทำตาม MOA จะล่มรัฐบาล และเรื่องที่พิกลพิการมากๆ ก็คือขู่ว่ารัฐบาลต้องไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะทำให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก พูดแบบนี้ก็เท่ากับไม่ต้องการให้รัฐบาลมีความเสถียร ความคิดแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้การบริหารประเทศเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ แต่พรรคประชาชนไม่ต้องการให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ แบบนี้ ไม่เรียกว่า “การเมืองไทยพิกลพิการ” ได้อย่างไร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่ง'การอยู่ร่วมกันโดยสันติ'

อย่างที่เคยว่าๆ ไว้แล้วนั่นแหละว่า...การปะทะ ขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่ จุดเปลี่ยน นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังอุบัติขึ้นมากับโลกทั้งโลก

ห้าม 'พงส.' ช่วยราชการ

เก็บตกอีกหนึ่งข้อสั่งการ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สำนักปทุมวัน ในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี

สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)

ความเปลี่ยนแปลงกับ...'ระบอบสีน้ำเงิน'

คงต้องยอมรับว่า...โลกทั้งโลก มันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ จุดเปลี่ยน แบบถนัดชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที จะเปลี่ยนเพราะแรงเหวี่ยง แรงสวิง จากความขัดแย้ง ไม่คิดประนีประนอมยอมความ

ปรับแก้เอกสารความร่วมมือ 'ไทย-สหรัฐฯ'

ต้องบอก "สำนักปทุมวัน" ชั่วโมงนี้ "ดรามา" เข้ารัวๆ ตั้งแต่ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุดถึง รอง ผบ.ตร., จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า