
ผลการเลือกตั้งในปี 2566 สร้างความกังวลให้กับผู้คนที่รักชาติรักแผ่นดิน รักความถูกต้อง รักความยุติธรรม เพราะผลการเลือกตั้งที่พรรคแดงและพรรคส้มได้ชัยชนะทิ้งห่างกลุ่มพรรคอนุรักษ์ไม่เห็นฝุ่น จำนวน สส.ของพรรคแดงและพรรคส้มมากกว่าพรรคอนุรักษ์ทุกพรรคมากกว่า 2 เท่า ในขณะที่พรรคแดงและพรรคส้มได้จำนวน สส. 140 กว่า และ 150 กว่า พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอนุรักษ์ที่ได้คะแนนสูงสุดนั้น ได้ สส.เพียง 70 คนเท่านั้น ส่วนพรรคอนุรักษ์อื่นๆ ได้คะแนนน้อยมาก จำนวน สส.มีเพียง 40 กว่าบ้าง 30 กว่าบ้าง 20 กว่าบ้าง และ 10 กว่าบ้าง ความกังวลเริ่มเกิดขึ้น เพราะมองไม่เห็นว่าพรรค
อนุรักษ์พรรคใดจะสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โอกาสเป็นของพรรคส้มที่หาเสียงว่าจะให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ที่หลายคนมองว่า ถ้าหากทำเช่นนั้นจริง อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย และน่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นเสาหลักรวมใจคนไทยทั้งชาติ
ความกังวลเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวของการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างพรรคแดงกับพรรคส้มที่จะรวมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคส้มเป็นแกนนำ และจะมีหัวหน้าพรรคส้มเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคุณสมบัติ และด้วยพฤติกรรมหลายๆ อย่างที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้ใจหัวหน้าพรรคส้ม เพราะว่าโกหกหลายครั้งหลายครา จนมีภาพการ์ตูนล้อว่าจมูกยื่นยาวเหมือนตัวละครในการ์ตูนที่โกหกแต่ละครั้งจมูกจะยื่นยาวออกเรื่อยๆ ประชาชนจำนวนหนึ่งมีความกังวลว่าคนที่โกหกเก่งจนได้ฉายาแบบตัวการ์ตูนนั้น ถ้าหากได้เป็นผู้นำประเทศ ประชาชนจะวางใจได้อย่างไร การหาเสียงของเขาแต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดินเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 นโยบายต่างประเทศ และแนวความคิดหลายอย่างที่อาจจะส่งผลให้เกิดความเสื่อมของวัฒนธรรมไทย และที่น่ากังวลมากก็คือ พรรคนี้สามารถใช้วาทกรรมที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ 3 กีบ ในนามของกลุ่มทะลุโน่นทะลุนี่ ที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมของการชังชาติ ชังความเป็นไทย และต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เป็นอัตลักษณ์ที่ดีงามของประเทศ เด็กๆ เริ่มแสดงตนเป็นกบฏต่อขนบธรรมเนียมต่างๆ ตามกระแสของประชาธิปไตย เสรีภาพ ความทัดเทียม จนไม่ยอมรับกฎกติกาที่จำเป็นสำหรับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
ความกังวลลดลงได้ระดับหนึ่ง เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ยอมทำงานร่วมกับพรรคส้ม อีกทั้ง สว.ไม่ยอมยกมือให้หัวหน้าพรรคส้มเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สบายใจที่พรรคนี้เน้นเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ที่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ชำรุดทรุดโทรม จนเป็นเหตุให้พรรคถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคต้องเว้นวรรคทางการเมืองไปหลายคน แต่ความกังวลที่ลดลงนี้ อยู่ไม่ได้นาน เพราะเมื่อพรรคส้มไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นโอกาสของพรรคแดงที่ไปดึงเอาพรรคอนุรักษ์มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลข้ามขั้ว สร้างภาพการหลุดออกจากวังวนของความขัดแย้ง เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความปรองดอง
คลายความกังวลจากการที่หัวหน้าพรรคส้มไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องมากังวลกับการที่พรรคแดงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะ DNA ของพรรคแดงเป็นเช่นไรก็รู้ๆ กันอยู่ มีคดีโกงบ้านโกงเมืองมากมาย ทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้วว่าผิดจริง และยังมีอีกหลายคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษา และความกังวลก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อนักโทษเด็ดขาดที่หนีคุกไป 17 ปีกลับเข้ามา โดยอ้างว่าจะมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม จะมาเลี้ยงหลาน จะวางมือจากการเมือง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกลับเข้ามา กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี แต่ก็ไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว ทำตัวเป็นนักโทษเทวดาไปสถิตอยู่ห้อง VVIP ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนานถึง 180 วันจนถึงวันที่สามารถออกมาอยู่นอกคุก หลายคนมีความกังวลมากขึ้น เพราะเชื่อว่าขบวนการที่ทำให้นักโทษเด็ดขาดกลายเป็นนักโทษเทวดา จะต้องเป็นฝีมือของผู้มีบารมีเหนือพรรคแดง และยังสามารถทำให้หลายภาคส่วนให้ความร่วมมือในการจะทำให้เขาสามารถใช้อำนาจเหนือกฎหมาย ทำลายความเป็นนิติรัฐของประเทศไทย
แต่ประเทศไทยเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดจะทำร้ายประเทศไทยจะต้องมีอันเป็นไป เพราะในที่สุด นายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคแดงก็ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะทำผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และต่อมานายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ด้วยความไร้วุฒิภาวะและสติปัญญาในการคิดใคร่ครวญกำหนดการกระทำของตนเอง พลาดท่าเสียที่ Uncle ฮุน จนถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ชาติ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งยวง พร้อมๆ กับนายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือพรรคก็ถูกศาลสั่งให้กลับเข้าคุก เพราะไม่ได้ป่วยวิกฤตจริงอย่างที่มีรายงานของแพทย์ ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากคลายความกังวลไปได้มาก และเมื่อมีการช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างพรรคแดงกับพรรคน้ำเงิน ปรากฏว่าพรรคส้มตัดสินใจที่จะอุ้มหัวหน้าพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เกิดปรากฏการณ์ “มันจบแล้วนาย” ภาค 2
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พรรคน้ำเงินจะต้องสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน ด้วยการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ในขณะเดียวกัน พรรคอนุรักษ์ทั้งหลายก็ควรจะผละออกมาจากพรรคแดงได้แล้ว อย่าเกาะเกี่ยวอยู่กับพรรคแดงอีกเลย สำหรับงูเห่าที่เลื้อยออกมาสนับสนุนหัวหน้าพรรคน้ำเงิน และได้ตำแหน่งรัฐมนตีกันถ้วนหน้า ก็ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินเถอะนะ อย่าทำเพื่อประโยชน์ของตน และเลือกตั้งคราวหน้า ก็รวมเป็นพรรคเดียวกัน อย่าแยกเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยลงแข่งแย่งคะแนนกันจนแพ้แดงแพ้ส้มเลยนะ ถึงเวลาคิดถึงประเทศชาติและประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง ช่วยคลายความกังวลให้คนไทยหน่อยเถอะนะ...ขอร้อง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่ง'การอยู่ร่วมกันโดยสันติ'
อย่างที่เคยว่าๆ ไว้แล้วนั่นแหละว่า...การปะทะ ขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่ จุดเปลี่ยน นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังอุบัติขึ้นมากับโลกทั้งโลก
ระบอบสีน้ำเงิน...อย่าฟังเพลินๆ...คิดให้ดี
ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลยังคงรุมด้อยค่า ด่ารัฐบาล ชักจะไปไกลอย่างน่าเป็นห่วง จากระบอบเนวิน ระบอบอนุทิน มาจนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”
ห้าม 'พงส.' ช่วยราชการ
เก็บตกอีกหนึ่งข้อสั่งการ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สำนักปทุมวัน ในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)
ความเปลี่ยนแปลงกับ...'ระบอบสีน้ำเงิน'
คงต้องยอมรับว่า...โลกทั้งโลก มันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ จุดเปลี่ยน แบบถนัดชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที จะเปลี่ยนเพราะแรงเหวี่ยง แรงสวิง จากความขัดแย้ง ไม่คิดประนีประนอมยอมความ
ปรับแก้เอกสารความร่วมมือ 'ไทย-สหรัฐฯ'
ต้องบอก "สำนักปทุมวัน" ชั่วโมงนี้ "ดรามา" เข้ารัวๆ ตั้งแต่ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุดถึง รอง ผบ.ตร., จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า

