"ศรัทธาเป็นดาบสองคม ผู้มีศรัทธาในสิ่งใด คือผู้เห็นค่าในสิ่งนั้น เชื่อว่าสิ่งนี้มีค่า ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน แต่ถ้าไม่มีปัญญาคอยกำกับศรัทธา จะกลายเป็นความงมงายหรือความบ้าคลั่ง" เทศนาธรรมตอนนหนึ่งจากพระอาจารย์ชยสาโร
แล้วความเชื่อกับความศรัทธานั้น แตกต่างกันหรือไม่?!?
แน่นอน..ไม่เหมือนกัน แต่ก็ใกล้เคียง!!! เพราะกล่าวกันว่า ศรัทธา คือ การเชื่ออย่างมีเหตุผลตามกําลังสติปัญญา ในขณะที่ความเชื่อ คือ เชื่ออย่างไม่มีสติปัญญา ไม่อิงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เรียกว่าไม่มีการพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองก่อนเลย
ในสังคมไทยทุกวันนี้ เราจึงเห็นคนเชื่อตามกัน เชื่อในสิ่งที่มีการแชร์ต่อๆ กัน โดยไม่ใส่ใจเลยว่า "ต้นตอ" นั้นมาจากไหน ขอให้เป็น "เพื่อน" สักคนในห้องไลน์ ในเฟซบุ๊ก นำข้อความมาส่งต่อ ก็จะมีคนหยิบมาส่งไปทั่วๆ แพร่ในโลกโซเชียล เมื่อมีใครปุจฉา-วิสัชนาว่า ข้อความที่ส่งมานั้นชัวร์หรือมั่ว คำตอบกลับมาที่จะได้ก็จะแก้ต่างแก้ตัวว่า..เห็นเพื่อนๆ ห้องอื่นเขาแชร์กัน ก็เลยก๊อปมาส่ง
เป็นเพราะ "เชื่อเพื่อน" เป็นบาทฐานในการตัดสินใจ โดยไม่พินิจพิเคราะห์ให้ถ่องแท้ถี่ถ้วนตามหลักกาลามสูตร 10 ประการในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ที่ทำให้คนในสังคมไทยตกเป็น "เหยื่อ" ข้อมูลข่าวสารแปลกปลอม ด้อยค่า ชังพวกนั้นพวกโน้น เกลียดคนโน้นคนนี้ แบบปราศจากเหตุผล แล้วก็ส่งผลกระทบถึงสภาพจิตใจ เพราะมองไปทางไหนมันก็ไม่โอเค!! ไปเสียทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ประเทศไทย ชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยๆ ในวันนี้ มิได้ขี้เหร่หรือน้อยหน้าใครเลย
เอาเป็นว่า แค่เรื่องปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐแบบสาดเสียเทเสีย เพราะเชื่อข้อความที่แชร์กันโดยไม่สนใจตรวจสอบ ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมีการพูดหมดหรือพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวหรือเปล่านั้น รู้กันบ้างหรือเปล่า สวัสดิการและประสิทธิภาพในการจัดการสาธารณสุขของบ้านเรานั้นดีกว่าชาติมหาอำนาจในตะวันตกมากมายหลายเท่า
ดังนั้น ก่อนจะหลงเชื่ออะไร ก็ลองไปเปิดหลักกาลามสูตรอ่านหน่อยก็จะดีต่อตัวเองและครอบครัว ตลอดจนสังคมรอบข้างนะคะ..ขอบอก.
'ป้าเอง'
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”


