ภาพและข่าวการทำสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นสิ่งน่าสะเทือนใจ โดยเฉพาะการที่ผู้คนในยูเครนเข้าแถวยาวเหยียดระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อหาทางหนีภัยสงครามออกนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศหรือทางบก
เหตุผลความจำเป็นที่ก่อให้เกิดสงคราม มีต่างมุมมอง ขึ้นอยู่กับว่า ใครเลือก..เชื่อ..ข้างไหน แต่สำหรับคนไทยอย่างพวกเราแล้ว ไม่สมควรที่จะเลือกเชียร์ข้างไหนเลย เพราะมันเป็นกิจการของทั้งสองประเทศ ที่เราไม่อาจจะไปรู้ตื้นลึกหนาบาง หรือไปเข้าใจในความรู้สึกนึกคิด วัฒนธรรม รากฐานแห่งความเป็นจริง
แต่ในฐานะมนุษย์แล้ว เราต้องช่วยกันอธิษฐานว่า สงครามนี้จะมีข้อยุติโดยเร็ว บนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่ในสนามรบ ที่จะแพ้หรือชนะก็เสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะถึงขั้นถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์ใส่กันนั้น เราก็ยิ่งต้องภาวนาว่า ขออย่าให้เกิดขึ้นเลยบนโลกใบนี้
จำได้ว่า เคยไปทัศนศึกษาที่อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เมืองแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู หรืออาวุธนิวเคลียร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 สิงหา. 1945 ปรากฏว่าผู้คนล้มตายทันที 146,000 คน และหลังจากนั้นก็มีคนที่ต้องตายด้วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งในเม็ดเลือด อันเกิดจากสารกัมมันตภาพรังสีอีกเป็นจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเรื่องราวของเด็กหญิงซาดาโกะ ที่มีสัญญลักษณ์ของ "นกกระดาษ" เป็นตัวแทนของสันติภาพจวบจนทุกวันนี้
แค่ไปยืนตรงนั้น บรรยากาศและจินตนาการก็พาให้รู้สึกเศร้าหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งเมื่อมองไปรอบๆ ก็จะเห็นคนยืนน้ำตาซึม บ้างก็ซับน้ำตากันอยู่เงียบๆ พลอยทำให้น้ำไหลออกจากตาโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
ค.ศ.2022 นี้ คงไม่มีใครอยากเห็นภาพที่น่าสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงแบบนั้นอีก มนุษย์ป้าขออธิษฐานจิตและสวดมนต์ภาวนาให้โลกสงบอย่างรู้รักสันติ เพราะการห้ำหั่นกันในยุคดิจิทัลนี้ เชื่อว่าฤทธิ์เดชของอาวุธยุทโธปกรณ์มันคงจะมีอำนาจทำลายล้างมากกว่าอาวุธเมื่อ 7 ทศวรรษที่ผ่านมาแน่นอน.
'ป้าเอง'
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”


