คดีใกล้จบ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกแม่ 'อัยการดาว' ศาลนัดตัดสินกลางปีนี้

คดีใกล้จบ ศาลธัญบุรีกำหนดวันสืบพยานคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลอมเป็น “แฮรี่” หลอกแม่ “อัยการดาว“ 20 นัดรวด นัดตัดสินกลางปีนี้ 1 ในจำเลยบางรายยื่นเยียวยา 4 เเสน

16 กุมภาพันธ์ 2569 - สำหรับความคืบหน้าในคดีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในคดีหลอกลวงมารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ “อัยการดาว” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานคดีอาญา อดีตพนักงานอัยการผู้ทำคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว แตงโม นิดา โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธี สวมรอยเป็นนายแฮรี่ ชาร์ด นักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสนิทสนม หลอกให้รัก ก่อนหลอกลวงให้โอนเงินหลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีที่ พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี ยื่นฟ้อง น.ส.อัญชลี คำนึงสุขกับพวกรวม 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้าและผู้รับโอนเงิน โดยพบว่า 1 ในจำเลย เป็นผู้บริหารโรงงานปุ๋ยในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีเส้นทางการเงินหมุนเวียนในบัญชีหลัก หลายร้อยล้านบาทกับ วัยรุ่นสร้างตัวทำซื้อขายเหรียญคริปโต รับโอนฟอกหลักครึ่งล้าน

ในความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี , ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเป็นซ่องโจร , ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยทุจริตและโดยหลอกลวง , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน,สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

สำหรับคดีนี้ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

ในวันนัดตรวจพยาน ทนายความจำเลยบางคนได้แถลงว่า ทำ บันทึกข้อตกลงเยียวยากับผู้เสียหายแล้ว

ด้าน น.ส.สุภาภรณ์ หรือ อัยการดาว ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากมารดาในฐานะโจทก์ร่วม ได้แถลงต่อศาลว่า ได้รับเงินชดใช้เยียวยา เป็นยอด จำนวน 4 เเสนบาทและไม่ติดใจดำเนินคดีในส่วนแพ่ง กับจำเลยที่ชดใช้ตามข้อตกลงดังกล่าว

พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้ยื่นคำร้องขอรวมคดีเนื่องจากภายหลังมีการฟ้องนายธนพล จำปาสุข ซึ่งเป็นบุคคลที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวนการ และมีพฤติการณ์เดินทางไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในประเทศกัมพูชา ก่อนนำเงินกลับมาใช้ในประเทศไทย เป็นจำเลยเพิ่มเติม

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้สำนวนมีพฤติการณ์ต่อเนื่อง เป็นคดีเดียวกัน และใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน หากรวมการพิจารณาจะเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว จึงมีคำสั่งให้ รวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันทำให้มีจำเลยรวมทั้งสิ้น 5 ราย

ทั้งนี้ ศาลจังหวัดธัญบุรีได้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์จำนวน 10 นัด เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 และนัดสืบพยานจำเลยอีก 10 นัด นัดสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

มีรายงานว่า จำเลยทั้งหมด ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากพนักงานอัยการโจทก์คัดค้านการประกันตัว และศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง เป็นความผิดร้ายแรง และมีลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตามคดีนี้เเม้จะมีการเยียวยาความเสียหายบางส่วนจากจำเลยเ เต่คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ในทางอาญาจึงไม่สามารถยอมความได้ คดียังคงต้องดำเนินต่อไป

โดยการชดใช้ค่าเสียหายอาจมีผลเฉพาะในเรื่องการบรรเทาโทษ และการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเท่านั้น

ต้องติดตามกันต่อว่า หลังการสืบพยานเสร็จสิ้นในช่วงกลางปีนี้ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร กับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างของการหลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ที่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนาม เอี่ยวหลอกคนไทยสูญกว่า 12 ล้านบาท พบฟอกเงินซื้อทองคำ

ตำรวจไซเบอร์ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกชายสูงอายุโอนเงินกว่า 1.7 ล้าน นำไปซื้อทองหลบเลี่ยงการติดตามเส้นเงินของเจ้าหน้าที่

ศาลธัญบุรีนัดตัดสินคดี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 5 ราย หลอกแม่ 'อัยการดาว' โอนเงิน 7 แสน

ศาลธัญบุรีนัดตัดสินคดี แก๊งเเฮรี่ คอลเซ็นเตอร์ หลอกแม่ "อัยการดาว" 11 ส.ค.หลังสืบพยานปากสุดท้ายเสร็จเมื่อกลางเดือน มิ.ย.

รวบขาใหญ่ยากูซ่าคาสนามบิน หลอกโอนเงินกว่า 200 ล้านบาท ก่อนหนีซุกไทย

กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันควบคุมตัว นายทาคาฟุมิ (MR.TAKAFUMI) อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น เป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข