ต่างชาติร่วมขบวนธรรมยาตรา เตรียมทำสารคดีตีแผ่ผลกระทบเหมืองแร่เถื่อน ปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ

เตรียมทำสารคดีเผยแพร่ทั่วโลกชี้ให้เห็นผลกระทบจากเหมืองแร่เถื่อนต้นแม่น้ำ-ธรรมยาตราเคลื่อนขบวนวันที่ 4 พระอาจารย์มหานิคมเผยมุ่งมั่นส่งต่อสิ่งดีงามให้คนรุ่นหลัง

3 มิถุนายน 2569 - ในวันที่ 4 ของการเดินขบวนธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำข้ามพรมแดนซึ่งเดินจากสะพานข้ามแม่น้ำกก ต.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ไปยัง อ.เมือง จ.เชียงราย โดยเมื่อเวลา 8.00 บรรยากาศ ณ โรงเรียนผาขวางวิทยา จังหวัดเชียงรายซึ่งเป็นจุดแวะพักค้างแรม ก่อนเริ่มการเดินเท้า มุ่งสู่หมู่บ้านแคววัว ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ระยะทาง กว่า 9กิโลเมตร นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการจัดขบวนธรรมยาตราในครั้งนี้คือการถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรม และขอบคุณโรงเรียนผาขวางวิทยาที่ให้ที่พักและอาหาร ในการค้างแรมก่อนออกเดินทางรณรงค์ต่อในวันนี้

ขณะที่พระอาจารย์มหานิคม มหาภิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวธรรมโอวาสว่า การเดินทางธรรมยาตราในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันดูแลและฟื้นฟูสายน้ำที่มีปัญหาให้กลับมาใสสะอาด เพื่อให้ลูกหลานได้มีน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี หรืออาจจะยาวนานนับสิบปีก็ตาม แต่เป้าหมายสูงสุดคือการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ไปสู่คนรุ่นหลังต่อไป

ขณะเดียวกันภายในขบวนเดินเท้าในช่วงเช้า ปภาวี ไวทยานนท์ ศิลปินจากกรุงเทพ ได้กล่าวว่ามีความตั้งใจที่จะใช้ผลงานการสื่อสารเพื่อนำเสนอปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนให้ผู้คนในต่างพื้นที่ได้รับรู้และเข้าใจว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาของชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับเธอแล้วคือปัญหาระดับชาติที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่แค่กับคนในพื้นที่เท่านั้น

”เราอยากนำมุมมองของผู้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาโดยตรงมาถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งตัวเองได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ และยอมรับว่าในตอนแรกไม่ได้คาดคิดว่าปัญหาจะยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน มองว่าภาครัฐน่าจะมีมาตรการหรือการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนกว่านี้“ ปภาวี กล่าว

ด้าน ผศ.คาเล่ เคเมน นักทำสารคดีชาวอเมริกา จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศจีน กล่าวว่า ได้เดินทางเลาะตามแนวแม่น้ำโขงผ่านหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ทำให้เห็นปัญหาที่แท้จริง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความยั่งยืน ซึ่งปัญหามลพิษจากการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมาก อีกทั้งยังเป็นปัญหาระดับโลก เนื่องจากมักมีจุดเริ่มต้นมาจากพื้นที่เหมืองแร่ในภูมิภาคที่ห่างไกล แถบภูเขาสูง หรือพื้นที่ที่มีความไร้เสถียรภาพทางสังคมและการเมือง

“กรณีในเมียนมา ซึ่งกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งและใช้ความรุนแรงทางการเมือง ได้เข้ามาควบคุมและใช้ประโยชน์จากเหมืองแร่โลหะหายาก (Rare Earth Elements) เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนกองกำลังของตนเอง โดยแร่เหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังประเทศจีนเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และสุดท้ายจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้าเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือที่ผู้คนในอเมริกาซื้อใช้ แม้กระทั่งในกองทัพสหรัฐฯ ที่ใช้ในสงครามหรือภารกิจต่าง ๆ เช่น ในอิรักและเวเนซุเอลา ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะผู้คนทั่วโลกต่างมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับกิจกรรมต้นทางเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว”ผศ.คาเล่ กล่าว

ผศ.คาเล่กล่าวว่า ในฐานะนักทำสารคดี มีความตั้งใจที่จะใช้สารคดีเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร เพื่อแสดงให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่าผู้คนในพื้นที่ต้นน้ำได้รับผลกระทบอย่างไรจากห่วงโซ่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมนี้ โดยในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้วางแผนจะนำนักศึกษานานาชาติประมาณ 15 ถึง 20 คน จากมหาวิทยาลัยที่สอนอยู่ ทั้งนักศึกษาจีน อเมริกัน เมียนมา และเวียดนาม เดินทางมายังอำเภอเชียงของ รวมถึงบริเวณแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง เพื่อให้ได้มาเห็นปัญหาด้วยตาตนเองและนำเรื่องราวเหล่านี้ไปถ่ายทอดต่อในประเทศของตน

ขณะที่เจ็กตีรัจ จากองค์กรอ็อกซ์แฟม ที่ทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม จากอินเดีย กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สังคมโลกต้องหันมาใส่ใจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสายน้ำมีธรรมชาติที่ไหลผ่านพรมแดน จากพื้นที่ต้นน้ำในประเทศหนึ่งไปยังพื้นที่ปลายน้ำของอีกหลาย ๆ ประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง แต่กลายเป็นปัญหาร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ซึ่งความท้าทายนี้มีความคล้ายคลึงกับปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน หรือแม่น้ำในประเทศอินเดียและโคลอมเบียก็ตาม

“การแก้ไขปัญหาที่มีความคาบเกี่ยวและซับซ้อนกับความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ ไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวที่จะสามารถแบกรับหรือจัดการได้เพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในลักษณะพหุภาคี ตั้งแต่กลุ่มภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น ภาครัฐบาล ไปจนถึงภาคเอกชน นอกจากนี้สื่อมวลชนยังถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยเป็นกระบอกเสียงในการสร้างความตระหนักรู้และตีแผ่ความจริงให้สังคมวงกว้างได้รับรู้ถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น” เอ็นจีโอจากอินเดีย กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘คมนาคม’ขีดเส้น15 วันสรุปผนังอุโมงค์รถไฟดอยหลวงถล่ม

‘คมนาคม’แจงเหตุผนังอุโมงค์ดอยหลวง โครงการรถไฟทางคู่สาย 'เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ' พังถล่ม เบื้องต้นคาดเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ดินอุ้มน้ำและสไลด์ตัว ย้ำไม่ใช่อุโมงค์ถล่มทั้งระบบ ยันไม่กระทบโครงสร้าง ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คาดสรุปผลภายใน 15 วัน

พบสารพิษในตะกอนดิน 'แม่น้ำสาละวิน' ยังพุ่งสูง ชี้อันตรายกว่าแม่น้ำกก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ตะกอนดินพิษในแม่น้ำสาละวินสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังผลตรวจ คพ.ล่าสุดระบุสารหนูในพื้นดินใต้ท้องน้ำยังสูงลิ่ว-เผยอันตรายกว่าแม่น้ำกกอยู่ในรูปสารละลาย-คาดเหตุใช้สารเคมีในเหมืองต้นกำเนิดแตกต่างกัน

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 1.6 แม่สรวย เชียงราย ไม่กระทบประชาชน

กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา สรุปสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศและใกล้เคียง (ช่วงวันที่ 18 - 19 มิ.ย. 69) ตรวจพบเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 3.4, 4.0 มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเวียดนาม

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ ถกคืบหน้าแก้สารปนเปื้อนแม่น้ำกก สารหนูยังเกินค่ามาตรฐาน

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำและความคืบหน้าการดำเนินงาน