กระทรวง พม.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พ.ร.บ. ‘การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ…..’ ครั้งแรก ภาคประชาชนระดมเสียงค้านไม่เห็นด้วยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ทั้งฉบับ

ส่วนหนึ่งของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจากทั้งหมดกว่า 300 คน

พอช / กระทรวง พม.เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พ.ร.บ. ‘การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร     พ.ศ…..’ ครั้งแรก  โดยมอบหมายให้ ‘พอช.’ จัดเวทีรับฟังผ่านระบบ Zoom  โดยมีผู้แทนภาคประชาชน  ประชาสังคม  Ngo ผู้นำชุมชน   ฯลฯ  กว่า 300 คนร่วมแสดงความคิดเห็น  เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้  เสนอให้ยกเลิกทั้งฉบับ  เพราะซ้ำซ้อนกับกฏหมายที่มีอยู่  และเป็นกฎหมายที่ควบคุมภาคประชาชน

ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 เห็นชอบแนวทางการยกร่าง ‘พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การดำเนินกิจกรรมขององค์กร ไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ….’ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ  และตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป  โดยกระทรวง พม.มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นนั้น

3 หน่วยงานภาคีชี้แจงร่าง พ.ร.บ.ครั้งแรกผ่านระบบ Zoom

ล่าสุดวันนี้ (17 กุมภาพันธ์)  ระหว่างเวลา 08.00-12.30  น.  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบ zoom cloud meeting  ครั้งแรก  โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงวัตุประสงค์  ความเป็นมา  สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. …. โดยเบื้องต้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 28 มาตรา  มีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล  กองทุนสวัสดิการชุมชน  ผู้นำชุมชน  องค์กรพัฒนาเอกชน  ภาคประชาสังคม  ฯลฯ จากทั่วประเทศกว่า 300 คนร่วมรับฟัง

นายปฏิภาณ  จุมผา  รักษาการผู้อำนวยการ พอช.

นายปฏิภาณ  จุมผา  รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ    รักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ  กล่าวว่า   ตามที่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา  เห็นชอบแนวทางการยกร่างพระราชบัญญัติการดําเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากําไร พ.ศ. …. และกระทรวง พม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดให้มีช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง  รอบด้าน  และเป็นระบบ

“เวทีในวันนี้เป็นเวทีที่จัดขึ้นตามนโยบายของ รมว.พม.  และขอย้ำว่าเวทีครั้งนี้เป็นการจัดเวทีอย่างสร้างสรรค์  ไม่มีธง  เพื่อที่จะรับฟังพี่น้องประชาชนและประชาสังคมอย่างเป็นธรรมและเป็นกลาง  พอช. เป็นกลไกของรัฐ เป็นเครื่องมือของประชาชน  เป็นหน่วยงานกลางที่เป็นเครื่องมือของพี่น้องประชาชนที่แปลล่างสู่บน  แปลบนสู่ล่าง  เพื่อให้เกิดนโยบายที่เกิดขึ้น  ที่ต้องเอื้อต่อความเข้มแข็งของคนข้างล่าง เป็นพลังที่จะส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง  สอดรับกับนโยบายของท้องถิ่นไปด้วยกัน  วันนี้มีพี่น้องสภาองค์กรชุมชนตำบล สวัสดิการชุมชน  และพี่น้องเครือข่ายพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเมืองและชนบททั่วประเทศ  รวมถึงพี่น้องประชาสังคมที่เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาและร่วมพลังในการขับเคลื่อน  สิ่งสำคัญในวันนี้ต้องเกิดการอธิบายความ  เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่  การรับฟังครั้งนี้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ของภาคประชาชนที่มีการรับฟังอย่างเป็นกลาง  มองถึงอนาคตของลูกหลาน  เพราะกฎหมายฉบับนี้มีความเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทุกคน”  นายปฏิภาณกล่าว

นางสาวนุชนาถ  เกษมพิบูลย์ไชย   ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  

นางสาวนุชนาถ  เกษมพิบูลย์ไชย  ผู้อำนวยการกองกฎหมายต่างประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  กล่าวชี้แจงสาระสำคัญ “ร่าง พ.ร.บ. การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ..…’  ว่า  ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นเรื่องการส่งเสริม  หลักการกำกับดูแล  มีการกำหนดหน้าที่องค์กรไม่แสวงหากำไรได้ปฏิบัติ  ส่วนความหมายขององค์กรไม่แสวงหากำไร   คือเป็นองค์กรที่ทำกิจกรรมทางสังคมไม่มุ่งแสวงหากำไร 

ตัวอย่าง  มาตรา 19  การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร  ชื่อ  วัตถุประสงค์  วิธีดำเนินงาน  แหล่งที่มาของเงินทุน รายชื่อผู้รับผิดชอบดำเนินงาน  เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นโดยง่าย  

หากองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใดไม่เปิดเผยข้อมูล  ให้นายทะเบียนแจ้งเตือนให้องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งนั้น

ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด  หรือภายในเวลาที่องค์กรไม่แสวงหากำไรขอผ่อนผันการดำเนินการ  หากพ้นกำหนดเวลาแล้วยังมิได้ดำเนินการเปิดเผย  ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งให้องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งนั้นหยุดการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไรจนกว่าจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูล

มาตรา 20  องค์กรไม่แสวงหากำไรต้องไม่ดำเนินงานในลักษณะดังต่อไปนี้  (1) กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ  รวมถึงความมั่นคงของรัฐด้านเศรษฐกิจ  หรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  (2) กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  หรือก่อให้เกิดแตกแยกในสังคม  ฯลฯ

มาตรา 21 องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใดที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาคจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศให้ดำเนินการ  ดังต่อไปนี้  (1) แจ้งชื่อแหล่งเงินทุนต่างประเทศ  บัญชีธนาคารที่จะรับเงิน  จำนวนเงินที่จะได้รับ  และวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้จ่ายต่อนายทะเบียน

(2) ต้องรับเงินผ่านบัญชีของธนาคารตามที่องค์กรไม่แสวงหากำไรแจ้งไว้ต่อนายทะเบียน  (3) ต้องใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนตาม (1)   และ (4) ต้องไม่ใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะการแสวงหาอำนาจรัฐ  หรือเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง

“ขอย้ำว่า  ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่ใช่ร่างฉบับสุดท้าย   หากมีการให้ความคิดเห็นต่าง ๆ จะนำมาวิเคราะห์   โดยทางกระทรวง พม.จะตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาว่าจะต้องปรับปรุงหรือไม่อย่างไร”  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าว

เบญจวรรณ  บุตรเพชรรัตน์   ผู้แทนกระทรวง พม.

เบญจวรรณ  บุตรเพชรรัตน์  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม  กระทรวง พม.  กล่าวชี้แจงช่องทางการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวง พม. และกติกาการรับฟังความคิดเห็นว่า   กระทรวง พม.มอบให้กรมการพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการเรื่องนี้   มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการ

รับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ตามกฎหมายมาตรา  77 ของรัฐธรรมนูญ  และตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562

ส่วนขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นมี 5 ช่องทาง  คือ 1.ระหว่างวันที่ 18 มกราคม-25 มีนาคม 2565  ผ่านทางเว็บไซต์กระทรวง พม. เช่น  www.m-society.go.th  2.การรับฟังผ่านอีเมล์  [email protected]  3.นำส่งด้วยตนเองที่กองส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม  กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ  กระทรวง พม.  4.การประชุมรับฟังความคิดเห็นผ่านเวที onsite และ online  สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้มีส่วนได้เสีย  และ 5.การรับฟังความคิดเห็นระดับพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด      “หลังจากนั้นจะมีการวิเคราะห์ผลกระทบร่างกฎหมาย  โดยกระทรวง พม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และนำข้อมูลที่ได้มาเปิดเผยต่อสาธารณะ  จากนั้นจะนำเสนอผลการรับฟังความคิดเห็นต่อคณะรัฐมนตรี  ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่ใช่ร่างสุดท้าย  เราต้องรวบรวมผลการรับฟังทั้งหมดเพื่อให้ ครม.ตัดสินใจพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”  ผู้แทนกระทรวง พม.กล่าว

ภาคประชาชนระดมเสียงค้านร่าง พ.ร.บ.

จากนั้น ดร. ศักดิ์ณรงค์  มงคล  มหาวิทยาลัยรังสิต   ประธานกรรมการรับฟังความคิดเห็น  เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศผ่านระบบ Zoom  Meeting   โดยในช่วงแรกมีเข้าร่วมประชุมกว่า 300  คน  ใช้เวลารับฟังความคิดเห็นประมาณ 2 ชั่วโมง   ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้   โดยเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.ทั้งฉบับ  และไม่ต้องอภิปรายเป็นรายมาตรา

ดร. ศักดิ์ณรงค์  มงคล   ประธานกรรมการรับฟังความคิดเห็น

นายสุริยันต์  ทองหนูเอียด  ผู้ช่วยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ  กล่าวว่า  พ.ร.บ.นี้  ไม่มีความจำเป็นที่จะออกมาในสถานการณ์ปัจจุบัน  เพราะมีกฎหมายอื่นรองรับอยู่แล้ว  ไม่เอากฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลเผด็จการ  ลากตั้ง  รัฐบาลแบบนี้จะเข้าใจองค์กรไม่แสวงหากำไรได้อย่างไร  เป็นกฎหมายมัดมือมัดเท้า  ให้อำนาจพนักงานปิดกิจกรรมขององค์กรภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน   หลักกฎหมายต้องคุ้มครองประชาชนเป็นหลัก   ต้องเป็น civil law ขอคัดค้านทั้งฉบับ

นายเอกนัฐ  บุญยัง  ผู้แทนในที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล  กล่าวว่า  กฎหมายฉบับนี้เร่งรีบปราศจากเหตุผล  นอกจากนัยยะทางการเมือง  คือ 1. การบัญญัติกฎหมายต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ  ไม่ใช่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่วินิจฉัย  บทบัญญัติใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีหลักการ   2. การควบคุมระบบข้อมูลของประชาชน  ใช้อำนาจโดยมิชอบ เป็นการละเมิดสิทธิ  การกำหนดบทลงโทษทางอาญาสูงมาก  การกำหนดแบบนี้บ่งชัดว่าต้องการปรามองค์กรที่เห็นต่างกับภาครัฐ

นางสาวอรษา โภคบุตร  ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพังงา  กล่าวว่า  ขอคัดค้านและให้ยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งฉบับ   เพราะจากการศึกษารายละเอียดแล้วเห็นว่าไม่มีประโยชน์กับการทำงานขององค์กรชุมชน  ไม่เอื้อต่อการให้ภาคประชาชนได้มีหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ  ไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม  อีกทั้งยังให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการวินิจฉัยองค์กรชุมชนแทนการตัดสินของศาล  และกำหนดโทษไว้สูงเกินกว่าเหตุ  ซึ่งในต่างประเทศยังไม่ทำกันมากขนาดนี้  การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของภาคประชาชนโดยตรง  เราจึงขอคัดค้านและให้ยกเลิกทั้งฉบับ

ขณะเดียวกันมีความคิดเห็นที่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้   โดยนายสาโรจน์  สินธู  ตัวแทนคณะกรรมการสนับสนุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช  กล่าวว่า  ในฐานะที่เป็นองค์กรขับเคลื่อนกิจกรรมในรูปแบบไม่แสวงหาผลกำไร  คิดว่าไม่กระทบ  ถ้าติดตามสถานการณ์ปัจจุบันจะเห็นว่ามีการทำกิจกรรมที่กระทบสถาบันอย่างรุนแรง  กระทบต่อความมั่นคง  ถ้ามี พ.ร.บ.นี้ก็ไม่น่ากลัว  ถ้าเราทำงานที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง  ถ้ามี พ.ร.บ.รองรับก็เป็นสิ่งดี  ในอนาคตเราจะมาเรียกร้องหากฎหมายรองรับ  มองว่า พ.ร.บ.นี้เป็นเรื่องก้าวสำคัญที่มารองรับการทำงาน

ทั้งนี้ในตอนท้ายของการเปิดรับฟังความคิดเห็น  ที่ประชุมเสนอให้งดการอภิปรายเป็นรายมาตรา  และให้มีการโหวตเสียงว่าใครจะเห็นคัดค้านหรือสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้   ผลปรากฏว่ามีผู้ที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้  รวม  210 คน   มีผู้เห็นด้วย 5 คน  โดยหลังจากนี้กระทรวง พม.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ  เช่น  เว็บไซต์  อีเมล์  รวมทั้งเปิดรับฟังความเห็นในพื้นที่ทั่วประเทศ  รวม 77 จังหวัดต่อไป

รัฐบาลแจงเหตุผลเสนอร่าง พ.ร.บ.

ก่อนหน้านี้  นายธนกร  วังบุญคงชนะ  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้เปิดเผยหลัง ครม.มีมติเห็นชอบ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว  เมื่อวันที่  4  มกราคมที่ผ่านมาว่า   ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมองค์กรไม่แสวงหากำไร  ให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินกิจการให้เป็นไปอย่างเปิดเผย  โปร่งใส  และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  รวมทั้งมีการกำหนดกลไกการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น  ไม่ให้เป็นภาระแก่องค์กรไม่แสวงหากำไร  

ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อบและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ทั้งนี้การดำเนินกิจกรรมขององค์กรต่างๆ  ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญ

นายธนกรกล่าวด้วยว่า  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว  เพื่อประโยชน์สาธารณะ  โปร่งใส  และเป็นประโยชน์  ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานสากลว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ป้องกันการสนับสนุนด้านการเงินในการต่อต้านการก่อการร้าย  ซึ่งหลายประเทศก็มีกลไกและกฎกติกาเช่นนี้  ขณะที่รอร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กฏหมายที่มีอยู่  พร้อมขอสนับสนุนจากวิปรัฐบาลในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฯ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

เครือข่ายภาคประชาชนร่วมยื่นหนังสือคัดค้านที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2564            

สำหรับบทกำหนดโทษตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้  เช่น  มาตรา 25  องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใดไม่หยุดการดำเนินกิจกรรมตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 19 วรรคสี่ หรือมาตรา 22  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกวันละหนึ่งพันบาท  ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

มาตรา 26 องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใดไม่ยุติการดำเนินงานตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 20 วรรคสอง หรือมาตรา 21  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท  และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท  ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

แถลงการณ์ ‘เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน’

ขณะเดียวกัน  ภาคประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ‘เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน’  ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มทางสังคม  เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของตนเองในการพัฒนาประเทศ"  มีเนื้อหาสรุปว่า  มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2565  แสดงให้เห็นถึงความไม่สนใจใยดีต่อเหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชนพยายามนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนความคิดในการตรากฎหมายฉบับดังกล่าว

เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพในการรวมกลุ่ม  การชุมนุมสาธารณะ  การแสดงออก และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร  มีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต  โดยเฉพาะอำนาจข้าราชการในการใช้ดุลพินิจว่ากิจการใดขัดต่อความสงบเรียบร้อย  ขัดต่อความมั่นคงของรัฐได้ตามอำเภอใจ  มีอำนาจสั่งห้ามไม่ให้มีการกระทำนั้นๆ ได้โดยไม่สามารถฟ้องร้องศาลปกครองได้

เครือข่ายองค์กรชุมชนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.

โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเจตนาและเนื้อหาต้องการควบคุม  กำกับ  และเข้าข่ายคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชนในทุกรูปแบบ  โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการจัดระบบกลุ่มองค์กรทางสังคมในประเทศให้มีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น  ทั้งที่ในความจริงแล้ว  ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับ ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อสาธารณประโยชน์อยู่แล้ว   และองค์กรเหล่านี้ก็ได้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดเสมอมา

ดังนั้นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันกฎหมายฉบับนี้  กำลังส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และกำลังใช้ระบบราชการอำนาจนิยมแบบเผด็จการทหาร  ในการกำกับ  ควบคุมภาคประชาชนให้ดำเนินกิจกรรมอยู่ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของตนเองเท่านั้น  อันเป็นภัยคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชน  มากกว่ามองเห็นเป็นหุ้นส่วน  ซึ่งเป็นปฏิปักษ์และบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง  และขัดต่อหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  

“เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน  ขอยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ปฏิเสธการถูกตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส  แต่เราไม่ยอมรับและขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างถึงที่สุด  จนกว่าจะมีการถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ตามเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  ทั้งนี้จะมีการนัดหมายองค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศที่ได้มีการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันแล้ว 1,800 กว่าองค์กรให้ออกมาคัดค้านรัฐบาลในเรื่องนี้  ก่อนที่จะมีการนำร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป”  แถลงการณ์คัดค้านระบุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.ไฟเขียว ให้ กคช. เดินหน้า “บ้านเขียวประหยัดพลังงาน” GEF อัดฉีดงบ 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.)

นิกร โสมกลาง เผย 'บ้านมั่นคงชายแดน' ยกระดับที่อยู่อาศัย-คุณภาพชีวิต 2.5 แสนครัวเรือน สร้าง 'ชุมชนชายแดนเข้มแข็งพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง' เสริมความมั่นคงประเทศ

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เผยแผนยุทธศาสตร์และกรอบดำเนินงาน “โครงการเสริมสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนกับการจัดการภัยพิบัติและพัฒนาพื้นที่ชายแดน” ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ครอบคลุม 26 จังหวัด 94 อำเภอ 752 ชุมชน รวม 259,037 ครัวเรือน ชูงบสนับสนุนสูงสุด 176,000 บาท/ครัวเรือน มุ่งแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ความไม่สงบ และภัยพิบัติ พร้อมบูรณาการกลไก 5 ระดับเพื่อกระจายอำนาจสู่การจัดการตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน

’นิกร‘ เล็งฟื้นฟู "เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง " สร้างคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้า พลิกฟื้นคุณภาพชีวิต ลดภาระคนตั้งตัว

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการเคหะชุมชนทุ่งสองห้อง ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงดอนเมือง

‘คลิตี้’ กะเหรี่ยงสุดขอบฟ้าที่ทองผาภูมิ

เราพาทุกคนทุกท่านเดินทางฝ่าผืนป่า ข้ามผ่านถนนลูกรังทุรกันดารและโคลนตมอันยาวนานกว่าสามชั่วโมง สู่ดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขารอยต่อป่าใหญ่

การเคหะแห่งชาติ ร่วมทีม พม. ฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบอุทกภัยอำเภอปัว คืนความมั่นคงและคุณภาพชีวิตแก่ประชาชน

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ มอบหมายให้นายคมสัน พิลาสมบัติ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ พร้อมด้วยนายธีระวัฒน์ สุมังคโล ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง

“รมว.พม.” นำทัพลงพื้นที่ภาคใต้ มอบโฉนด-สัญญาเช่าที่ดิน-งบพัฒนากว่า 51 ล้าน เปิด “บ้านมั่นคงพะตง” ต้นแบบบ้านมั่นคงริมรางภาคใต้ เร่งรัดการจัดสรรสิทธิ์ในที่ดินเพื่อยกระดับต้นทุนชีวิต

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมด้วยนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.