ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยมีตัวเลขในมือราว 192 เสียง ประกอบกับ สว.สีน้ำเงินประมาณ 140 เสียง ที่มองว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน จึงถือโอกาสพลิกเกม เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียงทันที
เนื่องจากสถานการณ์แตกต่างจากสมัยสภาฯ ชุดที่ผ่านมา ที่พรรคสีน้ำเงินเคยลงนาม MOU กับ พรรคประชาชน และดำเนินไปตามแนวทางของพรรคส้ม ที่มุ่งทลายมรดก คสช. ลดอำนาจ สว. และองค์กรอิสระ โดยอ้างหลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ฉะนั้น เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองเป็นใจ ภายหลัง ครม. “อนุทิน 2” ไม่รับรองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างจากสภาฯ ชุดที่ผ่านมา
พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลจึงเปิดเกมเร็ว โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมรายชื่อ สส.สนับสนุนประมาณ 190 คน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพียงพรรคเดียวต่อประธานรัฐสภา หวังบรรจุวาระและพิจารณารับหลักการวาระแรกภายในเดือน มิ.ย.นี้
พรรคสีน้ำเงิน ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี โดยใช้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. เป็นผู้ยกร่างให้เกิดการยอมรับเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกฎหมายลูกทันปี 2573 รองรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งเป็นช่วงใกล้ครบวาระรัฐบาลอนุทินในเดือน ก.พ.2573
โดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศชัดว่า ต้องการตอบสนองต่อเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียง และเป็นพรรคแรกที่เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขณะที่ “นิกร จำนง” สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อธิบายเสริมว่า ร่างของพรรคกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และผู้สมัครจากทั่วประเทศ 77 คน พร้อมบัญชีสำรองอีก 300 คน
สำหรับโครงสร้างการทำงาน จะมีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 30 คน และสำรอง 15 คน รวมถึงกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 15 คน สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน โดยกำหนดกรอบเวลาทำงาน 360 วัน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างเต็มที่
หลักการสำคัญคือ ส.ส.ร. จะไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะอาจขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกแทน ตามสัดส่วนของรัฐสภา 700 คน คือ สส. 500 คน และ สว. 200 คน ส่งผลให้ สส.ได้โควตาประมาณ 71 คน และ สว.ได้ 29 คน
ส่วนเงื่อนไขเสียง สว.ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญนั้น พรรคภูมิใจไทยปรับจากเดิมที่เคยเสนอให้ใช้เสียง 1 ใน 5 มาเป็น 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 เสียง เพื่อประนีประนอมกับ สว. จากรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ 1 ใน 3 เพื่อเปิดทางให้ร่างสามารถเดินต่อได้ในชั้นกรรมาธิการ โดยยืนยันว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 เกี่ยวกับสถาบัน
ขณะที่ พรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นอีกพรรคหลักในการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ และเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพียงพรรคเดียวได้
กลับมีแนวทางแตกต่างจากร่างปกสีน้ำเงินอย่างชัดเจน โดยพยายามขับเคลื่อนผ่านพลังประชาชนจากผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง เพราะมีเสียงในสภาเพียงราว 120 เสียง ไม่ใช่ร่างหลักเหมือนสภาฯ ชุดก่อน
แนวทางของพรรคประชาชน จะยึดหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด รวมถึงการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง 2.ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. โดยให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีสิทธิเท่ากันในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้ประชาชนลงประชามติ
สำหรับอุปสรรคสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง คือบทเรียนจากความพยายามแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ในอดีต ที่เคย “แท้งก่อนคลอด” หลังพรรคส้มพยายามหักเงื่อนไขอำนาจ สว. จากเดิมที่ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 เปลี่ยนเป็นใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 351 เสียง จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเหตุให้ยุบสภา
ฉะนั้น หากต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในวาระ 1 และโดยเฉพาะวาระ 3 ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน 20% เห็นชอบด้วย รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และการทำประชามติ ชี้ขาด
ส่วนประเด็นโดยเฉพาะพรรคประชาชนมองว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยพยายามวางกลไกให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” สามารถคุมการคัดเลือกผู้ร่าง ผ่านจำนวน สส. 192 เสียง และ สว.ราว 140-150 เสียง เพื่อกำหนดทิศทางเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
แต่ “นิกร” ยังโต้ว่า ไม่สามารถนำเสียง สส.และ สว.มารวมกันได้ เพราะอยู่คนละสภาฯ และทุกอย่างเป็นไปตามหลักการเสียงข้างมาก พร้อมยืนยันว่า “แฟร์ที่สุดแล้ว เพราะประชาชนเลือกมาแบบนี้”
ทั้งนี้ยังยอมรับว่า ยังมีประเด็นอ่อนไหวที่อาจถูกหยิบยกในชั้นกรรมาธิการ เช่น การรับรองสมาชิกภาพของ สว.ชุดปัจจุบัน หรือสถานะของกรรมการองค์กรอิสระให้ดำรงตำแหน่งต่อจนครบวาระหรือไม่ แม้ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในร่างของพรรคก็ตาม แต่สามารถพูดคุยในชั้น กมธ.วิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังรับหลักการในวาระแรกได้
ด้าน “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” นักวิชาการที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มองว่า พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมั่นใจว่าสามารถคุมเสียงได้ทั้ง สส.และ สว. ถือเป็น “การกลับลำเชิงยุทธศาสตร์” หลังประเมินสถานการณ์การเมืองใหม่ โดยจุดแข็งสำคัญคือความสามารถในการคุมเกมตั้งแต่ระดับพื้นที่ถึงรัฐสภา โดยเฉพาะแนวคิดให้ ส.ส.ร.มาจังหวัดละ 1 คน ซึ่งเอื้อความได้เปรียบเชิงเครือข่ายการเมือง
“การลดเงื่อนไขเสียง สว.จาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 ไม่ใช่การยอม สว. แต่เป็นการ “คิดร่วมกัน” เพื่อรักษาอำนาจกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญในอนาคต และมีแนวโน้มสูงที่กติกาใหม่จะยังเอื้อฝ่ายกุมอำนาจเดิมไว้ได้”
เกมแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเขียนกติกาใหม่ แต่คือการต่อสู้ระหว่างแนวคิด “รัฐสภาคุมเกม” ของพรรคสีน้ำเงิน กับแนวคิด 21 ล้านเสียง ผ่านประชามติเสียงเป็นผู้กำหนดของพรรคส้ม ภายใต้เงื่อนไขและบทเรียนเดิมที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวัง หากไม่ต้องการให้แท้งกลางสภาฯ อีกครั้ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เดินหน้าไม่มีถอย ไทยช่วยไทยพลัส “ปกรณ์”คุมเกมสู้คดีศาลรธน.
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กางแผนตั้งรับ-สู้คดี “พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท”ออกมาทันที หลังเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติรับคำร้องกรณีที่สส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาล ออก”พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท”ไม่เข้าข่าย รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1หรือไม่
'ไชยชนก' เมิน 'เสรีพิศุทธ์' จ่อแจ้งจับตระกูลชิดชอบ รุกที่เขากระโดง ชี้เป็นเรื่องการเมือง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี พล.ต
4 ปีชัชชาติ อาจมีแผลถลอก แต่ยังไม่สันหลังหวะ
จันทร์นี้ 18 พ.ค. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ
'ส้ม' เขย่า 'ภท.' ลอยแพแก้รธน. หวั่นอำนาจสว.ทำสะดุด
'พนิดา' มองเป็นเรื่องดี-เคารพเสียง ปชช. หลัง 'ภูมิใจไทย-เพื่อไทย' เตรียมดันร่างแก้ รธน. แย้ม 'ปชน.' จ่อเสนอร่างด้วย ห่วง 21.6 ล้านเสียงสูญเปล่า ย้ำ ทุกพรรคต้องหาฉันทามติร่วมกันปมอำนาจ 1 ใน 3 สว. หวั่น ทำแก้ ม.256 สะดุด
ภารกิจ 'ทักษิณ' หลังพ้นคุก สงบศึกหรือขัดแย้งรอบใหม่
การกลับมาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ที่ออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังถูกคุมขังจำนวน 243 วัน หรือราว 8 เดือน หลายคนประเมินกำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของสมการการเมืองไทย ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจร้อนแรงและอันตรายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
'เท้ง' ไล่บี้รัฐบาลปัดตกร่างแก้รธน. โวยกติกาสูงสุดฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน
'เท้ง' จี้ ‘รัฐบาล’ ตอบให้ชัดหลังปัดตก กม.หลายฉบับ ถามอำนาจถกกฎหมายอยู่ใครกันแน่ เหน็บคุยหลังบ้านทั้งสภาล่าง-สภาบน ถึงมั่นใจทั้ง 34 ฉบับผ่านฉลุย ซัดกติกาสูงสุดประเทศกำลังเป็นฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน

