เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569” ส่งผลให้ผู้ต้องราชทัณฑ์นับหมื่นรายทั่วประเทศได้รับอานิสงค์ หากแต่ในทางเมืองมันคือการปลดพันธนาการขั้นสุดท้ายของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร
จากการยืนยันของพล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทักษิณ มีรายชื่ออยู่ในเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวและพ้นโทษทันที คำแถลงดังกล่าวเสมือนเป็นการปิดฉากมหากาพย์การรับโทษจำคุกยาวนานนับตั้งแต่เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี 2566 และเป็นการก้าวเข้าสู่สถานะ “อิสระชน” อย่างสมบูรณ์แบบ
การพ้นโทษของทักษิณ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันรัฐบาลอยู่ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นผู้นำของพรรคภูมิใจไทย หรือที่คอการเมืองเรียกกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลและกุมกลไกอำนาจรัฐรวมถึงฐานเสียงในสภาไว้อย่างเหนียวแน่น การที่พรรคเพื่อไทยตกเป็นรองในแง่ของกระแสนิยมและบารมีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ ทักษิณ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี เมื่อไร้พันธนาการคุมประพฤติ ทักษิณจะกลับมาทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย แม้จะไม่มีตำแหน่งเป็นทางการ แต่บารมีในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคจะทำให้เขาสามารถเดินสาย พบนายทุนใหญ่ นัดกินข้าวกับแกนนำพรรคการเมือง หรือจัดการยุทธศาสตร์หลังบ้านได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น การต่อรองผลประโยชน์และการผลักดันนโยบายสำคัญระดับชาติ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จะถูกควบคุมและกำกับโดย ทักษิณโดยตรง ซึ่งจะทำให้ดุลอำนาจระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดการคานอำนาจกันอย่างดุเดือดขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สมรภูมิแรกที่จะเป็นบททดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของบารมีทักษิณ คือ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 สนามนี้จะเป็นการวัดพลังครั้งสำคัญระหว่างแบรนด์เพื่อไทยที่ส่งเฉพาะสก.ลงเลือกตั้งที่ได้ทักษิณมานำทัพยุทธศาสตร์หลังบ้าน กับคู่แข่งจากขั้วต่าง ๆ โดยเฉพาะจากพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ การขยับหมากของ ทักษิณในพื้นที่เมืองหลวงนับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป จะเป็นเครื่องชี้วัดว่ามนต์ขลังทางการเมืองของเขายังคงใช้ได้ผลกับคนเมืองกรุงในยุคปัจจุบันหรือไม่
สำหรับฟากฝั่งฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ การพ้นโทษของทักษิณ คือความท้าทายครั้งใหญ่ในสมรภูมิการเมืองที่กำลังถูกบีบให้กลายเป็น “การเมืองสองขั้ว” อย่างสมบูรณ์ ภาพการจับมือกันระหว่างกลุ่มอุปถัมป์นิยม กับพรรคเพื่อไทยจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น โดยมีทักษิณเป็นตัวเชื่อมประสานชั้นยอดเพื่อทำหน้าที่เป็น “กันชน” สกัดกั้นการเติบโตของกระแสสีส้ม
สิ่งที่พรรคประชาชนจะได้รับผลกระทบคือ โจทย์ในการตรวจสอบรัฐบาลจะมีความซับซ้อนขึ้น เพราะแกนนำรัฐบาลจะมีที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูงที่สุดคนหนึ่งคอยอ่านเกมล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกัน พรรคประชาชนก็สามารถใช้ประโยชน์กรณีการพ้นโทษก่อนกำหนดของทักษิณมาเป็นประเด็นโจมตีหลักในเรื่อง “ความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม” เพื่อปลุกเร้ากระแสสังคมและมวลชนที่รู้สึกถึงความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะเป็นฐานเสียงสำคัญในการสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป
น่าจับตาเส้นทาง หลังจากพ้นโทษแล้ว ทักษิณจะเลือกทางเดินไหน ระหว่างการอยู่บ้านเลี้ยงหลานอย่างสงบตามที่เคยปรารภไว้ หรือจะกระโดดลงมาลุยไฟใต้ภาพลักษณ์ “ผู้จัดการรัฐบาลหลังม่าน” เลียนแบบ “เนวินโมเดล” ของ เนวิน ชิดชอบ ที่คุมพรรคภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมศาสตร์ทางการเมืองและลักษณะเฉพาะของแบรนด์ชินวัตร การที่ทักษิณจะปลีกวิเวกไปเลี้ยงหลานเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง ตราบใดเจ้าตัวมองว่าพรรคเพื่อไทยคือสมบัติของเครือชินวัตร ที่พยายาปลุกปั้น "อ.เชน" ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กันเป็นปกติโดยนายกรัฐมนตรี ทักษิณจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น “Super Boardroom” หรือประธานที่ปรึกษาเงียบ ๆ คอยประคองและตรวจการบ้านนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงเคลียร์ใจกับพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นที่คนรุ่นใหม่ยังบารมีไม่ถึง
อย่างไรก็ดี ทักษิณไม่สามารถใช้ “เนวินโมเดล” แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เก็บตัวเงียบกริบหลังม่านได้ เพราะพรรคเพื่อไทยถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสนิยมในตัวทักษิณ มาตลอดสองทศวรรษ การหายไปจากหน้าสื่อจะทำให้กระแสพรรคแผ่วลง ดังนั้น สิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้คือ “โมเดลไฮบริด” ทักษิณจะยังคงปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นระยะ คอยขึ้นบรรยายวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ปาฐกถาในงานสำคัญ หรือลงพื้นที่ช่วยหาเสียงในฐานะ “ผู้ช่วยหาเสียง” เพื่อรักษาพื้นที่สื่อและพยุงเรตติ้งของพรรคเพื่อไทยไว้ ในขณะเดียวกันหลังฉากเขาก็คือผู้ถือตั๋วอำนาจตัวจริงที่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคต้องเกรงใจ
แม้ว่าในวันนี้ทักษิณ จะก้าวข้ามผ่านประตูคุกและการคุมประพฤติมาได้อย่างสง่างามตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2569 แต่นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดความเสี่ยง เพราะสถานะ “คนนอกพรรค” จะยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฝ่ายตรงข้ามจ้องใช้เป็นอาวุธในการยื่นฟ้องร้องฐาน “ครอบงำพรรค” ตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 28 และ 29 อยู่ทุกฝีก้าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศึกงัดกกต.-ศาลฎีการะอุ วัดใจ 9 ตุลาการฯ เบรกเกมหรือลั่นระฆัง?
คำวินิจฉัยของ “วิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์” เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่กลับแนววินิจฉัยคดีฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่มีความเห็นว่าราษฎรหรือประชาชนสามารถฟ้อง กกต.ได้โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จากเดิมที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้อง
'ฉันทานุมัติ' ประชาชน โต้ครหาน้ำเงินกินรวบ
ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ฝ่ายรัฐบาลกำลังเปิดยุทธการไล่ต้อนพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติการโต้ตอบข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์
รัฐต้องพึ่งได้-คุมเข้มเงินบริจาค ปิดช่องมูลนิธิ หากินกับศรัทธา
ปรากฏการณ์ "โป๊ะแตก" ในสังคมไทย หลังเกิดกรณีข้อกล่าวหาและประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับมูลนิธิของ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี
“กกต.”คว้ามือ"ศาลรธน." แก้ลำโดนสาวลึก"ฮั้วสว."
ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย
'รุทธพล' เผยบอร์ดกลั่นกรองฯ ทยอยชงคำร้องนิรโทษ ชี้คดี 'ทักษิณ' ว่าไปตามกระบวนการ
“รมว.ยุติธรรม" เผยบอร์ดกลั่นกรองฯ เตรียมทยอยชงนิรโทษกรรมคดีการเมืองเข้าชุดใหญ่ ชี้หากคำร้อง "ทักษิณ" เข้าถกจริง ต้องว่าไปตามกระบวนการก่อนส่งต่อบอร์ดสันติสุข
‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’
ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง

