ทุบ"ชัชชาติ"ขยี้"ระบอบอากง" หมัดนี้ยังไม่น็อก แต่เสี่ยงแต้มหลุดเป้า

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็จะถึงวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้

ซึ่งจนถึงขณะนี้จับทิศทางได้ว่า ทุกกระแสเสียงดูจะเชื่อตรงกันว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จะคัมแบ็กกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 เพราะมีแต้มต่อหลายอย่างเหนือคู่แข่ง ทั้งคนที่ลงในนามพรรคและลงสมัครอิสระไม่สังกัดพรรค

 โดยเฉพาะการที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.มาแล้ว 4 ปี ทำให้สามารถนำสิ่งที่ได้ทำมาแล้วตลอด 4 ปี มาหาเสียงให้คนเมืองหลวงเห็นและเข้าใจได้ง่าย อันแตกต่างจากคู่แข่งทั้งหมด ที่ไม่เคยมีประสบการณ์-ผลงานเกี่ยวกับเรื่อง กทม.มาก่อน

ตรงนี้คือแต้มต่อ-ข้อได้เปรียบสำคัญของชัชชาติ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ความเป็นคนเข้าถึงง่าย ติดดิน แต่ก็มีความเป็นนักบริหารที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มนิวเจน-คนรุ่นใหม่ได้จำนวนไม่น้อย ผนวกกับ มีการมองกันว่า กลุ่มคนที่เคยเลือกชัชชาติปี 2565 ร่วมหนึ่งล้านสามแสนเสียง มาวันนี้ก็ยังน่าจะกลับมาเลือกชัชชาติอีกครั้ง

ขณะเดียวกันคู่แข่งหลักอย่าง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร-พรรคประชาชน” ถึงตอนนี้ต่อให้พรรคส้ม-ทีมหาเสียง กทม.และ สส.เขต กทม.พรรคประชาชน แม้จะพยายามหาทางสร้างกระแสให้ชัยวัฒน์อย่างไรก็ปั่นไม่ขึ้น เอาง่ายๆ ทุกวันนี้คน กทม.จำนวนมากยังจำชื่อชัยวัฒน์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เรียกว่าดับสนิท

จนเริ่มมีกระข่าวว่า สส.เขต กทม.พรรคประชาชน เริ่มตีชิ่ง ไม่ช่วยหาเสียงให้ชัยวัฒน์แล้ว หรือช่วยก็ช่วยพอเป็นพิธี ไม่เต็มร้อย หลังกระแสในพื้นที่ซึ่งส่งออกมายัง สส.เขต กทม.พรรคประชาชนพบว่า ไม่มีกระแสตอบรับใดๆ ผนวกกับที่ผ่านมา บุคลิก-ความเป็นผู้นำ นักบริหารของชัยวัฒน์ก็แทบไม่มี เขาไม่สามารถทำให้คนกรุงเทพฯ เชื่อใจได้เลยว่าจะเอาอยู่กับปัญหา กทม.สารพัดเรื่อง ทำให้การหาเสียงของชัยวัฒน์-พรรคประชาชน ยิ่งนานวันก็ยิ่งกร่อยลงเรื่อยๆ 

ยิ่งเมื่อเจอกับความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่แกนนำพรรคประชาชน คิดสั้น-ประเมินสถานการณ์ผิด ในการโปรโมต “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์” ขึ้นมาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. (ทีมผู้ว่าประชาชน) ของพรรคประชาชน

ทั้งที่ ดร.สุรพลเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2549 ยุค คมช. หลังพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหารทักษิณ ชินวัตร รวมถึงยังเคยเสนอทางออกให้มีนายกฯ มาตรา 7 ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549 อันเป็นแนวทางที่ขัดแย้งอย่างแรงกับพรรคส้ม แต่พรรคประชาชนกลับไปเอา ดร.สุรพลมาเป็นจุดขายในแคมเปญหาเสียง เพราะคิดว่าจะช่วยดึงคะแนนให้ชัยวัฒน์ แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม จนกองเชียร์-ด้อมส้มส่งเสียงดังระงมว่า ผิดหวัง รับไม่ได้ จนบางคนประกาศขอหันหลังให้พรรคประชาชน ซึ่งเป็นไปได้ที่กลุ่มนี้ที่เดิมทีจะเลือกชัยวัฒน์ ก็จะมาเลือกชัชชาติ ทำให้ชัชชาติจะได้คะแนนจากกลุ่มนี้เข้ามาเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยหลายอย่างเข้าทางชัชชาติให้มีโอกาสชนะเลือกตั้งรอบ 2 แต่การที่ถูกไล่ขยี้-เปิดแผล การบริหารงาน กทม.ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ก็มีเรื่องไม่ชอบมาพากลในการบริหาร กทม. โดยเฉพาะปมเรื่อง “คนรอบข้าง-ทีมงานการเมืองหน้าห้อง” ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ กับสิ่งที่เรียกว่า ระบบอากง ที่เห็นชัดว่า ฝ่ายที่ออกมาไล่ขยี้เรื่องนี้ โดยเฉพาะพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาชัชชาติ ช่วงบริหารเสาชิงช้า 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรุ่นพี่วิศกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กับเครือข่าย จุฬาฯ คอนเน็กชัน ซึ่งวงการ กทม.รู้กันดีว่า เขาคือกุนซือใหญ่ผู้เป็นเสมือนผู้ว่าฯ เงา ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาให้กับชัชชาติ ในการประสานงาน-เคลียร์เรื่องต่างๆ ในการบริหาร กทม.ทั้งงานพื้นที่-งานการเมือง-การประสาน สก.-การผลักดันนโยบาย โครงการต่างๆ ของ กทม.จนคนพูดกันว่า

คุยกับเฮียต่อคนเดียวจบหมด ตามสไตล์เฮียต่อรับจบ”  

การไล่ทุบระบอบอากง กลุ่มที่เคลื่อนไหวจึงรู้ดีว่า จะมีผลไปถึง ชัชชาติโดยตรง ทำให้มีการเขย่าระบอบอากงมาได้หลายวันแล้ว กับการเปิดแผลเรื่องต่างๆ แต่ที่สะเทือนแรงคงไม่พ้นข้อกล่าวหาว่า มีการเรียกผลประโยชน์-ซื้อขายตำแหน่ง ผอ.สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีด้วยกัน 50 เขต แต่พรรคเศรษฐกิจชี้เป้าไว้ที่ 16 เขต ในราคา 4 ล้านบาทต่อเก้าอี้

 โดยแม้ ชัชชาติ-ต่อศักดิ์ และ ผอ.เขต บางคนจะเรียงหน้าออกมาปฏิเสธระบอบอากง-การซื้อขายเก้าอี้ พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพยายามเปิดแผลการบริหารงาน กทม.ยุคชัชชาติครั้งนี้มันย่อมมีผลต่อ

ภาพลักษณ์-ความน่าเชื่อถือของชัชชาติ

พอสมควร เพราะทุกคนก็รู้ดีว่า กทม.มีผลประโยชน์มากมาย แต่ละภารกิจของ กทม.เป็นเงินเป็นทองทั้งสิ้น ตัวชัชชาติอาจไม่มีแผล ไม่มีข่าวเรื่องทุจริตโยงถึงตัวเองโดยตรง ที่ก็เป็นจุดแข็งของชัชชาติอย่างหนึ่งที่ไม่มีข่าวฉาวเรื่องทำนองนี้

 แต่กระนั้นหลายคนก็ไม่ถึงกับเชื่อสนิทใจว่า คนรอบข้าง-ทีมงานข้างกาย หรือใครบางคนบางกลุ่มในศาลา กทม.ยุคชัชชาติ จะมือสะอาด คลีนหมด ของแบบนี้อาจจะมีก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่ที่ไม่ฉาวโฉ่ออกมา ก็เพราะไม่มีการขุดคุ้ย หรือร้องเรียน

ทำให้พอมีข่าวเรื่องระบอบอากง และปัญหาการบริหารงาน กทม.ยุคชัชชาติออกมา พวกที่เชื่ออยู่แล้วว่า 4 ปีที่ผ่านมามันต้องมีอะไรบ้าง คงไม่คลีนหมด ก็เลยดูจะไม่แปลกใจ เชื่อข้อมูลระบอบอากงทันที

 อย่างไรก็ตาม หากจับกระแสจากตอนนี้ ความพยายามเปิดแผลชัชชาติและทีมงาน จะมีผลทำให้ชัชชาติโดนน็อกแพ้เลือกตั้งหรือไม่?

ขอประเมินไว้ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 มิ.ย.ว่า อาจยังไม่ถึงกับทำให้ชัชชาติถูกน็อกจนแพ้ได้ แต่อาจทำให้กลุ่มโหวตเตอร์บางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใคร ที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ในใจคิดจะเลือกชัชชาติ อาจเปลี่ยนใจไม่เลือกชัชชาติ หันไปมองตัวเลือกอื่น

รวมถึงกลุ่มคนที่เคยเลือกชัชชาติ ปี 2565 ที่ก็ยังลังเลจะเลือกชัชชาติอีกรอบหรือไม่ พอเจอเรื่องนี้ก็อาจตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการหันไปเลือกคนอื่นแทน

ผลก็คือ หมัดทุบระบอบอากง แม้ไม่น็อกชัชชาติสลบคาเวทีทันที แต่เสี่ยงจะทำให้ชัชชาติได้คะแนนหลุดไปจากเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

7 ปีบนเก้าอี้ ผบ.ตร. ‘บิ๊กราญ’ โอกาสทอง การปฏิรูปตำรวจ

เป็นไปตามโผ สำหรับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป

สัมพันธ์กลาโหม"ไทย-จีน" รักษาสมดุล-ไม่ก้าวก่าย

การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) และหารือทวิภาคีกับ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่คณะของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือน สปจ.อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังจากบรรลุข้อตกลงในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างการเยือนระดับผู้นำไปแล้ว

ส่องโมเดลร้านอาหารแอบเปิดผับเถื่อน โศกนาฏกรรมสลดเซ่นระบบส่วยสีเทา

เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 34 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ความสูญเสียดังกล่าวนำไปสู่การขยับตัวของกระทรวงยุติธรรม

กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ-อัยการ-ศาล จัดทัพ เปลี่ยนผู้นำ

กระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ที่ประกอบด้วย “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” พบว่า กันยายนปีนี้ 2569 จะมีการเปลี่ยนผ่าน “ผู้นำสูงสุด” พร้อมกันทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือตำรวจ ที่ “บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.” จะเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน