ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปมการได้มาซึ่ง สว.สีน้ำเงิน ซึ่งถูกฝ่ายค้านและหลายฝ่ายตั้งคำถามโยงอาจเกี่ยวข้องกับการจัดวางเครือข่ายอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน เพื่อให้มีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระในอนาคต ขณะที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย
ต่อด้วยกรณี ที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแม้หน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายและตามมติคณะกรรมการสอบสวนมาตรา 61 แต่ประเด็นดังกล่าวยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกฝ่ายค้านโหมด้วยวาระการเมือง นำมาใช้ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการตรวจสอบ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกับบิ๊กทางการเมืองในพื้นที่ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขณะนี้ที่ดินหลายแปลงอยู่ในกระบวนการของศาลแพ่งแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งคือกรณีแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย ที่ถูกเผยแพร่ออกมาพร้อมข้อกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจข้าราชการประจำเข้าไปช่วยเหลือพรรคการเมือง แม้อธิบดีกรมการปกครองจะออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง แต่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.และ กกต.เพื่อให้ตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เวลาในการชี้แจงประเด็นดังกล่าวควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบาย
ขณะเดียวกัน โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ก็กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกจับตา ทั้งในเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและความคุ้มค่าของโครงการ ที่พุ่งเป้าไปที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี และ ลูกชายของผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคนในพรรคภูมิใจไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน
ส่วนกรณีจังหวัดภูเก็ต ก็สะท้อนถึงความท้าทายในการรับมือกับปัญหามาเฟียต่างชาติ การเก็บส่วย และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนนำมาสู่การสั่งปรับย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด และข้าราชการในพื้นที่ เพื่อเปิดทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป
ขณะที่ 2 รมช.มหาดไทยเพิ่งเริ่มลงพื้นที่ ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้มีคำถามจากบางฝ่ายเกี่ยวกับความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐมนตรีสีน้ำเงิน และบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการติดตามสถานการณ์ทันด่วนหรือไม่
ต่างจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน ทั้งที่มีจำนวน สส.และอำนาจน้อยกว่า แต่การสร้างกระแสและบทบาทต่อสังคมได้มากกว่า ด้วยการนำเสนอข้อมูลและตั้งประเด็นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ จนได้รับความสนใจจากสาธารณชนในหลายประเด็น และตั้งข้อสังเกตหลายโครงการของรัฐบาลไม่ชอบมาพากล
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอาจถูกมองว่ายังสื่อสารผลงานได้น้อยเกินไป ทั้งที่มีเสียงในสภาฯ เกือบ 300 เสียง ไม่นับรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการในสภาฯ จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถรุกกลับทางการเมืองและสร้างผลงานเพื่อสร้างความนิยมต่อพี่น้องประชาชนได้
จึงไม่น่าแปลกที่ “อนุทิน” นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ควันออกหู และส่งสัญญาณแรงๆ ภายในพรรค ด้วยการกำหนดกรอบประเมินผลงานภายใน 1 ปี ทั้งรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ 14 คณะ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย
คำเตือนนี้ส่งออกมาสามารถตีความได้ว่า พรรคต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ แสดงผลงานและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยอาจมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทหรือบุคลากรหากผลการทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
โดยเฉพาะ รัฐมนตรีรุ่นใหม่ หรือที่คนในพรรคเรียกกันเล่นๆ ว่า ลูกเทพ หรือ ลูกบังเกิดเกล้า ซึ่งได้รับโอกาสทางการเมืองครั้งสำคัญ แซงหน้าผู้อาวุโสหลายคน แต่ผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้ว ผลงานของหลายคนอาจยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างดังที่พรรคมอบหมาย
หากบทบาทในการสื่อสารและการแก้ไขปัญหายังคงกระจุกตัวอยู่ที่ “นายกฯ” และ 3 แม่ครัวของพรรคเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์
ฉะนั้นหากรัฐมนตรีของพรรคไม่มีผลงานตามที่พรรคตั้งเคพีไอไว้ อาจนำไปสู่การประเมินและปรับเปลี่ยนออกจาก ครม.เพื่อให้คนในพรรคที่มุ่งมั่นทำงานมีโอกาสเข้ามาเป็นเสนาบดี มากกว่าระบบโควตาแบบเดิมๆ ที่อาจทำให้บางคนเฉยชา และจำนนต่อวาสนา
“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และหนึ่งในรัฐมนตรีลูกเทพ ยอมรับว่า คิดว่าเป็นสไตล์ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ซึ่งโจทย์ตั้งแต่วันแรก รัฐมนตรีและผู้มีตำแหน่งในทุกกรรมาธิการจะต้องทำงานและมีผลงานเชิงประจักษ์ต่อสายตาประชาชน ดังนั้นนายกฯ จึงออกมากระตุ้นว่า ถ้า 1 ปี ใครไม่มีผลงาน อาจจะถูกพิจารณาปรับเปลี่ยนไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม
“คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนจะตื่นตัว และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่ใช่จะปล่อยให้เป็นงานรูทีนอย่างเดียว แต่ต้องมีผลงานเชิงประจักษ์ออกมาด้วย” รัฐมนตรีลูกเทพ กล่าวยอมรับ
นอกจากนี้ ในส่วนของ “นายกรัฐมนตรี” เองก็ต้องปรับบทบาทตัวเองด้วยการลดประเด็นการเมือง ไปสู่การทำงานทั้งด้านความมั่นคง อาทิ การปราบธุรกิจสีเทา และกวาดล้างผู้มีอิทธิพล รวมถึงผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้อง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและประชาชนจับต้องได้ อย่างเช่น นโยบายไทยช่วยไทยพลัส หรือการขับเคลื่อน EEC การผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก และการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างประเทศ และลดงบประมาณลงทุนขนาดใหญ่ลง
การขันนอตครั้งนี้ด้วยการประเมินผลงาน 1 ปีของ นายกฯ จึงอาจสะท้อนความพยายามในการกระตุ้นให้คนภูมิใจไทยมีบทบาทและมุ่งทำงานมากขึ้น และร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของรัฐบาล และไม่จมอยู่แค่ประเด็นการเมืองที่ลดความน่าเชื่อถือจนตกเป็นเป้านิ่งอยู่ฝ่ายเดียว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“อนุทิน” สั่งด่วน “สุชาติ” ผนึก “ศุภมาส” ระดม ทส. กว่า 30 นาย ลุยน้ำช่วยชาวร่มเกล้า–ลาดกระบัง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตร่มเกล้า–ลาดกระบัง ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตนเร่งประสานงานกับ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระดมความช่วยเหลือลงพื้นที่โดยเร่งด่วน
จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก
เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน
นายกฯจ่อสปีชเวทียูเอ็น ปลุกโลกยึดมั่นในกติกา
นายกฯ จับมือ Google พัฒนามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
สัญญาณไม่ถึง‘หนู’ สยบ‘กธ.’ซบรัฐบาล/ปชน.โหมโรงซักฟอกมีหลักฐานเด็ด
“นายกฯ” ขอใช้เวทีประชุม UNGA 81 ชูไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ

