ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 "สส.กังฟู" วสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง อภิปรายตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยจัดงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่กลับลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน
ข้อมูลของ “สส.กังฟู” ระบุว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมตามแนวชายแดนเสร็จแล้วมากกว่า 60 เส้นทาง อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 72 เส้นทาง และยังมีเส้นทางที่ไม่ได้เริ่มดำเนินการอีกมากกว่า 20 เส้นทาง เมื่อรวมถนนและเส้นทางย่อยต่างๆ ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องเกือบ 300 เส้นทาง
นอกจากนั้นมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยังไม่มีงบประมาณสำหรับการสร้างรั้วในพื้นที่ชายแดนที่มีความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งที่เรื่องดังกล่าวถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงและการแถลงนโยบายของรัฐบาล
“ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในเรื่องความมั่นคงและการดูแลทหารชายแดนดูลดลงเมื่อเทียบกับช่วงหาเสียง พร้อมตั้งคำถามว่า เสียงของประชาชนตามแนวชายแดนถูกนำไปไว้ตรงไหน หลังจากรัฐบาลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง” สส.กังฟูระบุ
นับแต่ “ไทย-กัมพูชา” ลงนามในถ้อยแถลงหยุดยิงเมื่อเดือน ธ.ค.2568 ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ถนน รั้ว หลุมบุคคล บังเกอร์ พร้อมวางแนวสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต สนับสนุนการวางกำลังในฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยไม่ได้รอการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามวงรอบ
โดยใช้เงินจาก 3 ส่วน คือ งบกลาง, กองทุนหทัยทิพย์, เงินบริจาคจากภาคเอกชน จากจิตศรัทธาของประชาชน นักธุรกิจในพื้นที่ กำลังหลักคือ "หลวงตาเยื้อน" และจากกลุ่มทุน องค์กร หน่วยงานภาครัฐ ที่เข้าไปสนับสนุนทุกด้านเพื่อให้ดำเนินการเสร็จสิ้นโดยเร็ว
ในขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ผลักดันโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” นำพันธมิตรจากหลายภาคส่วนที่ลงขันสนับสนุนเงิน ทรัพยากร เร่งเสริมความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เสร็จโดยเร็ว ด้วยพลัง สีน้ำเงิน
สำหรับการสร้างถนนและเส้นทางทางยุทธวิธี เดินหน้าตามแผนได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายที่ต้อง “ทำก่อน” ส่วนที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ได้สำรวจเส้นทางไปแล้ว ยังไม่พบรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570
ส่วนการสร้างรั้วถาวร ดำเนินการได้บางพื้นที่ โดยเฉพาะที่ได้ข้อยุติร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว เช่น หลักเขตที่ 52-59 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ส่วนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยังคงใช้วิธีวางลวดหนาม ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่ทหาร 2 ชาติที่ลาดตระเวนเผชิญหน้า และเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามแอบรื้อทำลาย เพื่อถ่ายคลิปไปขยายผลในโซเชียลมีเดียของฝ่ายเขา
นอกจากนั้น ในแผนงบประมาณปี 2570 หมวดเสริมขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของเหล่าทัพ เป็นการจัดหาอาวุธ ที่เชื่อมโยงในระดับ “ยุทธศาสตร์” เพื่อเตรียมความพร้อมหากต้องมีการเปิดศึกรอบใหม่เกิดขึ้น เพราะบทเรียนในการสู้รบ 2 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้รับรู้ท่าทีของมิตรประเทศ จากการ “เติมของ” ว่าค่ายไหนมีความ คล่องตัว หรือ ฝืด มากกว่ากัน
ในรายละเอียดงบประมาณกระทรวงกลาโหม พบว่า นอกจากระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ของสหรัฐ ที่ กองทัพบก เล็งที่จะจัดซื้อเข้ามาประจำการ ยังมี Barak MX ระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธขั้นสูงที่พัฒนาโดยบริษัท Israel Aerospace Industries (IAI) ของประเทศอิสราเอล ที่ “กองทัพอากาศ” ตั้งงบประมาณเดินหน้าในเฟส 2 ในงบปี 2570
ที่น่าเป็นห่วงคือ “กองทัพเรือ” เพราะยังติดปัญหาเรื่องเพดานหนี้ ฝ่ากระแสวิกฤตงบในภาพรวมไปไม่ได้ การตั้งงบในเรือฟริเกตลำที่ 2 จึง “สะดุด” ต้องไปเข้าคิวปี 2571 ยกเว้นมี “ปาฏิหาริย์” ที่รัฐบาลใจดี “เฉือน” งบกลางให้
ในขณะที่ “ฟริเกต” ลำแรก ทร.ก็ยังไม่ได้ข้อยุติในการเลือกบริษัทมาต่อเรือให้ หลังจากกูรูในเพจทั้งหลายชำแหละกันถึงข้อดี-ข้อเสียในเรือแต่ละแบบ ระบบบัญชาการการรบ ระบบอาวุธ รวมไปถึงภาพรวมของโครงการในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี การชดเชยทางเศรษฐกิจกันแบบทุกซอกทุกมุมแล้ว
ท่ามกลางความจำเป็นที่ “ทร.” ต้องเสริมสร้างความพร้อมในการรบให้เร็วกว่านี้ เพราะดูจากท่าทีของ “กัมพูชา” ในการเสริมเขี้ยวเล็บทางเรือ ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน
“เจนส์ดีเฟนซ์” สื่อด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เปิดภาพถ่ายดาวเทียม แสดงสถานะของเรือรบใหม่กัมพูชา ไทป์ 056A เรือคอร์เวตติดอาวุธนำวิธี ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน
โดยระบุว่า อาวุธปล่อยจากเรือที่ติดตั้งบนเรือคอร์เวตชุดนี้ คือ YJ-83 หรือชื่อในการส่งออกคือ C-802 เป็นอาวุธปล่อยโจมตีเรือ มีพิสัยการยิงราว 180 กิโลเมตร โดยหนึ่งในเรือชุดนี้ของกัมพูชา ที่ถูกระบุว่าอยู่ในสถานะพร้อมปฏิบัติงานแล้วคือ RCNS Kohkong Senchey เลขประจำเรือ 622
เรือดังกล่าวจอดที่ “ฐานทัพเรือเรียม” ตั้งอยู่ในจังหวัดพระสีหนุ เป็นหนึ่งในฐานทัพที่ได้รับการสนับสนุนการปรับปรุงขีดความสามารถจากรัฐบาลจีน และจีนก็วางระบบเรดาร์และวางกำลังทางเรือที่ฐานทัพเรือเรียม
ยังไม่นับฝ่ายกัมพูชาที่ตีปี๊บ “รถถัง” จีนที่ได้รับการส่งมอบมาหมาดๆ หรือการวางพิกัด PHL03 เล็งเป้าที่ท่าเรือสัตหีบ
ในภาพรวมยังคงเป็น “สงครามจิตวิทยา” และไทยเองไม่กังวลต่อปฏิกิริยาของจีน เพราะ “หลังฉาก” มีการขับเคลื่อน ต่อรองกันในหลายกรณี
ซึ่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีการกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้
การเดินเกมการทูตเชิงรุกจึงเข้มข้นไปพร้อมกับการทหาร เพียงแต่จะดีลจะจบแบบไหนให้ลงตัวแบบรู้เขารู้เรา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลสอบโกงท้องถิ่น จบแบบคาใจ จี้ลากคอ'บิ๊กการเมือง'สยบข้อครหา
วิกฤตการณ์ทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งพบผู้กระทำผิดในการแก้ไขคะแนนสอบสูงถึง 5,925 คน จนนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนผู้ที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ว่าจะสามารถกวาดล้างโครงข่ายนี้ ให้สิ้นซากได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก
‘หนู’ตกใจ!ยิงกันอีก ในงานที่โคราชเจ็บ6/เล็งวัดKPIปกครอง-ตร.พื้นที่เกิดเหตุ
อีกแล้วเหรอ! "นายกฯ" ตกใจรับทราบเหตุยิงในงาน “ชิม ช้อป ใช้” ที่โคราช บาดเจ็บ 6 ราย
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
ภท.ไวจัด!ชงกม.ปืน 100มาตราปชช.ปลอดภัยขึ้น‘หนู’เคลียร์ดรามา
“อนุทิน” สั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคนเหตุใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว

