
หากดูจาก ระยะห่าง เรื่องคะแนนเสียงของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 11 คน น่าจะ สอบผ่าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไปได้
และผ่านได้ในสมการที่ไม่มี พรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่มีเสียง ส.ส.อยู่ในมือ 16 คนด้วย
ปัจจุบัน เสียง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดมี 477 คน เป็นของฝ่ายรัฐบาล 269 คน ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 97 คน พรรคภูมิใจไทย 62 คน พรรคประชาธิปัตย์ 52 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน
พรรคพลังท้องถิ่นไท 5 คน พรรคชาติพัฒนา 4 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรคพลังชาติไทย 1 คน พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน พรรคเพื่อชาติไทย 1 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน พรรคพลเมืองไทย 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน และพรรคไทรักธรรม 1 คน
หากตัดพรรคเศรษฐกิจไทยออกไป 16 คน ฝ่ายรัฐบาลจะเหลือ 253 คน
ขณะที่เสียงฝ่ายค้านมี 208 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 132 คน พรรคก้าวไกล 51 คน พรรคเสรีรวมไทย 10 คน พรรคประชาชาติ 7 คน พรรคเพื่อชาติ 6 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และพรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน
ในจำนวน 208 เสียงนี้ ยังไม่นับรวม งูเห่า ของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ ที่เปิดตัวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาทำกิจกรรมกับพรรคภูมิใจไทยอีกหลายคน
ในส่วนของพรรคขนาดเล็กที่มีการจับกลุ่มกันในนาม กลุ่ม 16 ที่ดูจะเป็น ตัวแปร สำคัญในกรณีที่ผนึกกำลังกับ ร.อ.ธรรมนัส แต่ในกลุ่มเองไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ เพราะตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อใช้ในการ ต่อรอง กับพรรคขนาดใหญ่ที่ต้องการเสียง
ในขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคขนาดเล็กเหล่านี้ ไม่ได้มี ร.อ.ธรรมนัสคนเดียวที่ดูแล แต่บางคนยังได้รับการดูแลจากทางอื่นอีก โดยเฉพาะ เสี่ยเฮ้ง-นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ที่รับภารกิจอุ้มชูพรรคเล็ก คานกับ ร.อ.ธรรมนัสมาสักระยะ
หรือต่อให้ ร.อ.ธรรมนัสผนึกกำลังกับกลุ่ม 16 สำเร็จ แบบเป็นทิศทางเดียวกันหมด แต่ก็ยังยากในการจะคว่ำเสนาบดีสักคนหนึ่งได้สำเร็จ
เพราะแม้แต่ในพรรคเศรษฐกิจไทย 16 เสียง ร.อ.ธรรมนัสก็ยังไม่สามารถกดรีโมตให้ทุกคนโหวตเหมือนกันได้ทั้งหมด โดยมี 3 คนที่เตรียมจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะที่อีก 1 คนเป็นคนของ บิ๊กน้อย-พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหากับ ร.อ.ธรรมนัส
และแม้ฝ่ายค้านจะได้เสียงจากพรรคเศรษฐกิจไทย กับ ส.ส.พรรคขนาดเล็กไปเพิ่ม แต่เสียงของฝ่ายค้านก็ลด เพราะกลายร่างเป็นงูเห่าที่พรรคภูมิใจไทยเลี้ยงไว้ ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 17-20 เสียง
จึงถือเป็นเรื่องยากมากที่จะมีรัฐมนตรี ตกชั้น
แต่อย่างไรก็ดี ข้อนี้พรรคเศรษฐกิจไทยและพรรคขนาดเล็กรู้ดี แต่เกมของพวกเขาคือ ทำให้รัฐมนตรีบางคน ขายขี้หน้า ด้วยการ กินบ๊วย เพื่อนำไปสู่ผลทางการเมืองอย่างอื่น โดยใช้ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเข้าผสมโรง
โดยพรรคร่วมรัฐบาลที่มีปัญหาภายในมีอยู่ 2 พรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์
สำหรับพรรคพลังประชารัฐ พวกเขารู้ว่า ส.ส.หลายคนไม่พอใจการทำหน้าที่ของ บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ไม่เคยซัพพอร์ต ส.ส.ในพรรคที่ต้องการต่อยอดทำพื้นที่ จึงใช้ช่องทางนี้ผสมโรงเพื่อกดดัน บิ๊กป๊อก
อีกทั้งยังว่ากันว่า มีคนคับแค้น บิ๊กป๊อก ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งซ่อม จ.ลำปางที่ผ่านมา
ขณะที่ในรายนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นอกจากเป็น โจทก์เก่า ของ ร.อ.ธรรมนัสแล้ว ยังมีข่าวว่าช่วงหลังกำลังถูก นางสิงห์ คนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐ เขย่าเก้าอี้ รมช.การคลัง โดยหวังใช้เรื่องโครงการท่อส่งน้ำอีอีซีเป็นตัวกดดัน
หวังใช้ความอับอายจากการ กินบ๊วย ในศึกซักฟอกนำไปสู่การปรับ ครม. นอกจากนี้ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมีขบวนการปล่อยข่าวว่า สันติ จะหอบลูกทีมย้ายไปพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใหญ่เกิดความหวาดระแวง
ส่วนพรรคเล็กที่เป็น ตัวแปร ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดัน เพราะรัฐมนตรีทุกคนไม่มีใครอยาก ตกชั้น หรือ กินบ๊วย เหมือนบีบให้ วิ่งมาหา เพื่อ หนีบ๊วย
ในฟากของพรรคประชาธิปัตย์ 3 คนที่ถูกกลุ่ม 16 เขย่า คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค, นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นคนที่เจอปัญหาภายในทั้งหมด
นายจุรินทร์และนายนิพนธ์ มีปัญหากับนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายนิพนธ์กับนายอันวาร์ ที่นายอันวาร์มองว่ามีส่วนสำคัญในการไม่ส่งตัวเองลงสมัครในครั้งหน้า ซึ่ง 2 เสียงนี้มีโอกาสจะหายสูงมาก
ด้านในรายนายจุติ ส.ส.หลายคนในพรรคไม่ต้องการโหวตให้ เพราะเห็นว่าไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับพรรคนานแล้ว และครั้งหน้าจะไม่ได้อยู่ แต่พรรคกลับไม่ดำเนินการปรับออกแต่อย่างใด
เมื่อเสียงในพรรคตัวเองจะหาย 2-3 เสียง จึงทำให้พรรคขนาดเล็กสบช่องเขย่า ซึ่งทำมาหลายวันตั้งแต่ก่อนซักฟอกแล้ว
คะแนนเสียงรัฐมนตรีแต่ละคนในครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ เนื้อหา ที่จะเป็นตัวตัดสินแต่อย่างใดเลย
เพราะใครได้มาก-ได้น้อย ขึ้นอยู่กับว่า ใครยอม-ใครไม่ยอมต่างหาก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'
สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน
'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี
ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.
กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี
โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง
ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย

